หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจ้ากรมเมืองก็เดินทางกลับไปยังสำนักงานตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปเมืองหลวงอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเมืองหลวงกับเมืองหมอกนภาจะไม่ไกลกันนัก แต่ถ้าต้องไปกับแบบนี้ ย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนบังคับรถม้าเองก็ตาม
ส่วนชิงหลงก็สร้างประตูวาปเชื่อมต่อไปยังร้านค้า เมื่อก้าวออกจากประตูวาปก็เดินออกจากห้องด้านในออกมาหน้าร้าน ก็เห็นเหล่าผู้คนมากมายกำลังยืนเดินดู อาวุธ ชุดเกราะ และมีบางส่วนถูกซื้อไปโดยตระกูลใหญ่บางตระกูล ถ้าไม่มีเม็ดยาสีทองรับลองได้เลยว่าอาวุธ ชุดเกราะพวกนี้ย่อมไม่พอขายแน่นอนชิงหลงเดินเข้ามาหาตงเสี่ยวกับฟงหมิงและถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า หรือว่ามีสิ่งใดขาดเหลือหรือไม่จะได้จัดการให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะเดินทางไปเมืองหลวง"ยินดีต้อนรับนายน้อยชิงหลง""เป็นยังไงบ้าง มีอะไรขาดรึเปล่า""ไม่มีปัญหา ขอรับ ทุกอย่างราบรื่นดี นายน้อยมามีเรื่องอะไรรึเปล่า ดูเคร่งเครียดนิดหน่อย""อืม...ก็ไม่มีอะไรมาก แค่มีคนอยากพบที่เมืองหลวง ก็เลยว่าจะมาบอกพวกท่านเอาไว้ ไม่รู้ว่าจะไป กี่วัน แต่คงจะกลับมาทันก่อนที่เราจะขายเม็ดยาสีทองล่ะนะ ถ้าข้ามาไม่ทันก็ทำตามกฎที่ตั้งไว้ก็แล้วกัน" "เข้าใจแล้ว ขอรับนายน้อย""ข้าฝากดูแลร้านด้วยนะ"ชิงหลงเดินกลับเข้าไปในห้องก่อนจะสร้างประตูวาปกลับไปที่คฤหาสน์ แล้วไปบอกกล่าวกับพ่อแม่ของเขา"ท่านพ่อท่านแม่ลูกจะไปเมืองหลวงซักระยะดูแลตัวเองดีๆด้วย เมื่อเสร็จธุระลูกจะรีบเดินทางกลับมา""ลูกไม่ต้องห่วง เดินทางให้สบายใจเถอะ" "ถ้าอย่างนั้นลูกไปก่อนนะ หลังกลับจากเมืองหลวงท่านพ่อท่านแม่ต้องตกใจกับของฝากที่ลูกนำมาแน่นอน รอดูได้เลย""พ่อกับแม่จะรอดูของฝากลูกหน่อยว่าจะทำให้ตกใจได้ขนาดไหนเชียว ฮ่าๆ ฮ่าๆ"ชิงหลงสร้างประตูวาปไปยังสำนักงานเจ้ากรมเมือง ก็พบว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมเดินทางแล้ว"โอะ! เจ้ามาพอดีเลย ข้าเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ"เจ้ากรมเมืองกับชิงหลงเดินขึ้นรถม้าคันเดียวกัน ระหว่างทางชิงหลงก็คุยกับเจ้ากรมเมืองไปตลอดทางทำให้รู้ว่าที่เมืองหลวงจะมีตระกูลหลักอยู่4ตระกูลที่มีอิทธิพลต่อราชวงศ์ปัจจุบันไม่น้อย