ฉินเจิ้งเหอมองบุตรชายด้วยสายตาซับซ้อน
“เฟิงเอ๋อร์”
“ขอรับท่านพ่อ”
“อาจารย์ของเ้าเป็ผู้มีพระคุณใหญ่ของครอบครัวเรา หากวันหนึ่งท่านยินดีมาพบ พ่อ้าขอบคุณด้วยตนเอง”
ฉินเฟิงรู้สึกะเืใจเล็กน้อย
เขาไม่อาจบอกความจริงว่าผู้เป็อาจารย์นั้นไม่มีอยู่จริง
จึงกล่าวอย่างสุภาพ
“หากมีโอกาส ข้าจะเรียนเื่นี้แก่ท่านแน่นอนขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอพยักหน้า
“และเ้าด้วย”
“ขอรับ?”
“เ้าเปลี่ยนไปมาก”
ฉินเฟิงเงียบ
ฉินเจิ้งเหอทอดสายตามองบุตรชาย
“เมื่อก่อนเ้าไม่เคยสนใจยา ไม่สนใจการฝึก ต่อให้พ่อพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง พ่อเคยคิดว่าชีวิตนี้เพียงให้เ้าอยู่อย่างปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว”
ชายวัยกลางคนยิ้มจาง ๆ
“แต่ตอนนี้พ่อเริ่มรู้สึกว่าเ้าอาจเดินได้ไกลกว่าที่พ่อเคยคิด”
ฉินเฟิงประสานมือ
“ที่ผ่านมาเป็ข้าที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง ต่อจากนี้ข้าจะไม่ใช้ชีวิตเช่นเดิมอีกขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอหัวเราะเบา ๆ
“ดี”
คำเดียวของบิดาครั้งนี้เต็มไปด้วยความยินดีอย่างแท้จริง
หลังจากมั่นใจว่าอาการไม่มีปัญหา ฉินเฟิงจึงกลับห้อง
คืนนี้เขายังเหลือเื่สำคัญที่สุด
รากิญญาโลหิตถูกนำออกมา
เขาใช้มีดขูดเปลือกสีดำออกทีละส่วน จนเผยเนื้อสีม่วงแดงด้านใน
หลังจากนั้นจึงหั่นออกเป็เก้าชิ้น นำไปต้มกับรากอัคคีแดงและหญ้ารวมิญญา
กลิ่นฉุนเริ่มกระจายทั่วห้อง
ฉินเฟิงปิดหน้าต่างแล้วใส่น้ำยาลงในอ่างไม้ที่เตรียมไว้
น้ำภายในอ่างเปลี่ยนเป็สีแดงคล้ำ
เขาถอดเสื้อคลุมด้านนอกแล้วนั่งลงในน้ำยา
เพียงผิวััน้ำ ความร้อนรุนแรงก็แล่นเข้าสู่ร่างทันที
หากเป็เด็กหนุ่มทั่วไป คงรีบะโออกจากอ่าง
ฉินเฟิงกลับนั่งนิ่ง
เขาหยิบหินิญญาสองก้อนวางไว้ข้างกาย จากนั้นเริ่มหมุนเวียนคัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิด
พลังจากรากิญญาโลหิตแทรกผ่านิั
โลหิตในร่างเริ่มหมุนเวียนเร็วขึ้น
กระดูกทั่วร่างเกิดความร้อนราวถูกไฟอ่อนเผาอยู่ภายใน
ความเจ็บเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่สิ่งที่ตามมาคือพลังชีวิตที่เคยอ่อนแอกำลังฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
เส้นชีพจรที่สองซึ่งเพิ่งเปิดเริ่มแข็งแรง
เส้นชีพจรสายที่สามเริ่มสั่นไหว
ฉินเฟิงยังคงหมุนเวียนวิชา
กระแสปราณจากหินิญญาสองก้อนถูกดูดเข้าสู่ตันเถียนพร้อมกัน
ครั้งก่อนเขาไม่กล้าทำเช่นนี้
แต่หลังใช้รากิญญาโลหิต ร่างกายสามารถรับพลังได้มากกว่าเดิมอย่างชัดเจน
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
น้ำในอ่างจากสีแดงคล้ำเริ่มจางลง
พลังยาถูกดูดเข้าสู่ร่างเกือบครึ่ง
เส้นชีพจรสายที่สามเปิดออก
พลังปราณในตันเถียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งกีดขวางของขั้นรับปราณขั้นหนึ่งเริ่มสั่นคลอน
ฉินเฟิงไม่ได้เร่งพุ่งผ่านทันที
เขานำพลังหมุนเวียนไปทั่วร่างสามรอบ
ชำระสิ่งเจือปน
ซ่อมแซมส่วนที่อ่อนแอ
จากนั้นจึงนำพลังกลับเข้าสู่ตันเถียนพร้อมกัน
ตูม!
