เช้าวันรุ่งขึ้น หลังถูกขับออกมาจากมิติย่อย จ้าวหยางจื่อก็ทำกิจวัตรประจำวันของเขาตามปกติ วนเวียนจนขายปลาเสร็จ
ระหว่างนั่งพักและนับเงินซีซวนก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
“วันนี้ชาวบ้านมาซื้อปลาน้อยลงกว่าเมื่อวานมากเจ้าค่ะ”
“อย่ากังวลไปเลยซวนเอ๋อร์เราขายได้ถึงเจ็ดตำลึงเงินก็ดีมากแล้ว กินปลาทุกวันพวกชาวบ้านก็รู้สึกเบื่อบ้าง อีกทั้งการที่พวกชาวบ้านซื้อปลากินทุกวันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
“เจ้าค่ะ”ซีซวนผงกศีรษะน้อยๆ เห็นด้วย เรื่องนี้นางเข้าใจดี การที่ชาวบ้านยอมควักเงินออกมาซื้อปลานั้นเป็นไปได้ยากอยู่แล้ว
อย่าลืมว่านี่คือยุคที่ข้าวยากหมากแพง สงครามในดินแดนพึงจะสงบลงเพียงสองสามปีเท่านั้น การที่พวกชาวบ้านมีเงินจับจ่ายถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก
ทว่าซีซวนก็ถามขึ้นทันใด
“ท่านพี่ พวกเรานำปลาไปขายในเมืองดีหรือไม่เจ้าค่ะ? น้องเห็นว่าภัตตาคารหลายแห่งในเมืองยังขาดเนื้อเอาไว้ทำอาหารขาย”
จ้าวหยางจื่อดีใจอย่างมากที่น้องสาวเสนอหนทางช่วยเหลือออกมา เรื่องค้าขายนางเก่งไม่เบา ทว่าเขาก็ไม่รับปากทันที เพราะมีแผนการในใจบางอย่าง
“ขอพี่ครุ่นคิดให้ดีก่อน เรื่องเช่นนี้พวกเราต้องคิดให้รอบคอบ จะไว้ใจใครก็ต้องคิดให้มาก”
“เจ้าค่ะ” ซีซวนพยักหน้ารับแต่โดยดี เมื่อคิดถึงเรื่องราวอันโหดร้ายในอดีตที่ผ่านมา
..
อาหารในเช้าวันนี้อร่อยขึ้นกว่าเดิมมากหลังจากมีเกลือปรุงในอาหาร โจ๊กข้าวที่กินกับปลาย่างเกลืออร่อยจนซีห่าวกินเพิ่มถึงสามชาม ซีซวนก็ไม่น้อยหน้า เห็นตัวเล็กๆ เช่นนี้นางก็กินหมดไปสามชามเช่นเดียวกัน
“ขึ้นฉ่ายเข้ากับโจ๊กมาก ปลาไนย่างเกลืออีก ปกติๆ จะรสจืดชืด พอใส่เกลือนิดหน่อยก็อร่อยขึ้นมาก!” ซีห่าวตีพุงกล่าวอย่างพึงพอใจ ตั้งแต่เกิดมาเขารู้สึกว่าอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุด
“อย่าพูดเสียงดังไป” ซีซวนเหลือบตาดุน้องชาย แม้จะโดนชมแต่นางก็ยังคงไม่แสดงอาการออกมา
“ข้าลืมตัวทุกทีเลย ขอโทษขอรับ”ซีซวนรู้สึกผิด อาหารอร่อยทำให้เขาเผลอลืมตัวไป
ด้านข้างจ้าวหยางจื่อมองน้องทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พอเป็นเช่นนี้เขาก็มีความสุขไม่น้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าความสุขเช่นนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่
..
หลังจากทานอาหารจ้าวหยางจื่อก็เดินออกมาด้านนอก เขาตั้งใจจะใส่บังเหียนกับอานม้าให้แล้วเสร็จ เขาและน้องๆ จะฝึกได้ขี่มันสักที
ขณะนั้นเองเขาก็เหลือบไปเห็นหมูทั้งสามตัวนอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน นึกว่าพวกมันตกตายเสียแล้ว ที่ไหนได้พวกมันแค่นอนหลับ ช่างเป็นสัตว์ที่เกียจคร้านและตื่นสายเสียจริง แม้ว่ามีลูกไก่สองตัวเกาะอยู่บนหัวพวกมันก็ไม่รู้สึกตัวเลย
ทว่าทันทีที่จ้าวหยางจื่อเดินเข้ามาใกล้ พวกมันก็ลืมตาตื่นขึ้นอย่างทันทีทันใด พลันร้องอู๊ดๆ อย่างทุกข์ร้อนเพราะยังไม่ได้กินอาหารเลยตั้งแต่เมื่อวาน
มนุษย์จะฆ่าคนหรือ? อาหาร! อาหาร! อาหาร! หิวจะตายอยู่แล้ว!