ทั้งด้านความแข็งแกร่งและกำลังคนอาจจะเทียบเท่าราชวงศ์เลยก็ว่าได้ แต่เพราะมีอีก3ตระกูลที่คานอำนาจไว้จึงไม่มีใครกล้าลงมือก่อน เพราะอีก3ตระกูลก็จ้องจะแทงซ้ำเมื่ออีกตระกูลบาดเจ็บหรือสูญเสีย เจ้ากรมเมืองจึงกล่าวเตือนชิงหลงเอาไว้ก่อนเพื่อให้ระวังตัวเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทั้ง 4 ตระกูลหลักเหล่านั้นตระกูลหลักทั้ง 4 ก็มี ตระกูลต้วน(ต้วนเทียนหลางเป็นแม่ทัพทิศเหนือ) ตระกูลซาง(ซางเกาเห้อเป็นแม่ทัพทิศตะวันออก) ตระกูลฉิน(ฉินจงเทียนเป็นแม่ทัพทิศตะวันตก) ตระกูลซาน(ซานเจียนเฟิงเป็นแม่ทัพทิศใต้) ทั้ง 4 ตระกูลนี้ล้วนแล้วแต่เป็นแม่ทัพคุมกองกำลังทหารที่เก่งกาจ มีทหารหลายแสนคน ทหารเหล่านั้นล้วนได้รับการฝึกมาอย่างดี "งั้นแสดงว่าพระราชาเหยียนต้าจื่อไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดอย่างนั้นสินะ" "เจ้าจะว่าแบบนั้นก็ได้ ยิ่งพระราชาเหยียนต้าจื่อไม่มีองค์รัชทายาทไว้สืบบัลลังค์แล้วละก็เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าจะเกิดอะไรขึ้น""ผู้เยาว์เข้าใจ คงเกิดการแย่งชิงบัลลังค์กันเกิดขึ้นระหว่าง 4 ขั้วอำนาจ อาณาจักรต้าหลัวคงล่มสลายและเปลี่ยนเป็นราชวงศ์อื่น ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ชนะศึกครั้งนี้""ไม่นึกว่าเจ้าจะคิดได้ขนาดนี้ ถ้าไม่มองว่าเจ้าเป็นเด็กล่ะก็ ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นตาแก่อายุนับร้อยปีกำลังนั่งคุยกับข้าซะอีก ฮ่าๆ ฮ่าๆ"ชิงหลงถอนหายใจ "เฮ้อ... ถ้าผู้เยาว์เป็นตาแก่อายุร้อยปี ท่านก็อายุน้อยกว่าผู้เยาว์น่ะสิ แล้วท่านจะเรียกผู้เยาว์ว่าเช่นไร"เจ้ากรมเมืองถึงกับสะอึกน้ำลายตัวเอง เมื่อได้ยินที่ชิงหลงกล่าวออกมา อึก! แค่กๆ! แค่กๆ!"ตอนนี้ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่าเจ้าเป็นเด็กจริงๆรึเปล่า?""แล้วแต่ท่านจะคิดก็แล้วกัน ผู้เยาว์ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับท่านนักหรอก" หลังจากนั้นชิงหลงก็ไม่กล่าวอะไรออกมาอีกเลย ถึงแม้เจ้ากรมเมืองจะชวนคุยก็ตาม จนกระทั่งทหารที่ขับรถม้าตะโกนให้ม้าหยุดวิ่งหยุดดดด!! "ท่านเจ้ากรมด้านหน้าเหมือนจะมีคนมาดักรอพวกเราอยู่ ขอรับ"หืม.. เจ้ากรมเมืองกงซุนจ้านโผล่หน้าออกไปดูก็พบกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนขวางทางรถม้าไว้จริงๆ "ดูเหมือนพวกเราจะถูกดักปล้นกลางทางซะแล้วสิ จะทำยังไงดี" "ข้ากำลังเบื่ออยู่พอดีเลย