(จบ)ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า

    บทที่ 39 ไม่อาจปล่อยให้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยไปได้ตลอด

    บทที่ 39 ไม่อาจปล่อยให้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยไปได้ตลอด


            ถังซูอี๋พยายามบอกใบ้ให้อู๋จิ้งอวิ๋นถอนหมั้น ด้วยการบอกว่าสามารถพูดคุยเรื่องนี้กันได้ด้วยความใจเย็น ท้ายที่สุดนางกลับต้องผิดหวัง ทว่านางเองก็ไม่ได้ยึดติดกับมัน ในเมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบตัวนาง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะยอมทำตามสิ่งที่นางต้องการ


            หลังจากคนตระกูลอู๋จากไปแล้ว นางก็สั่งให้พ่อจ้าวส่งคนไปจับตาดูจวนตระกูลอู๋ นางคาดเดาว่าอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปวัดฉงกวงในอีกสองวัน การจับตามองตระกูลอู๋ในยามนี้ ย่อมทำให้นางรู้ทั้งเขาและรู้ทั้งเรา


            แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของนาง บางทีอู๋ฮูหยินและอู๋จิ้งอวิ๋นอาจไม่ได้กระทำสิ่งใดในวันนั้นก็ได้ ทว่าการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า ย่อมไม่มีสิ่งใดเสียหาย


            ส่วนเรื่องการถอนหมั้นระหว่างเซียวอวี้เฉินและอู๋จิ้งอวิ๋นนั้น หากไม่มีเหตุอันสมควรมารองรับ คงเกิดขึ้นได้ยากนัก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้กระทำในสิ่งที่ผิด 


            หากใช้วิธีอันไม่ชอบธรรม การจะถอนหมั้นนั้นก็คงจะไม่ใช่เรื่องยาก ทว่านางไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้เช่นกัน


            หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ถังซูอี๋ก็เริ่มคิดหาเวลาออกไปสำรวจตลาด เพื่อดูว่าในเมืองหลวงเหมาะสมแก่การเปิดกิจการใดบ้างหรือไม่ หากเหมาะสมควรแล้วควรจะเลือกหาทำเลตรงที่ใด


            เมื่อเซียวอวี้เฉินกลับมา ถังซูอี๋กำลังหารือกับชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นว่า โรงเตี๊ยมใดในเมืองหลวงมีชื่อเสียงมากที่สุด เมื่อเห็นเขา นางยังได้ขอความเห็นจากเขาอีกเช่นกัน เซียวอวี้เฉินได้ฟังดังนั้น จึงถามขึ้น “ท่านแม่ต้องการเปิดโรงเตี๊ยมในเมืองหลวงหรือ?”


            ถังซูอี๋คิดว่าสมาคมที่นางต้องการเปิดนั้น หนึ่งในกลุ่มลูกค้าก็คือพวกบุตรชายจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอย่างเซียวอวี้เฉิน เช่นนั้นจึงควรรับฟังความเห็นจากเขาบ้าง 


            “ข้าอยากได้เรือนสามสี่ชั้น ตกแต่งให้เป็นสมาคมที่สวยงาม จะเปิดเป็นร้านอาหาร ที่พัก ฟังดนตรี ชมระบำ และยังมีสถานที่สำหรับให้พวกเจ้าจัดงานรื่นเริง เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”


            เซียวอวี้เฉินได้ฟังดังนั้น ดวงตาของเขาก็สว่างวาวขึ้นทันใด “หากมีบรรยากาศภายในที่ดีพอ เช่นนั้นมันจะได้แน่นอน” 


            “บรรยากาศภายในเรือนนั้น ย่อมต้องปรับปรุงและตกแต่งให้ดี อย่างน้อยก็ต้องไม่ด้อยไปกว่าเรือนในจวนของพวกเรา”


            “หากเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นไปได้แน่” เซียวอวี้เฉินกล่าวพลางตำหนิโรงเตี๊ยมที่พวกเขาจัดงานในวันนี้ “ถึงแม้การตกแต่งภายในจะพอใช้ได้ แต่สถานที่ก็คับแคบเกินไป เพียงเจ็ดแปดคนก็รู้สึกอึดอัดแล้ว”


            ได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น ถังซูอี๋ก็มีความมั่นใจมากขึ้น “เจ้าว่างวันใดก็ไปเดินเที่ยวกับข้าเสียหน่อย ตรวจดูพื้นที่โดยรอบ หากเป็นไปได้ข้าเองก็จะลงมือจัดการเรื่องนี้”


            เซียวอวี้เฉินพยักหน้ารับคำ พลางคิดชื่นชมในใจว่ามารดาของเขาช่างเด็ดเดี่ยว เมื่อตัดสินใจสิ่งใดได้แล้วก็ลงมือทำโดยพลัน