สังเกตเห็นเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อก็ยิ้มบางออกมา พลางนำผักกาดขาวยักษ์หนึ่งใบนำไปให้พวกมัน
พวกหมูเห็นเช่นนั้นก็ตาเป็นประกาย กลิ่นของผักกาดขาวนี้ช่างหอมหานเสียจริง หอมหวานน่าอร่อยยิ่งกว่าหญ้าเมื่อวานเสียอีก ทำให้น้ำลายของพวกมันไหลหยดย้อยลงพื้นจนกลายเป็นแอ่งน้ำ
จ้าวหยางจื่อใช้มีดตัดผักกาดขาวยักษ์นั่นเป็นสามชิ้นเท่าๆ กัน ก่อนที่จะโยนให้พวกมันกิน
พวกหมูก็ไม่รอช้า ต่างกินกันอย่างมูมมาม ของอร่อยเช่นนี้ต้องรีบกินประเดี๋ยวมนุษย์จะเปลี่ยนใจ
ระหว่างกินอย่างเอร็ดอร่อย พ่อหมูสังเกตเห็นว่าลูกไก่สองตัวนั้นกำลังจะแย่งอาหารของมัน มันก็คิดจะใช้จมูกขวิดทำร้าย
ทว่าจ้าวหยางจื่อที่จับตาดูอยู่ตลอดเวลาสังเกตเห็นก่อน ก็พลันร้องเตือนว่า “หยุด! ถ้าเจ้าทำร้ายพวกมัน ข้าจะไม่เอามาให้กินอีก!”
ไม่ใช่แค่พ่อหมูสั่นกลัว แม่หมูกับลูกหมูก็ร้องกดดันพ่อหมูอู๊ดๆ ว่าให้แบ่งไก่พวกนั้นด้วย ประเดี๋ยวจะไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ เช่นนี้อีก
ด้วยเหตุผลนี้พ่อหมูจึงปล่อยให้ลูกไก่สองตัวแย่งกินอย่างช่วยไม่ได้ ทางด้านลูกหมูกับแม่หมู ก็รีบกินของตนเองกลัวว่าลูกไก่จะมาแย่งอาหารของพวกมัน
เห็นว่าพวกหมูไม่เป็นอันใดหลังจากกินผักยักษ์ จ้าวหยางจื่อก็เบาใจลง อย่างน้อยเขาก็สรุปได้ว่าผักยักษ์พวกนั้นสามารถกินได้ เข้าไปในมิติย่อยครานี้ก็จะใช้น้ำพุวิเศษเพื่อเรื่องการเจริญเติบโตพืชผักด้านในได้อย่างไม่มีอะไรต้องห่วง
หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็กลับมาใส่บังเหียนให้กับม้า ตอนแรกมันก็ไม่ยอมใส่พลางสะบัดหน้าอย่างไม่ยินยอม พอจ้าวหยางจื่อขู่ว่าจะไม่นำหญ้าแบบเมื่อวานมาให้มันกินอีก มันถึงได้ยอมใส่ในท้ายที่สุด แม้แต่ม้าเองก็เห็นแก่กินหรือนี่นะ
ระหว่างนั้นเอง หานมิ่งก็เดินเข้ามาหาจ้าวหยางจื่อ เขากล่าวว่า “ไปล่าสัตว์พร้อมข้าหรือไม่ ระหว่างนี้ก็ฝึกยิงธนูไปด้วย”
“ขอรับ” จ้าวหยางจื่อตอบรับอย่างตื่นเต้น การที่ได้ล่าสัตว์พร้อมกับนักล่าอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเช่นหานมิ่ง ใช่ว่ามีโอกาสได้ง่ายๆ
จ้าวหยางจื่อไม่รอช้า สั่งการพังพอนขาวให้ดูแลน้องเขาดีๆ ก่อนจะคว้าธนูพร้อมลูกที่ซื้อมาใหม่ตามหานมิ่งเข้าไปในป่า
..