ขอเล่นอะไรสนุกๆหน่อยละกัน หึหึ" ชิงหลงหัวเราะเบาๆก่อนจะใช้เวทย์เคลื่อนย้ายหายไปยืนอยู่ข้างๆกลุ่มคนเหล่านั้น กงซุนจ้านที่กำลังจ้องมองกลุ่มคนเหล่านั้นอยู่ก็ตกใจ นำมือขึ้นมาขยี้ตาตัวเอง ก่อนจะมองอีกครั้ง แล้วก็ขยี้ตาอีก เพื่อความแน่ใจจึงหันหน้ากลับเข้าไปมองในรถม้า ก็ไม่เห็นชิงหลงแล้ว ก็ตกใจเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ อ้าปาก ตาค้าง หัวใจแทบวาย จะพูดออกมาแต่เสียงไม่มี นั่งนิ่งค้างในท่าชี้นิ้วไปยังที่นั่งชิงหลง ทหารขับรถม้าร้องถามเจ้ากรมเมืองว่า"จะทำยังไงดี?" ก็ได้ยินเสียง ร้องตะโกนมาทางรถม้าของพวกเขาซะก่อน"พวกเจ้าที่อยู่ในรถม้าน่ะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งเงินมาซะ อย่าให้ต้องพูดมากความ"เจ้ากรมเมืองได้ยินถึงกลับสะดุ้งเฮือก จนได้สติกลับมาอีกครั้งก่อนจะจ้องมองออกไปที่นอกรถ ก็พบว่าคนที่ตะโกนนั้น เป็นชิงหลงนั่นเองทหารที่ขับรถม้าก็พึ่งจะสังเกตุเห็นว่าคนที่ตะโกนนั้นกับเป็นคนที่มากับท่านเจ้ากรมเมือง เอ๊ะ! "ว่าแต่เขาไปยืนตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน""ไม่ได้ยินรึไง ข้าบอกให้พวกเจ้าส่งเงินมา ถ้าไม่อยากเจ็บตัวทำไมไม่ทำอีก""ใช่ๆไม่ได้ยินที่....... หืม..เจ้าเป็นใคร?""ก็เป็นโจรไง กำลังจะปล้นคนในรถม้านั่น เจ้าไม่เห็นรึ""เจ้าอย่ามาเล่นลิ้นกับข้า กองโจรนี้ไม่มีเด็กน้อยอย่างเจ้า จับมันมัดเอาไว้ก่อนค่อยมาจัดการทีหลัง" "ได้เลย ลูกพี่"ชิงหลงใช้เวทย์เคลื่อนย้ายอีกครั้งก่อนที่ลูกน้องโจรจะจับเขามัดไว้ ฟุบ! เพียงพริบตาชิงหลงก็กลับเข้ามาอยู่ในรถม้า ก่อนจะโผล่หน้าออกไปแล้วตะโกนไปว่า"ถ้าพวกเจ้าไม่นำเงินที่มีทั้งหมดออกมาวางไว้ที่พื้นตอนนี้ พวกเจ้าจะได้เห็นนรกของจริง!!""เมื่อกี้มันยังจะปล้นคนในรถม้าไม่ใช่รึ ตอนนี้กลับเป็นข้าอย่างนั้นหรอที่กำลังจะถูกปล้น นี่มันเรื่องอะไรกัน""การที่เด็กคนหนึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วจนไม่สามารถรับรู้ได้ จะต้องมีพลังระดับไหนกันแน่ แต่ทำไมข้าถึงสัมผัสพลังปราณเจ้าเด็กนี่ไม่ได้เลยล่ะ หรือว่าพลังจะต่างกันมากเกินไปจนข้าไม่สามารถรู้ได้ จะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า ทุกการเคลื่อนไหวยังไงก็ต้องใช้พลังปราณ แต่นี่กับไม่มี ถ้าอย่างนั้นเจ้าเด็กนี่ก็อันตรายเกินไป ขืนอยู่ที่นี่ ข้าต้องตายอย่างแน่นอน