บทที่ 70
เสียงฝีเท้าเดินไปเดินมา และเสียงพูดคุยกันจ๊อกแจ๊กดังลอดเข้ามาภายในห้อง ทำให้ภามค่อยๆ ขยับเปลือกตาอย่างช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เขานั่งแช่อยู่บนเตียงอีกสักพัก ก่อนจะตัดใจลุกจากเตียง เดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ ด้านนอก เด็กๆ ตื่นแต่เช้าอย่างร่าเริง กำลังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวในเมือง เมมี่เพิ่งจะเดินมาห้ามไม่ให้เด็กๆ ส่งเสียงดัง และเดินกลับเข้าไปในครัว ภามไม่เห็นอลัน จึงคาดว่าน่าจะรดน้ำแปลงผักอยู่ ภามจัดการธุระส่วนตัวยามเช้า แต่งตัวเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องน้ำ พบว่าเด็กๆ ที่กระโดดโลดเต้นกันอยู่ในห้องนั่งเล่นเมื่อครู่ไม่อยู่แล้ว คาดว่าน่าจะอยู่ในห้องครัวแล้ว เขาจึงเดินตามเข้าไป “อรุณสวัสดิ์ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านภาม” อามินกับแอนเน่ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารหันมาทักทายภามอย่างอารมณ์ดี“อารมณ์ดีกันแต่เช้าเชียวนะ” ภามเดินเข้าไปลูบหัวเด็กๆ เบาๆ ก่อนจะนั่งลงที่ประจำบ้าง เมมี่ยกอาหารมาวางให้ทุกคน ไม่นานอลันก็เดินตามเข้ามาในครัว เมื่อพร้อมหน้าแล้วทุกคนจึงเริ่มลงมือทานอาหารเช้าด้วยกัน โดยมีเด็กๆ ที่ทานหมดอย่างรวดเร็ว แถมยังอาสาเป็นคนช่วยล้างจานอย่างแข็งขัน เมื่อทานอาหารเสร็จ ภามกับอลันจึงไปช่วยกันเทียมเกวียนอันที่มีหลังคาเข้ากับม้าทั้งสองตัว บังคับเกวียนอ้อมไปด้านหลังบ้าน และนำลังใส่ผลผลิตจากห้องเย็นใต้ดินขึ้นไปไว้บนเกวียน จากนั้นจึงขับเกวียนกลับมารอที่หน้าบ้าน เมื่อทุกคนขึ้นเกวียนพร้อมแล้ว ภามจึงกระตุกกบังเหียนเริ่มออกเดินทาง ตัวเกวียนเคลื่อนที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวป่าไปเรื่อยๆ ตามทิศทางที่ภามบังคับ การเดินทางในครั้งนี้ราบรื่นกว่าที่คาด เสียงมอนสเตอร์คำรามจากในป่าเป็นระยะๆ ไม่สามารถสร้างความตื่นตกใจให้กับครอบครัวของอลันได้อีกต่อไป พวกเขาขับเกวียนผ่านส่วนลึกที่สุดของตัวป่า บรรยากาศมืดครึ้มวังเวง อลันกับเมมี่ที่เคยเห็นมอนสเตอร์เจ้าถิ่นมาแล้ว อดที่จะกลั้นหายใจเอาไว้ไม่ได้ ก่อนจะกลับมาผ่อนคลายเมื่อเกวียนผ่านบริเวณนั้นมาโดยไม่มีตัวอะไรโผล่ออกมาขวางทางเกวียน “เจ้ามอนสเตอร์ตัวใหญ่ ตาสีแดงที่พวกข้าเคยพบวันที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ท่านภามจัดการมันไปแล้วหรือขอรับ” อลันเอ่ยถามด้วยความสงสัย หลังจากที่ขับผ่านเขตป่าทึบนั้นมาได้สักพักแล้ว“อ้อ เจ้าตัวนั้นน่ะรึ ข้าไม่ได้ฆ่ามันหรอก แต่ระยะหลังๆมานี้ ไม่รู้ว่ามันเบื่อขี้หน้าข้าหรืออย่างไร มันจึงไม่ค่อยออกมาทักทายข้าแล้ว” ภามตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ“เอ่อ... ขอรับ” อลันตอบรับด้วยสีหน้าคล้ายอยากจะยิ้ม คล้ายอยากจะร้องไห้ในคราวเดียวกัน ก่อนจะหันกลับไปสนใจเส้นทางตรงหน้าต่อ เด็กๆ นั่งอยู่ภายในเกวียนกับเมมี่ พากันร้องเพลงที่ภามเคยได้ยินเมื่อครั้งที่พาครัวครอบของอลันไปที่บ้านครั้งแรก ท่วงทำนองเพลงสนุกสนาน พาให้ภามฟังไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เมื่อขับเกวียนพ้นตัวป่า เข้าสู่ถนนที่ชาวบ้านใช้เดินทางผ่านเขาลูกนี้ ภามก็ขับเกวียนลงเขาต่อไปอีกสักพัก ช่วงใกล้ๆ ถึงตีนเขา มีธารน้ำที่ภามเคยแวะพักม้าอยู่บ่อยๆ ช่วงที่ต้องเข้าเมือง ครั้งนี้เขาจึงหยุดพักอีกครั้ง ธารน้ำตรงนี้ไม่ลึกมากนัก น้ำสูงไม่เกินเข่าของเด็กๆ อามินกับแอนเน่ เมื่อลงจากเกวียนจึงพากันลงไปเดินย่ำเท้าเล่นในลำธารอย่างสนุกสนาน โดยมีเมมี่นั่งดูอยู่บนโขดหินไม่ไกลกันนัก “ข้าว่าช่วงนี้งานในฟาร์มของเรามีเยอะขึ้นมาก ไหนๆ เข้าเมืองแล้ว จึงกะจะหาคนงานเพิ่มอีกสักคน เจ้าว่าดีหรือไม่” ภามเอ่ยถามอลันที่นั่งอยู่ข้างเกวียนด้วยกัน“ข้าว่าก็ไม่เลวนะขอรับ หาแรงงานชายเพิ่มมาอีกสักคน น่าจะช่วยแบ่งเบางานได้ไม่น้อยเลย” อลันตอบอย่างเห็นด้วย“เช่นนั้นหลังจากขายผลผลิตเหล่านี้แล้ว ข้าจะให้น้าเมมี่กับเด็กๆ ไปเดินเล่นในตลาด เจ้าก็ไปช่วยกันดูทาสสักคนกับข้าก็แล้วกัน” ภามเอ่ยสิ่งที่คิดไว้ให้อลันฟังต่อ“ได้ขอรับ” อลันตอบรับ นั่งพักกันอีกสักครู่ จนคาดว่าม้าพักเท้าได้เต็มที่แล้ว ภามจึงเรียกทุกคนขึ้นเกวียน และออกเดินทางต่อ ใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่ากำแพงเมืองก็ปรากฏขึ้นที่สุดปลายสายตา เด็กๆ ที่นั่งอยู่ในเกวียน เมื่อมองเห็นกำแพงเมืองก็ดีใจกันจนนั่งไม่ติดที่ ไม่นานเกวียนก็เคลื่อนมาถึงทางเข้าเมือง รวมๆ แล้วใช้เวลาเดินทางเกือบสี่ชั่วโมงเหมือนทุกครั้ง “หยุดก่อน”นายทหารสองคนถือทวนขวางทางเอาไว้ตามหน้าที่ ส่วนนายทหารสองนายเดินเข้ามาตรวจของบนเกวียน นายทหารอีกคนที่น่าจะเป็นหัวหน้า