ไม่นานนัก ฝีเท้าที่เคยเร่งรีบของหวงเยี่ยก็ค่อยๆชะลอลง เมื่อก้าวเข้าสู่เขตอาณาแห่งตำหนักของคณบดีหวูเหยียนจี
สถานที่แห่งนี้แตกต่างจากพื้นที่อื่นของมหาวิทยาลัยอย่างเห็นได้ชัด ราวกับหลุดออกมาจากกาลเวลาที่แสนไกล
ตัวอาคารสร้างขึ้นในรูปแบบโบราณ หลังคาทรงโค้งซ้อนชั้นประดับด้วยลวดลายแกะสลักอันประณีต
สีของไม้เก่าแก่ที่ผ่านวันเวลามายาวนาน กลับยิ่งขับให้บรรยากาศโดยรอบดูขรึมลึกและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งภูมิปัญญา
สองข้างทางที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวอาคารถูกประดับด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านใบเขียวขจีปกคลุมเหนือศีรษะ สายลมพัดผ่านแผ่วเบา ทำให้ใบไม้ไหวเอนและเกิดเสียงเสียดสีกันเป็นจังหวะคล้ายบทเพลงธรรมชาติ
กลิ่นหอมอ่อนจางของพฤกษาแทรกซึมอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกสงบอย่างประหลาด
ทว่าความสงบนั้นกลับถูกทำลายลงที่บริเวณลานกว้างด้านหน้า
พื้นที่ว่างที่ควรจะเงียบงันกลับเต็มไปด้วยนักเรียนจำนวนมาก ทั้งนักเรียนชั้นปีหนึ่งและชั้นปีสองต่างกระจายตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดจริงจัง เหมือนกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่สำคัญที่สุดในชีวิต
พลังวิญญาณที่แผ่กระจายออกมาจากร่างกายของพวกเขาสอดประสานกันเป็นระลอกคลื่น
หากสัมผัสอย่างละเอียดจะพบว่าพลังทั้งหมดล้วนมีลักษณะเดียวกัน
เจตจำนงธาตุพฤกษา
แม้จะเป็นธาตุเดียวกัน แต่ระดับความเข้มข้นและคุณภาพกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
บางคนมีพลังเพียงระดับต่ำที่สั่นไหวไม่มั่นคง บางคนสามารถควบคุมได้ถึงระดับกลาง ทำให้พลังไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่บางคนซึ่งมีพรสวรรค์สูงกว่านั้น กลับปลดปล่อยเจตจำนงระดับสูงออกมาได้จนเกิดแรงกดดันบางเบาในบริเวณโดยรอบ
“นี่มัน..”
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าหวงเยี่ยจึงเต็มไปด้วยความหลากหลายของการฝึกฝน
บางคนยืนอยู่กลางลาน กางมือทั้งสองข้างออกช้าๆ ดวงตาปิดสนิท สีหน้าเคร่งเครียด พยายามควบคุมการไหลเวียนของพลังภายในให้เป็นไปตามที่ต้องการ เส้นเอ็นที่ขมับปูดโปนเล็กน้อยแสดงถึงความพยายามอย่างสุดกำลัง
บางคนกลับนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหิน ก้มหน้าจ้องมองสมุดในมืออย่างไม่วางตา ตัวอักษรภายในนั้นเต็มไปด้วยหลักการและแนวคิดของวิชา พวกเขาขมวดคิ้วครุ่นคิด พลางลองหมุนเวียนพลังตามสิ่งที่อ่านไปพร้อมกัน
บางคนถึงกับพึมพำกับตนเอง เต็มไปด้วยความกังวลและความมุ่งมั่น
บรรยากาศทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยความกดดันอันเงียบงัน
จนกระทั่งการมาถึงของหวงเยี่ย สายตานับสิบคู่ก็หันมามองในเวลาเดียวกัน ราวกับมีใครบางคนส่งสัญญาณโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ความเงียบเข้าครอบงำเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นอย่างไม่แน่ใจนัก
“มะ.. มาแล้ว เจ้าชายน้อยหวงเยี่ย ผู้มีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา!”
คำกล่าวนั้นราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงในผิวน้ำ ทำให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความสนใจแผ่กระจายไปทั่วลาน
“งั้นเหรอ.. มันก็ไม่แปลกหรอกที่เขาต้องการจะเป็นศิษย์ของท่านคณบดีหวูเหยียนจีน่ะ!”
“แต่เขาจะผ่านการทดสอบเริ่มต้นได้หรือเปล่า?”
ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศชะงักไปเล็กน้อย ความตื่นเต้นที่มีอยู่ก่อนหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย
“นั่นสิ.. พวกเราเองก็พยายามฝึกฝนวิชาการต่อสู้นี้อยู่หลายวันแล้วนะ”
“บางคนเป็นนักเรียนชั้นปีสอง ทำอยู่หลายเดือนก็ยังไม่สำเร็จ!”
“เหอะๆ ไม่แปลกหรอก เพราะในการทดสอบนี้ พวกเราจะต้องสำเร็จขั้นพื้นฐานแห่งสุดยอดวิชาให้ได้น่ะ”
หวงเยี่ยยืนหยุดอยู่ตรงทางเข้าอาคารพฤกษาอมตะ สายตาของเขากวาดมองภาพตรงหน้าอย่างละเอียดลออ
ความประหลาดใจฉายชัดอยู่ในแววตา ราวกับสิ่งที่ได้เห็นนั้นเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากนัก
ทว่าหวงเยี่ยยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไปลึกกว่านั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างฉับพลัน
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าโดยไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร เสื้อผ้าสีเรียบสะอาดตา ท่วงท่าภายนอกดูสงบนิ่งและสุภาพเรียบร้อย ทว่าเพียงมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น จะสัมผัสได้ถึงความลุ่มลึกที่มิอาจหยั่งถึง
หวงเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ความระแวดระวังผุดขึ้นโดยสัญชาตญาณ
ก่อนที่ชายผู้นั้นจะโค้งกายลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม
“ยินดีต้อนรับท่านหวงเยี่ยสู่อาคารพฤกษาอมตะขอรับ”
“ข้าน้อยคือพ่อบ้าน และเป็นผู้ดูแลเรื่องต่างๆของท่านคณบดีโดยตรง!”
“และจากที่ท่านได้เห็นแล้ว..”
พ่อบ้านผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตามองผ่านไปยังลานกว้างที่เต็มไปด้วยนักเรียน ก่อนจะกล่าวต่ออย่างสงบ
“ท่านคณบดีหวูเหยียนจีไม่ได้รับศิษย์อย่างพร่ำเพรื่อ”
“ใครก็ตามที่สามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้ระดับจักรพรรดิอย่างหุ่นจิตพฤกษาโบราณขั้นแรกได้สำเร็จ”
“ทางท่านหวูเหยียนจีจะรับคนผู้นั้นเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ!”
เพียงถ้อยคำสุดท้ายหลุดออกมา หัวใจของหวงเยี่ยก็เหมือนถูกกระแทกอย่างแรง
“อะไรนะ?!”
“วิชาการต่อสู้ธาตุพฤกษาระดับจักรพรรดิ?!”
“นี่มัน..”
คำพูดขาดหายกลางประโยค ลมหายใจชะงักค้างอยู่ในอก ความคิดมากมายไหลวนอย่างรวดเร็ว
ระดับจักรพรรดิ
เพียงคำนี้ก็เพียงพอจะทำให้ผู้ฝึกฝนทั่วทั้งโลกต้องสั่นสะท้านแล้ว
ภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูรที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ต่อให้เป็นวิชาระดับราชาก็ยังพบเห็นได้ยากยิ่ง
แล้วนับประสาอะไรกับวิชาที่อยู่ในระดับสูงเช่นนั้น
สายตาของหวงเยี่ยเปลี่ยนไปทันที จากความประหลาดใจกลายเป็นความจริงจัง
พ่อบ้านชรามองปฏิกิริยาของเขา ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบา คล้ายกับผู้ที่เห็นปฏิกิริยานี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“อันที่จริงวิชาการต่อสู้ระดับจักรพรรดิ แน่นอนว่ามันหายากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร!”
“ทางมหาวิทยาลัยเทพอสูรของเรา อาจมีเพียงแค่สามถึงสี่ชนิดเท่านั้น!”
คำพูดนี้ทำให้กระทั่งลมหายใจของหวงเยี่ยยังต้องหนักอึ้งขึ้นอีกเล็กน้อย
สามถึงสี่ชนิด
ตัวเลขที่น้อยจนน่าตกใจสำหรับสถานที่อันยิ่งใหญ่เช่นนี้
พ่อบ้านหยุดไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้คำพูดนั้นซึมลึกลงไปในความคิดของผู้ฟัง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“และวิชาการต่อสู้ธาตุพฤกษาระดับจักรพรรดินี้ ทางท่านหวูเหยียนจีได้เป็นผู้ที่สรรสร้างมันด้วยตนเอง!”