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นภายในร่าง
พลังปราณในตันเถียนขยายตัวขึ้นเกือบเท่าตัว
ขั้นรับปราณขั้นสอง
ฉินเฟิงยังไม่ลืมตา
ฤทธิ์รากิญญาโลหิตยังเหลืออยู่
หากหยุดตอนนี้จะเสียของล้ำค่าไปโดยเปล่าประโยชน์
เขาหยิบเมล็ดบัวหลับิญญาหนึ่งเมล็ดใส่ปาก
พลังเย็นสดชื่นไหลขึ้นสู่กลางหว่างคิ้ว
พลังิญญาที่อ่อนล้าจากการปรุงยาตลอดวันเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อตัวตนภายในมั่นคงขึ้น ฉินเฟิงจึงควบคุมกระแสปราณได้ละเอียดกว่าเดิม
เส้นชีพจรสายที่สี่เริ่มเปิด
ครั้งนี้ยากกว่าสายก่อน
มีจุดอุดตันอยู่สามแห่ง
ฉินเฟิงใช้พลังยาจากรากิญญาโลหิตชะล้างทีละจุด
จุดแรกผ่านไป
จุดที่สองใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม
เมื่อถึงจุดที่สาม เหงื่อเริ่มไหลเต็มหน้าผาก
แต่เขายังคงรักษาจังหวะไว้
จนกระทั่งก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย จุดสุดท้ายก็เปิดออก
พลังปราณไหลผ่านเส้นชีพจรสายที่สี่เข้าสู่ตันเถียน
ร่างทั้งร่างสั่นเบา ๆ
ขั้นรับปราณขั้นสองที่เพิ่งมั่นคงได้ไม่นาน เริ่มเคลื่อนเข้าใกล้ปลายขั้นอย่างรวดเร็ว
แต่ฉินเฟิงยังไม่พยายามทะลุขั้นสาม
เขาหยุดการดูดซับหินิญญา
ปล่อยให้ปราณหมุนเวียนตามธรรมชาติ
หากเร่งมากเกินไปในคืนเดียว ต่อให้รากิญญาโลหิตช่วยเสริมร่างกาย ก็อาจทำให้ฐานการฝึกไม่มั่นคง
เขานั่งอยู่ในอ่างต่ออีกหนึ่งชั่วยามเพื่อให้ร่างปรับตัว
เมื่อน้ำยาแทบใส เขาจึงลุกขึ้น
ิัมีคราบสีเทาดำติดอยู่บางส่วน
เป็สิ่งตกค้างที่ถูกขับออกจากร่าง
ฉินเฟิงล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนั่งลงบนเตียง
ยังไม่จบ
เขาหยิบขวดน้ำยารวมปราณบริสุทธิ์ที่เหลือจากครั้งก่อนออกมา
มีอยู่ประมาณครึ่งขวด
ครั้งก่อนเขาไม่ดื่มทั้งหมดเพราะร่างรับไม่ไหว
คืนนี้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากแล้ว
เขาดื่มเพียงหนึ่งในสามของส่วนที่เหลือ
แล้วเริ่มฝึกอีกครั้ง
พลังปราณบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่ตันเถียนอย่างต่อเนื่อง
คราวนี้เขาไม่ได้พยายามเปิดเส้นชีพจรใหม่
เพียงเติมเต็มเส้นทางที่มีอยู่
หนึ่งรอบ
สามรอบ
เก้ารอบ
เมื่อถึงรอบที่สิบสอง พลังในขั้นรับปราณขั้นสองเต็มจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง
สิ่งกีดขวางบาง ๆ ปรากฏขึ้น
ฉินเฟิงนำพลังส่วนหนึ่งเข้าชน
ครั้งแรกไม่ผ่าน
เขาหยุดทันที
ตรวจเส้นชีพจรทั้งหมดอีกครั้ง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีจุดอ่อน จึงรวบรวมพลังอีกครั้ง
ครั้งที่สอง
สิ่งกีดขวางสั่นรุนแรง
ครั้งที่สาม
แตกออก
พลังฟ้าดินรอบเรือนเริ่มไหลเข้ามาเร็วขึ้น
กระแสปราณในตันเถียนขยายตัวอีกครั้ง
ขั้นรับปราณขั้นสาม
ฉินเฟิงลืมตาขึ้น
ด้านนอกยังเป็กลางคืน
แสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา
เขายกมือขึ้นช้า ๆ
กำลังของแขนต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
หากพบลู่ฉีขั้นรับปราณขั้นสองในตอนนี้ เขาไม่จำเป็ต้องพึ่งผงยาอีกแล้ว
แม้พบพ่อบ้านลู่ขั้นรับปราณขั้นสี่อีกครั้ง เขาก็ไม่จำเป็ต้องหลบหนีอย่างยากลำบากเช่นเดิม
แต่ฉินเฟิงยังไม่พอใจ
เขาหยิบเมล็ดบัวหลับิญญาอีกเมล็ดออกมา
คืนนี้พลังปราณเพิ่มขึ้นสองขั้น
ส่วนพลังิญญาก็ต้องเดินหน้าเช่นกัน
หากพลังิญญาไม่เพิ่ม การปรุงโอสถระดับสูงขึ้นจะติดข้อจำกัดในไม่ช้า
เขาบดเมล็ดบัวบนฝ่ามือแล้วกลืนเนื้อด้านใน
คัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์เริ่มหมุนเวียนอีกครั้ง
ประกายิญญารอบตัวหลั่งไหลเข้าสู่กลางหว่างคิ้ว
ความรู้สึกครั้งนี้ต่างจากก่อนหน้า
ในอดีตประกายเ่าั้แยกจากกันเหมือนฝุ่นเล็ก ๆ
แต่เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้น มันเริ่มรวมตัวเป็หมอกสีขาวจาง
ฉินเฟิงใช้เวลาจนเกือบรุ่งสาง จึงทำให้หมอกิญญานั้นมั่นคง
เมื่อดวงตาเปิดขึ้นอีกครั้ง เขาสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของยามที่เดินอยู่นอกลานชัดขึ้น แม้มีผนังและประตูคั่นอยู่
การรับรู้รอบตัวขยายจากเดิมประมาณหนึ่งจั้ง ไปเกือบสามจั้ง
ด้วยพลังิญญาระดับนี้ เขาสามารถลองปรุงโอสถเม็ดขั้นต่ำได้แล้ว
หากมีเตาโอสถที่เหมาะสม
ฉินเฟิงยิ้มบาง
ในเวลาเพียงสองวันหลังเริ่มจากศูนย์
ขั้นรับปราณขั้นสาม
พลังิญญามากพอเข้าสู่ขอบเขตผู้ฝึกโอสถขั้นต้น
พิษในร่างถูกชำระเกือบทั้งหมด
ร่างกายที่อ่อนแอก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากรากิญญาโลหิต
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็เพียงจุดเริ่มต้น
อีกหนึ่งวัน การประลองตระกูลจะเริ่ม
ฉินซวนเฮ่ออยู่ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
ยังห่างจากเขาสี่ขั้น
หากพรุ่งนี้เขาสามารถหาเตาโอสถและวัตถุดิบที่้าได้ บางทีช่องว่างนี้อาจลดลงเร็วกว่าที่ทุกคนคิด
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังจะหยุดฝึก เสียงระฆังประจำจวนกลับดังขึ้นกะทันหัน
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
ไม่ใช่ระฆังต้อนรับแขก
เป็ระฆังเรียกรวมรุ่นเยาว์
ฉินเฟิงลุกขึ้น เปิดประตูเรือน
หลิวมู่กำลังเดินมาหาด้วยท่าทีรีบร้อน
“คุณชาย เกิดเื่แล้วเ้าค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านป้าหลิว”
“คนจากสำนักเมฆาฟ้ามาถึงก่อนกำหนด!”
ฉินเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
หลิวมู่กล่าวต่ออย่างรวดเร็ว
“ผู้คุมการคัดเลือกเดินทางมาด้วยตนเอง และประกาศว่าปีนี้เมืองชิงหลานจะได้รับสิทธิ์พิเศษเพิ่มอีกสองตำแหน่ง”
“แต่มีเงื่อนไขว่า…”
นางหยุดหายใจครู่หนึ่ง
“วันนี้รุ่นเยาว์ทุกตระกูลที่้าสิทธิ์ ต้องเข้าร่วมการทดสอบเบื้องต้นที่ลานกลางเมือง!”
ฉินเฟิงมองท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสว่างตรงขอบฟ้า
เดิมการประลองของตระกูลต้องมีขึ้นในวันพรุ่งนี้
แต่ตอนนี้สำนักเมฆาฟ้ากลับมาเร็วกว่ากำหนด
หลิวมู่มองเขาด้วยความกังวล
“นายท่านสั่งให้ข้ามาถามท่านว่า ท่านยัง้าเข้าร่วมอยู่หรือไม่เ้าคะ”
ฉินเฟิงยกมือจัดชายเสื้อให้เรียบร้อย
จากนั้นกล่าวอย่างสงบ
“รบกวนท่านป้าหลิวเรียนท่านพ่อด้วยว่า ข้าจะไปขอรับ”
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปต่อมา ลานหน้าจวนเต็มไปด้วยคนรุ่นเยาว์ของตระกูลฉิน
ฉินซวนเฮ่อยืนอยู่ด้านหน้าในชุดนักสู้สีฟ้า
ฉินเหว่ยอยู่ข้างกาย
คนอื่นล้วนมีระดับั้แ่ขั้นรับปราณขั้นสี่ขึ้นไป
เมื่อฉินเฟิงเดินเข้ามา ผู้คนหลายคนหันมามองแล้วเริ่มกระซิบ
“มันมาจริงหรือ”
“เมื่อวานยังได้ยินว่าเพิ่งเริ่มฝึกได้”
“ต่อให้เข้าขั้นรับปราณขั้นหนึ่งแล้วจะมีประโยชน์อะไร การทดสอบของสำนักเมฆาฟ้ามิใช่ของเล่น”
ฉินเหว่ยหัวเราะเมื่อเห็นเขา
“ฉินเฟิง เ้าคงไม่ได้คิดว่าหลังหลบมือข้าได้ครั้งหนึ่งแล้วจะมีสิทธิ์ไปทดสอบกับพวกเราจริง ๆ กระมัง”
ฉินเฟิงเดินผ่านโดยไม่ตอบ
ฉินเหว่ยกำลังจะกล่าวอีก แต่ฉินซวนเฮ่อกลับยกมือห้าม
สายตาของเขาจับอยู่บนฉินเฟิง
ผ่านไปเพียงหนึ่งวัน
ความรู้สึกที่ได้รับจากอีกฝ่ายเปลี่ยนไปอีกแล้ว
ฉินซวนเฮ่อพยายามััระดับพลัง
จากนั้นสีหน้าก็แข็งไปชั่วครู่
ขั้นรับปราณขั้นสาม?
เมื่อวานเขาจำได้ชัดเจนว่าพลังของฉินเฟิงอ่อนกว่านี้มาก
ไม่น่าจะเกินขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง
แต่วันนี้กลับเป็ขั้นสาม
ฉินซวนเฮ่อคิดว่าตนอาจััผิด จึงลองอีกครั้ง
ผลยังเหมือนเดิม
“เ้าขึ้นขั้นสามแล้ว?”
คำถามของเขาทำให้คนรอบข้างเงียบลงทันที
ฉินเหว่ยหันมองฉินเฟิงอย่างไม่เชื่อ
“อะไรนะ?”
ฉินเฟิงหยุดแล้วหันกลับ
“มีปัญหาหรือ”
ฉินซวนเฮ่อจ้องเขา
“เมื่อวานเ้ายังอยู่ขั้นหนึ่ง”
“เมื่อคืนข้าฝึกต่อ”
คำตอบเรียบง่ายจนคนฟังหลายคนแทบพูดไม่ออก
ฝึกต่อ?
ฝึกหนึ่งคืนแล้วเพิ่มสองขั้น?
ฉินเหว่ยหัวเราะขึ้นอย่างไม่เชื่อ
“เป็ไปไม่ได้! ต่อให้อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองก็ไม่มีทางเพิ่มสองขั้นในคืนเดียว เ้าน่าจะใช้ยาชนิดใดบังคับเพิ่มพลัง!”
ฉินเฟิงมองเขา
“หากเ้าเชื่อเช่นนั้นก็ตามใจ”
“เ้า!”