หันหลังกลับมาเห็นภามก็แสดงสีหน้าดีใจออกมาอย่างชัดเจน “ไม่เจอกันนานเลยนะ วันนี้ลมอะไรหอบมาได้ล่ะ” ไซมอนทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส“ข้าเอาผลผลิตมาส่งให้ฮาคิมน่ะ ท่านไซม่อนก็ดูสบายดีนะขอรับ” ภามอธิบาย พร้อมกับทักทายกลับ“อ้อ ข้าได้พบท่านฮาคิมอยู่หลายครั้ง เห็นท่านว่านัดรับของจากเจ้าที่ตีนเขาแล้วนี่”“พอดีเด็กๆ ไม่ได้เข้าเมืองนานแล้ว เลยถือโอกาสนี้พาเด็กๆ มาเที่ยวในเมืองด้วย” ภามอธิบายเพิ่ม“สวัสดีขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านลุงไซมอน” อามิน และแอนเน่ที่เคยพบไซมอนมาแล้ว เมื่อได้ยินภามพูดถึงไซมอนจึงโผล่หัวออกมาจากเกวียน และกล่าวทักทายไซมอน“ไง เด็กๆ อ้วนท้วมขึ้นเยอะนะ ท่าทางเจ้าจะเลี้ยงดีไม่น้อยเลยนี่” ไซมอนทักทาย พร้อมกับลูบหัวเด็กๆ เบาๆ ก่อนจะหันมาพูดกับภามต่อ“ท่านแม่ของเด็กๆ น่าจะทำอาหารอร่อยถูกปากเด็กๆ กระมัง ...นี่น้าอลัน เป็นพ่อของเด็กๆ ส่วนหญิงบนเกวียน ชื่อเมมี่ เป็นแม่ของเด็กๆ ขอรับ น้าทั้งสองนี่ ท่านไซมอน เจ้าของโรงแรมที่ข้าเคยมาพัก และแวะทานข้าวที่นั่นบ่อยๆ” ภามแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน ไซมอนทักทายกับอลัน และเมมี่อีกเล็กน้อย และดูท่าจะตั้งใจคุยอีกยาวตามประสาคนช่างพูด แต่พอเกวียนมาจอดรอต่อจากเกวียนของภามอีกคันพอดี ไซมอนจึงต้องหยุดคุย รับเงินเงิน 50 เหรียญทองแดงจากภาม ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาขับเกวียนเข้าเมืองไป “ข้าออกเวรตอนเย็น หากพวกเจ้ายังไม่กลับก็แวะไปหาข้าที่โรงแรมด้วยล่ะ” ไซมอนตะโกนส่งท้ายตามมาภามไม่ได้ตะโกนตอบกลับไป เพียงแค่หันกลับไปหา และโบกมือไปให้เป็นสัญญาณว่ารับรู้แล้ว เมื่อเข้ามาในเมือง ภามบังคับเกวียนให้เลี้ยวตามทิศทางไปยังโรงแรมของไซมอน ตั้งใจจะพาทุกคนไปทานอาหารกลางวันก่อน ค่อยนำผลผลิตไปให้ฮาคิม และพาทุกคนไปเดินจัตุรัสการค้าที่กลางเมือง ภามนำรถม้าเข้าไปจอดในคอกสัตว์ของโรงแรม ก่อนจะนำทุกคนเดินตามเข้าไปในตัวโรงแรม แต่เนื่องจากเป็นเวลาช่วงเที่ยง คนที่แวะเข้ามาทานอาหารในโรงแรมจึงมีเยอะเป็นพิเศษ ดังนั้น นาเดียน่าจะกำลังวุ่นกับการทำอาหารอยู่ในครัว ภามจึงมองหาโต๊ะว่าง และพาทุกคนเข้าไปนั่งด้วยความเคยชิน “อยากทานอะไรเลือกได้ตามสบายเลยนะ” ภามบอกกันทุกคน ขณะที่ยื่นเมนูอาหารให้อลันกับเมมี่