ข้าต้องหนี"ขณะที่หัวหน้าโจรกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อหนี ก็ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆว่า "อย่าคิดหนีซะล่ะ" อะจ๊ากกกก!! หัวหน้าโจรร้องเสียงหลงก่อนจะหันไปมองก็เห็นเด็กน้อยนั่นยังอยู่ที่รถม้าเหมือนเดิม ตอนนี้ทั้งหัวหน้าโจรและลูกน้องต่างหลอนจนผวา รีบถอดของมีค่าทั้งหมดวางลงที่พื้น ก่อนจะเห็นร่างเด็กน้อยก้มลงเก็บของมีค่าทั้งหมดใส่แหวนของตนแล้วก็เอ่ยเบาๆว่า "ถ้าข้าเห็นพวกเจ้าทำแบบนี้อีก พวกเจ้าจะไม่มีโอกาสได้พูดไปตลอดชีวิต" เมื่อพูดจบชิงหลงใช้เวทย์เคลื่อนย้ายกลับไปที่รถม้าเหมือนเดิม แล้วกล่าวกับทหารขับรถม้าว่า "เรื่องนี้ก็จบลงไปแล้ว รีบออกเดินทางกันต่อเถอะเดี๋ยวจะค่ำซะก่อน ""การกระทำและความคิดของเจ้าเด็กนี่ประหลาดสุดๆยากจะหาตรรกะมาอธิบายได้ จะบอกว่าแก้เบื่อก็ กะไรอยู่ น่าจะเป็นข่มขู่แล้วค่อยปล้นน่าจะสมเหตุสมผลกว่า แม้แต่ข้าก็ไม่ต่างจากกองโจรนั่นเท่าไหร่ ไม่ถึงกับผวา เพียงแค่ตกใจเท่านั้น" ก่อนเจ้ากรมเมืองจะถอนหายใจ แล้วกล่าวกับชิงหลงเบาๆว่า"เฮ้อ..อย่าทำอะไรพิเรนๆแบบนี้อีก อย่างน้อยก็สงสารคนแก่แบบข้าบ้าง""ผู้เยาว์ลืมตัวไปหน่อยครั้งหน้าจะบอกก่อนก็แล้วกัน ขอรับ"ทหารขับรถม้าผ่านกองโจรที่โดนปล้นมาแล้วก็รู้สึกสงสารอยู่นิดๆเหมือนกันที่ดันมาปล้นปีศาจร้ายในคราบเด็ก "พวกเจ้าช่างดวงซวยแท้ๆ"หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จนมาถึงประตูเข้าเมืองหลวงเป็นกำแพงสูงมีป้อมปราการธนูไม้ขนาดใหญ่ติดตั้งตลอดแนว มีทหารคุ้มกันแน่นหนา คนที่จะเข้าไปในเมืองหลวงจะถูกทหารที่หน้าประตูตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อรถม้าของเจ้าเมืองมาถึงทหารก็ให้ผ่านเข้าไปทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบอะไร ก่อนรถม้าจะหยุดลง"ข้าขอร้องเจ้าล่ะนะ อย่าไปก่อเรื่องอะไรแผลงๆให้ข้าต้องปวดหัวเพราะเจ้าอีกล่ะ" "ท่านเห็นผู้เยาว์เป็นคนชอบหาเรื่องใส่ตัวเองขนาดนั้นเลยหรอ ผู้เยาว์เป็นเด็กดีไม่มีเรื่องก่อนผู้เยาว์จะไม่ทำแน่นอน""ข้าก็จะภาวนาไม่ให้มีคนไปหาเรื่องเจ้าก็แล้วกัน"ฮ่าๆ ฮ่าๆ "ถ้าอย่างนั้นผู้เยาว์ไปหาอะไรกินที่โรงเตี๊ยมขึ้นชื่อของเมืองหลวงหน่อยก็แล้วกัน แล้วท่านจะให้ผู้เยาว์ไปพบที่ไหนล่ะ จะได้ไปถูก""อืม...เอาเป็นโรงเตี๊ยมชมจันทร์ก็แล้วกัน ข้าจะเข้าไปในวังเพื่อรายงานฝ่าบาทก่อน แล้วข้าจะไปพบเจ้าที่นั่น""ตกลงตามนี้ผู้เยาว์ ขอตัว "