ฉินเหว่ยยิ่งไม่พอใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่คิดอธิบาย
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
“เขาไม่ได้ใช้ยาบังคับเพิ่มระดับ”
ทุกคนหันกลับพร้อมกัน
มู่ชิงหลันเดินเข้ามาจากทางเดินด้านข้าง
หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวอมฟ้าทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นเงียบลงทันที
นางมองฉินเฟิงเพียงครู่เดียว
แววตาเผยความใชัดเจนกว่าทุกครั้ง
เมื่อวานนางตรวจระดับเขาด้วยตนเอง
ขั้นรับปราณขั้นหนึ่งจริง
แต่ตอนนี้เป็ขั้นสามจริงเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจมากกว่าความเร็ว กลับเป็กระแสปราณของเขา
มั่นคง
ไม่มีอาการลอย
ไม่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติแบบคนใช้ยาฝืนยกระดับ
ฉินเหว่ยรีบถาม
“คุณหนูมู่ เหตุใดท่านจึงมั่นใจ”
มู่ชิงหลันตอบตามสิ่งที่ััได้
“หากใช้โอสถเร่งระดับเกินขีดจำกัด พลังปราณจะไม่มั่นคงและเส้นชีพจรจะมีอาการสั่น ฉินเฟิงไม่มีอาการเ่าั้”
สายตาของรุ่นเยาว์ตระกูลฉินทั้งหมดกลับมายังฉินเฟิงอีกครั้ง
ครั้งนี้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เมื่อวานยังเป็เพียงข่าวว่าเขาสามารถฝึกปราณได้
วันนี้กลับเพิ่มจากขั้นหนึ่งเป็ขั้นสามในเวลาเพียงคืนเดียว
ฉินเหว่ยเม้มปาก
ยังไม่ยอมเชื่อเต็มที่
“ต่อให้เป็ขั้นสามก็เท่านั้น”
เขาก้าวออกมา
กระแสปราณขั้นรับปราณขั้นสามแผ่ออกจากร่างเช่นกัน
ฉินเหว่ยอยู่ขั้นสามมานานหลายเดือน แม้ยังไม่ทะลุขั้นสี่ แต่กำลังและประสบการณ์ย่อมเหนือกว่าผู้ที่เพิ่งเข้าขั้นเดียวกัน
“ในเมื่อระดับเท่ากันแล้ว ก่อนออกไปทดสอบกับสำนักเมฆาฟ้า เราลองกันสักกระบวนท่าดีหรือไม่”
คนรอบข้างเริ่มสนใจทันที
ฉินเจิ้งเหอที่เพิ่งเดินออกจากเรือนใหญ่กำลังจะห้าม
แต่ฉินเฟิงกลับหันไปประสานมือแก่บิดาก่อน
“ท่านพ่อ ไม่ต้องเป็ห่วงขอรับ เพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น ข้าจะระวัง”
ฉินเจิ้งเหอมองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นท่าทีมั่นคงจึงไม่กล่าวห้าม
“อย่าฝืนตัวเอง”
“ขอรับ”
ฉินเฟิงหันกลับมาหาฉินเหว่ย
“เ้า้าทดสอบอย่างไร”
ฉินเหว่ยยิ้ม
“รับหมัดข้าหนึ่งครั้ง หากเ้ายังยืนอยู่ได้ ข้าจะยอมรับว่าเ้ามีคุณสมบัติไปลานทดสอบ”
ฉินเฟิงมองเขา
“แล้วถ้าเ้ารับหมัดข้าไม่ได้เล่า”
รอยยิ้มฉินเหว่ยหายไปเล็กน้อย
คนรอบข้างเกิดเสียงฮือเบา ๆ
“เ้าคิดว่าข้ารับหมัดเ้าไม่ได้?”
“ข้าเพียงถาม”
ฉินเหว่ยกัดฟัน
“ดี หากข้าถอยมากกว่าสามก้าว ถือว่าข้าแพ้!”
“ไม่ต้องสามก้าว”
ฉินเฟิงกล่าว
“ถ้าเ้าถอยแม้แต่ก้าวเดียวก็ถือว่าเ้าแพ้”
ใบหน้าฉินเหว่ยแดงขึ้นทันที
“เ้าหาเื่เอง!”
เขาก้าวออกมายืนกลางลาน
ฉินเฟิงเดินตามอย่างไม่รีบร้อน
มู่ชิงหลันมองทั้งสองอย่างตั้งใจ
ฉินซวนเฮ่อเองก็ไม่ละสายตา
ทุกคนอยากรู้ว่า การเพิ่มพลังสองขั้นในคืนเดียวของฉินเฟิงเป็เพียงตัวเลข หรือเขาสามารถใช้พลังนั้นได้จริง
ฉินเหว่ยกำหมัด
พลังปราณไหลเข้าสู่แขนขวา
“หมัดศิลาทลาย!”
เขาพุ่งเข้ามาเต็มแรง
หมัดนั้นเป็วิชาพื้นฐานของตระกูลฉิน
เมื่อใช้โดยขั้นรับปราณขั้นสาม สามารถทำให้แผ่นไม้หนาแตกได้ในครั้งเดียว
ฉินเฟิงยืนมองการเคลื่อนไหวทั้งหมด
ไหล่ขวายกก่อน
พลังเริ่มจากเอว
น้ำหนักเทซ้ายมากเกินไป
่เปลี่ยนพลังตรงข้อศอกช้าไปเล็กน้อย
ข้อบกพร่องทั้งหมดปรากฏต่อสายตาในทันที
เขาไม่หลบ
เมื่อหมัดของฉินเหว่ยเข้ามาถึงระยะ ฉินเฟิงขยับเท้าขวาไปด้านข้างครึ่งก้าว แล้วหมุนเอวส่งหมัดตรงออกไป
ไม่มีวิชาพิเศษ
ไม่มีชื่อกระบวนท่า
มีเพียงการเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด
หมัดทั้งสองปะทะกัน
ปึก!
เสียงเนื้อและกระดูกกระแทกดังขึ้น
คนรอบข้างคิดว่าจะเห็นฉินเฟิงถอย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ฉินเหว่ยหน้าซีดทันที
แรงจากหมัดของเขาเหมือนพุ่งผ่านด้านข้างของอีกฝ่ายไป ส่วนหมัดฉินเฟิงกลับเข้าชนตรง่ที่แขนกำลังเปลี่ยนแรงพอดี
ร่างของฉินเหว่ยเสียสมดุล
เท้าขวาถอยไปหนึ่งก้าว
จากนั้นอีกหนึ่งก้าวเพื่อไม่ให้ล้ม
ทั่วทั้งลานเงียบสนิท
ฉินเหว่ยมองเท้าตนเอง
จากนั้นเงยหน้ามองฉินเฟิง
“เป็ไปไม่ได้…”
ฉินเฟิงลดมือลง
“เ้าแพ้แล้ว”
มีเพียงสี่คำ
แต่ไม่มีผู้ใดหัวเราะออกมาได้
เพราะทุกคนเห็นด้วยตาตนเอง
ฉินเฟิงไม่ได้อาศัยกลอุบาย
ไม่ได้ใช้พิษ
ไม่ได้ใช้อาวุธ
ระดับพลังเท่ากัน
หมัดเดียว
ฉินเหว่ยเป็ฝ่ายถอย
มู่ชิงหลันมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา
สิ่งที่นางเห็นเมื่อครู่ไม่ใช่กำลังเหนือกว่า
แต่เป็การอ่านจังหวะของคู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำผิดปกติ
แม้แต่นางเอง หากอยู่ขั้นรับปราณขั้นสาม อาจทำได้ไม่เรียบร้อยเท่านี้
ฉินซวนเฮ่อมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ครั้งแรก
เป็ครั้งแรกจริง ๆ ที่เขาเริ่มรู้สึกว่า ชายหนุ่มซึ่งเคยถูกคนทั้งตระกูลมองข้ามอาจกำลังกลายเป็ปัญหา
เสียงระฆังจากลานเมืองดังมาแต่ไกลอีกครั้ง
คนของตระกูลจึงเริ่มออกเดินทาง
ฉินเฟิงเดินไปยืนข้างบิดา
ฉินเจิ้งเหอมองเขาอยู่นาน ก่อนวางมือบนไหล่เบา ๆ
“ไปเถิด”
ฉินเฟิงประสานมือ
“ขอรับท่านพ่อ”
เขาหันหน้าไปยังประตูใหญ่ของจวน
ด้านนอก ผู้คนจากสี่ตระกูลใหญ่กำลังมุ่งสู่ลานกลางเมือง
ผู้คุมการคัดเลือกจากสำนักเมฆาฟ้ารออยู่ที่นั่น
อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั้งเมืองกำลังรวมตัว
ไม่มีใครในเมืองชิงหลานรู้เลยว่า เด็กหนุ่มที่เมื่อสองวันก่อนยังไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย กำลังเดินไปยังลานทดสอบด้วยระดับขั้นรับปราณขั้นสาม
และก่อนตะวันลับขอบฟ้าวันนี้
ชื่อของฉินเฟิงอาจจะไม่ได้ถูกกล่าวในฐานะ “สวะตระกูลฉิน” อีกต่อไป