            “วันนี้อู๋ฮูหยินได้เชิญพวกเราไปเที่ยวที่วัดฉงกวงในอีกสองวันข้างหน้า” ถังซูอี๋เอ่ยถึงนัดหมายที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน


            “พวกเราหรือ? ข้าต้องไปด้วยหรือไม่?” เซียวอวี้เฉินไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนของตระกูลอู๋แม้เพียงเศษเล็บ ทว่าเมื่อคิดได้ว่านี่เป็นเรื่องของตนเอง เขาไม่อาจให้ผู้เป็นมารดาต้องคอยตามแก้ปัญหาอยู่ร่ำไป พลันสีหน้าก็ฉายแววแห่งความละอายใจออกมา


            “ข้าคาดว่าเมื่อถึงยามนั้น อาจจะเป็นอู๋ฮูหยินหรือคุณหนูตระกูลอู๋ ไม่ผู้ใดก็ผู้หนึ่งคงจะกระทำการบางอย่าง” ถังซูอี๋เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับของขวัญที่อู๋จิ้งชูมอบให้นางในวันนี้ รวมถึงการบอกใบ้ที่ต้องการจะสื่อกับอู๋จิ้งอวิ๋น จากนั้นนางจึงกล่าวต่อ


            “แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้า แต่พวกเราก็ควรระวังเอาไว้บ้าง เมื่อถึงยามนั้น เจ้าต้องระวังของกินของใช้ที่ทางเข้าให้ดี และห้ามอยู่กับคุณหนูตระกูลอู๋ตามลำพังอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องอื่น ๆ เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองเถิด”


            เซียวอวี้เฉินพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง “อีกนานเพียงใดกว่าอวี้

    หมิงจะได้ออกจากห้องหนังสือ?”


            “ขึ้นอยู่กับตัวเขา คิดได้เมื่อใดก็ออกมาได้เมื่อนั้น แม้ข้าจะไม่ได้หวังให้เขาเก่งกาจมากมาย ทว่าไม่อาจปล่อยให้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยไปได้ตลอด”


            เซียวอวี้เฉินแอบถอนหายใจอยู่ในใจ หากจะกล่าวกันด้วยความจริง ก่อนหน้านี้พวกเขาสามพี่น้องแทบไม่เคยถูกสั่งสอนเช่นนี้เลย ยามที่บิดายังไม่จากไป ท่านสละเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละปีให้กับชายแดน ส่วนมารดาในตอนนั้น เอาแต่คอยตามใจพวกเขา อยากได้สิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ไม่เคยสั่งสอนพวกเขาเช่นตอนนี้ว่าควรใช้ชีวิตและกระทำสิ่งต่าง ๆ เช่นไร


            ทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ช่วงที่ผ่านมามารดาเปลี่ยนไปมาก เริ่มตั้งใจสั่งสอนพวกเขา เชื่อว่าภายภาคหน้าจวนตระกูลเซียวของพวกเขาย่อมต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ


            แม่ลูกทั้งสองคุยกันสักพัก เมื่อถังซูอี๋เห็นว่าเซียวอวี้จูก็กลับมาจากสำนักศึกษา จึงสั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารและให้นำไปให้เซียวอวี้หมิงด้วย


            “ท่านแม่ ท่านจะให้พี่รองออกมาเมื่อใดเล่าเจ้าคะ?” เซียวอวี้จูดึงแขนถังซูอี๋ “ข้าได้กล่าวเรื่องเหตุผลกับท่านพี่รองแล้ว เขารู้ตัวแล้วว่าทำผิด”


            ถังซูอี๋อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าไปกล่าวเรื่องเหตุผลกับท่านพี่รองของเจ้างั้นหรือ? กล่าวว่าเช่นไร?”


            เซียวอวี้จูเล่าบทสนทนาที่นางแอบคุยกับเซียวอวี้หมิงที่ข้างประตูเมื่อเช้านี้ให้ฟัง ถังซู่อี้ฟังแล้วหัวเราะร่า “ดูสิ แม้แต่อวี้จูของพวกเรายังเข้าใจเหตุผล แต่เขากลับไม่รู้ ปล่อยให้เขาได้ไตร่ตรองให้ดีเถิด”


            เซียวอวี้จูไม่คิดว่าตนเองจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลง ยังอยากจะกล่าวบางสิ่งอีก ทว่าถังซูอี๋กลับจูงมือนางไปยังห้องอาหาร “ข้าไม่ได้ต้องการลงโทษท่านพี่รองของเจ้าหรอก แต่ข้าต้องการให้เขาเข้าใจเหตุผล หากเขายังไม่เข้าใจ เมื่อออกมาแล้วก็ยังกระทำสิ่งเดิม ๆ เช่นนั้นการลงโทษเขาครั้งนี้ของข้าก็ไร้ประโยชน์น่ะสิ”


            เซียวอวี้จูพยักหน้า “เช่นนั้นก็ขังท่านพี่ต่อไปเถิดเจ้าค่ะ”


            ถังซูอี๋ยิ้มและลูบหัวนาง เด็กสาวนี่ช่างเอาใจใส่กว่าเด็กชายทั้งสองมากนัก


            เซียวอวี้เฉินที่ยืนฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่ด้านหลัง เขาได้แต่คิดในใจว่าจะไปกล่าวเช่นไร เพื่อให้เซียวอวี้หมิงเข้าใจได้เสียที หลังจากทานอาหารเสร็จ เขาจึงไปยังห้องหนังสือที่เรือนด้านหน้าอีกครั้ง


            ท้องฟ้าเริ่มมืดลงบ้างแล้ว ลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วงพัดพาให้ใบไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงกรอบแกรบ ทำให้ทั่วทั้งเรือนดูเงียบเหงาและหนาวเหน็บ ทันใดนั้น เซียวอวี้เฉินนึกขึ้นได้ว่า เมื่อนานมาแล้ว ในค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ เขาเคยแอบออกมาเล่นที่เรือนแห่งนี้ และได้เห็นบิดากำลังฝึกวรยุทธ์ด้วยง้าวของท่าน


            บุรุษร่างสูงใหญ่สง่างาม กำลังควงง้าวที่สูงกว่าตนเองอย่างองอาจ ดูสง่างามและน่าเกรงขาม ในตอนนั้นเขาคิดว่าบิดาของเขาคือผู้ที่เก่งที่สุดในโลก


            ทว่าบิดาที่เก่งกาจเช่นนั้น กลับไม่ได้อยู่เลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่


            หัวใจพลันเจ็บปวดขึ้นอย่างรุนแรง


            เยี่ยนไถและสือโม่กำลังยืนก้มหัวอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ เมื่อเห็นเซียวอวี้เฉินก้าวเข้ามา พวกเขาทั้งสองก็ก้มลงคำนับ ทว่าเซียวอวี้เฉินกลับโบกมือให้ถอยออกไป แล้วเดินไปหยุดลงที่หน้าประตู


            เมื่อเห็นเยี่ยนไถและสือโม่ออกไปจากบริเวณนั้นแล้ว เขาก็ก้มตัวลงมองผ่านรอยแยกของประตู ก็เห็นว่าเซียวอวี้หมิงกำลังนั่งทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่หลังโต๊ะหนังสือ ไม่มีท่าทีของผู้ที่กำลังถูกลงโทษเลยสักนิด


            เขาหัวเราะเบาๆ แล้วยืนเงียบ ๆ อยู่หน้าประตู เพื่อรอให้เซียวอวี้ หมิงทานอาหารเสร็จ


            ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงทุบประตูดังตึงตังจากด้านใน ตามด้วยเสียงของเซียวอวี้หมิง “เก็บโต๊ะได้แล้ว”


            เสียงของเขาเพิ่งจะจบลง ก็มีบ่าวรับใช้เดินเข้ามาจากด้านนอก ก่อนจะคำนับให้เซียวอวี้เฉิน จากนั้นก็หยิบกุญแจมาไขประตูเข้าไปเก็บชามจาน เซียวอวี้เฉินจึงก้าวตามเข้าไป


            เซียวอวี้หมิงเห็นเขาก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เว้นเสียจากจะรินน้ำให้ตนเองแล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่ ฝ่ายเซียวอวี้เฉินเองก็หาเก้าอี้แล้วนั่งเอง


            เมื่อบ่าวรับใช้เก็บชามจานเสร็จแล้วก็เดินมาข้าง ๆ เซียวอวี้เฉิน พลางค้อมตัวลงเล็กน้อย “คุณชายใหญ่ ฮูหยินไม่ให้…”


            “ข้าขอนั่งอยู่สักประเดี๋ยวก็จะไป ข้าจะไปบอกท่านแม่เอง” เซียวอวี้เฉินขัดคำพูดของบ่าวรับใช้


            บ่าวรับใช้ย่อมไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ นอกจากจะถือถาดอาหารออกไป แล้วปิดประตูตาม


            เซียวอวี้เฉินนั่งเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “เมื่อครู่ข้านึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ได้เห็นท่านพ่อฝึกวรยุทธ์”




    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า ที่คุณอ่าน