เรื่องพื้นฐานการเดินป่า หานมิ่งไม่อธิบายแก่จ้าวหยางจื่อให้มากความ เพราะเขาคิดว่าจ้าวหยางจื่อมีประสบการณ์มากพอแล้ว เขาเพียงบอกว่าให้จ้าวหยางจื่อเดินตามมาเท่านั้นเอง
คิดถึงเรื่องม้า ทันใดจ้าวหยางจื่อก็พูดขึ้น
“พี่ใหญ่ช่วยพาข้าไปจุดที่ล่าม้าได้หรือไม่ ข้าอยากได้ม้าเพิ่มอีกสักตัว มีท่านไปด้วยคงไม่ต้องกังวลเรื่องอันตราย”
หานมิ่งแสดงสีหน้าครุ่นคิดในใจว่าจะพาจ้าวหยางจื่อไปที่นั่นดีหรือไม่ พอสังเกตจ้าวหยางจื่อดีๆ พบเห็นว่าเขาก็โตพอแล้วและความมั่นใจ หานมิ่งก็ตัดสินใจจะพาจ้าวหยางจื่อไป
“ไปก็ได้ แต่ข้ามีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไรหรือขอรับ” จ้าวหยางจื่อถามกลับอย่างฉงนงุนงง
“เมื่อเข้าไปตรงจุดนั้นข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้า แม้เจ้าหรือข้าจะโดนเสือขย้ำตรงหน้า เจ้าต้องช่วยเหลือตัวเองตกลงหรือไม่?”
จ้าวหยางจื่อคิดในใจ พื้นที่ตรงนั้นมันอันตรายขนาดนั้นเชียวหรือ ยิ่งมีความเสี่ยงผลตอบแทนยิ่งมาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ตกลงขอรับ”
หลังจากนั้นหานมิ่งก็พาจ้าวหยางจื่อเดินเลียบริมน้ำขึ้นไปบนเขาเรื่อยๆ
หนึ่งก้านธูปต่อมา หลังจากที่ผ่านพ้นป่าหนาทึบ พวกเขาก็พบกับทุ่งหญ้าทอดยาวบนตีนเขา ยิ่งมองขึ้นไปบนเขาเท่าไหร่ยิ่งน่ากลัว เพราะที่ตรงนั้นเป็นป่าหนาทึบมืดสนิทมองไม่เห็นแสง ทั้งยังมีเชิงเขายื่นออกมาหลายจุด ทำให้สังเกตเห็นได้ยากว่ามีอะไรซ่อนอยู่ด้านหลัง
ทันใดนั้นหานมิ่งก็ชี้ไปตรงจุดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้น
“ที่นั่นคือดินเกลือที่เจ้าอยากได้ วันหลังมาขุดเอาเองแล้วกัน”
“ขอรับ”
จ้าวหยางจื่อขานรับ พลางสังเกตบริเวณตรงนั้นไปพลาง
ตรงจุดนั้นไม่มีหญ้าขึ้นทำให้มองเห็นพื้นดินเด่นชัด บางจุดมีเกลือสีขาวขึ้นเล็กน้อย เป็นเนินดินทอดยาวหลายสิบหมู่
ในจังหวะนั้นเองก็ได้มีฝูงม้าโผล่ออกมาจากทุ่งหญ้า จ้าวหยางจื่อสังเกตเห็นเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย ในมือของเขากำธนูเอาไว้แน่น เตรียมพร้อมที่จะยิงอยู่ตลอดเวลา
ด้านข้างหานมิ่งเห็นจ้าวหยางจื่อเนื้อตัวสั่นอย่างตื่นเต้นเขาก็พูดขึ้นเพื่อเตือนสติว่า
“ใจเย็นๆ เจ้ายังไม่เคยฝึกยิงธนูใหม่ ธนูคันใหม่นี้แตกต่างจากอันที่เจ้าทำขึ้นลิบลับ วันนี้ควรถอยไปฝึกซ้อมก่อน”
“ขอรับ” จ้าวหยางจื่อยอมทำตามหานมิ่งอย่างช่วยไปไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็จริงตามที่หานมิ่งกล่าว เขายังไม่ได้ฝึกซ้อมยิงธนูคันใหม่เลย
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel