การกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์

    หลงอุบายของศัตรู

            บนอาคารสูงศิษย์ที่เป็นตัวแทนของสำนักเฟยหยางยกยิ้มเหยียดหยามออกมาพวกเขาไม่คิดว่าพวกเฟิงโหวจะโง่เขลาขนาดนี้แม้แต่ตัวจริงตัวปลอมก็มองไม่ออกกลับคิดว่าศิษย์สายในธรรมดาคือตัวแทนของสำนักเฟยหยาง

            “เจ้าสี่คนนี้แม้จะพลังพอใช้ได้มาถึงระดับวิญญาณกันแล้วแต่กลับโง่เขลาและวิชาก็ไม่ได้ลึกซึ้งมากเท่าไหร่สำหรับพวกเราจัดการไม่ยาก”เหลียนขุ่ยลูกชายของประมุขสำนักและเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักกล่าว

            “ไม่ผิดเมื่อเทียบกับพวกเราแล้วสี่คนนั้นถือว่าอ่อนแอจัดการไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่อีกกลุ่มล้มเหลว”ติงอี้ตัวแทนอีกคนกล่าว

            “ได้ยินมาว่าในตอนที่คนของเรากำลังยั่วยุอยู่ศิษย์หญิงคนหนึ่งก็เจ็บปวดวิญญาณราวกับมีคนใช้พลังวิญญาณโจมตีแต่เพียงไม่นานก็หายและเมื่อระดับตัดวิญญาณมาตรวจสอบก็ไม่พบอะไรเลย” หวังเซียวตัวแทนสำนักเฟยหยางกล่าว

            “แปลกมากหากฉินอู่เหยาลงมือไม่มีทางที่จะไม่หลงเหลือหลักฐานถ้างั้นมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ร้านอาหารของตระกูลซางอาจจะมีตัดวิญญาณที่แข็งแกร่งอยู่และพวกเขาอาจจะมองออกถึงแผนของพวกเราเลยลงมือเพื่อไม่ให้เกิดเรื่อง”เหลียนขุ่ยกล่าว

            “มีความเป็นไปได้สูงแต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ได้ข้อมูลของสี่คนนั้นมาแล้วโอกาสชนะของพวกเราถือว่าสูงพอควร”ติงอี้กล่าว

            “แล้วทางสำนักอสูรละ”เหลียนขุ่ยมองไปทางติงอี้

            “อีกฝ่ายฉลาดเป็นกรดในตอนที่คนของเราไปยั่วยุอีกฝ่ายไม่ได้ส่งตัวแทนออกมาแต่ส่งศิษย์สายในของพวกเขาออกมาแทนทำให้เราไม่ได้ข้อมูลของอีกฝ่ายมากนัก”ติงอี้กล่าว

            “อย่างที่ท่านพ่อกล่าวในปีนี้คนที่ควรละวังคือพวกสำนักอสูรส่วนพวกหุบเขาเฟยเซียงเป็นแค่ตัวตลกเท่านั้น”เหลียนขุยกล่าว

            ทางด้านพวกอู๋เซิ่งที่กลับมาถึงที่พักก็เห็นเมี่ยวจื่อกลับมาแล้วหว่านเอ๋อไม่รอช้ารีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้เมี่ยวจื่อฟังทันที

            “ดีมากพวกเจ้าสี่คนทำได้ดีจริงๆ ขายหน้ามากจริงๆ เป็นถึงศิษย์สืบทอดมีพรสวรรค์อย่างมากแต่กลับหลงอุบายของสำนักเฟยหยางตอนนี้จะทำยังไงพลังของพวกเจ้าส่วนใหญ่ก็ถูกเปิดเผยไปหมดแล้วเจ้ายังจะเอาอะไรไปชนะแถมจะเปลี่ยนแผนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว”เมี่ยวจื่อกล่าว

            “พวกเราผิดไปแล้ว”ใบหน้าของพวกเฟิงโหวซีดขาวอย่างเห็นได้ชัดพวกเขาที่พึ่งทะลวงขั้นวิญญาณแน่นอนว่าย่อมมีความยโสโอหังและเมื่อถูกอีกฝ่ายยั่วยุย่อมตกหลุมพลางได้ง่ายๆ

            “วันประลองก็แล้วแต่ตัวพวกเจ้าเองแล้วกันส่วนพวกเจ้าหกคนที่เหลืออย่าได้ทำให้สำนักต้องหายหน้าเด็ดขาด” เมี่ยวจื่อฝากความหวังไว้กับทั้งหกคนที่เหลือและสำหรับอู๋เซิ่งนางมั่นใจว่าอู๋เซิ่งติดอันดับ1 ใน 10 อย่างแน่นอน

            หลังจาก1 คืนผ่านไปงานประลองก็มาถึง ผู้คนจำนวนมากต่างหาที่นั่งและมองไปยังสนามประลองด้วยความสนใจงานประลองของสามสำนักนานๆจะได้จัดขึ้นพวกเขาย่อมมีความสนใจอยู่แล้ว

            “ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานประลองสามสำนักซึ่งครั้งนี้พวกเราสำนักอสูรของพวกเราเป็นตัวแทนหวังว่าพวกเราจะไม่ทำให้ทุกท่านต้องผิดหวังกับการบริการของพวกเรา”ผู้อาวุโสสำนักอสูรกล่าวขึ้น

            “และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาข้าจะขออธิบายกฎของการประลองก่อน ในรอบแรกจะเป็นการประลองจับคู่ ซึ่งตัวแทนมีทั้งหมด30 คน ซึ่งจะได้ทั้งหมด 15 คู่ และผู้ที่ผ่านเข้ารอบที่ 2 นั้นการประลองจะทำการคัดคนออก5 คน ซึ่งจะเป็นการประลองแบบต่อสู้กันทั้งหมด 15 คนพร้อมๆกัน ใครก็ตามที่ถูกทำให้ออกนอกสนามหรือหมดสติจะถือว่าพ่ายแพ้จนกว่าจะเหลือเพียง10 คนที่จะได้เป็นตัวแทนของภูมิภาคเรา”

            “เอาละข้าขอเริ่มคู่แรกก่อนเลยและตัวแทนของการจับคู่รอบแรกคือผู้อาวุโสของสำนักเฟยหยางเหลียนเจิ้ง”

            เหลียนเจิ้งเดินไปยังกล่องไม้และหยิบรายชื่อสองคนขึ้นมา

            “คู่แรกจั่วฟางจากหุบเขาเฟยเซียว เจอกับ เหลียนขุ่ยจากสำนักเฟยหยาง”

            จั่วฟางหน้าซีดทันทีเขาไม่คิดว่าเขาจะโชคร้ายขนาดนี้เพราะเหลียนขุ่ยนั้นคืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดแถมพลังก็มาถึงระดับวิญญาณขั้นกลางแล้ว

            “ทำให้เต็มที่ก็พอ”เมี่ยวจื่อกล่าว

            “ศิษย์พี่ข้าขอยันต์ของท่านสักหน่อยได้หรือไม่”จั่วฟางมองไปยังอู๋เซิ่ง

            “โทษทีศิษย์น้องข้าเองก็ไม่ได้เตรียมไว้เผื่อพวกเจ้าด้วยสิ”อู๋เซิ่งยิ้มออกมา

            “จบแล้วมันจบแล้ว”

            จั่วฟางขึ้นไปบนสนามประลองก็เห็นเหลียนขุ่ยมองมายังตนด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม

            “เป็นอย่างไรบ้างเมื่อวานได้ยินว่าเจ้าเอาชนะศิษย์สายในธรรมดาๆของพวกเราได้ยินดีด้วยแต่ในฐานะศิษย์พี่ของพวกเขาข้าคงต้องเอาคืนให้กับพวกเขาบ้าง” เหลียนขุ่ยยกยิ้ม

            “เจ้าพวกสารเลวพวกเจ้ากลัวที่จะสู้ตรงๆเลยใช้แผนสกปรกอย่างงั้นสินะ” จั่วฟางกัดฟันด้วยความโกรธ

            “เริ่มการประลองได้”

            สิ้นเสียงผู้ตัดสินร่างของเหลียนขุ่ยก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วพริบตาก็มาอยู่ด้านข้างของจั่วฟางหนึ่งฝ่ามือตบออกไป

            “แย่แล้ว”จั่วฟางตกใจและใช้ทักษะเคลื่อนไหวหลบการโจมตีแต่ทันใดนั้นเองมุมปากของเหลียนขุ่ยก็ยกยิ้มและเคลื่อนไหวดักหน้าจั่วฟาง

            “ข้ามองทักษะและการเคลื่อนไหวของเจ้าออกหมดแล้วเพราะงั้นแพ้ไปซะ”

            “ตูม!!!!!!!!!!”หนึ่งฝ่ามือตบออกไปอย่างต่อเนื่องร่างของจั่วฟางนั้นถูกโจมตีจนกระดูกทั่วร่างแตกออกและกระเด็นออกนอกสนามประลอง

            “จั่วฟาง”พวกเฟิงโหวรีบไปรับตัวจั่วฟางทันที

            อีกฝ่ายกระอักเลือดออกมาและหมดสติเห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างมาก อู๋เซิ่งนำเม็ดยารักษาระดับวิญญาณเข้าไปในปากของจั่วฟางและช่วยอีกฝ่ายดูดซับผลของเม็ดยาไม่ได้นานอาการบาดเจ็บก็ดีขึ้น

            “ลงมือได้โหดเหี้ยมจริงๆ”เจี้ยนโจวเผยจิตสังหารออกมา

            “อย่าให้ถึงคราวของพวกข้าก็แล้วกัน”อู๋เซิ่งหรี่ตาลง

            “เป็นพวกข้าที่โง่เขลาเองอีกฝ่ายรู้การเคลื่อนไหวของพวกเราทั้งหมดแล้ว” อีกสามคนพากันถอนหายใจออกมา

            “อะไรกันจบแล้วเหรอทำไมง่ายแบบนี้”

            “ความสามารถต่างกันเกินไปเหมือนกับเหลียนขุ่ยรู้การเคลื่อนไหวของจั่วฟางอยู่ก่อนแล้ว”

            “ดูเหมือนปีนี้หุบเขาเฟยเซียงจะไม่มีคนติดอันดับเสียแล้ว”คนดูพากันส่ายหัว

            “ผู้ชนะเหลียนขุ่ย”

            “คู่ต่อไป....”

            การประลองเริ่มคู่ต่อไปหลังจากที่สำนักเฟยหยางและสำนักอสูรได้ต่อสู้กันการต่อสู้กลับดุเดือดมากเพราะอีกฝ่ายล้มเหลวในการใช้แผนกับสำนักอสูรไม่เหมือนกับพวกเฟิงโหวซึ่งพ่ายแพ้ทั้งหมดและยังได้รับบาดเจ็บสาหัสกันทุกคน

            “คู่ต่อไปเจี้ยนโจวจากหุบเขาเฟยเซียง เจอกับ หวังเสี่ยว จากสำนักเฟยหยาง”

            “ข้าอนุญาตให้ใช้กระบี่ที่ข้ามอบให้”อู๋เซิ่งกล่าว

            “ข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง”เจี้ยนโจวเก็บกระบี่ไม้และนำกระบี่เล่มหนึ่งออกมากระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ระดับวิญญาณขั้นสูงสุดกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาแผ่ออกมา หวังเซียวมองเจี้ยนโจวและหนี่ตาลงดวงตาของอีกฝ่ายนั้นแหลมคมเหมือนกับกระบี่การพัฒนานี้ทำให้เมี่ยวจื่อยังตกใจเห็นได้ชัดว่าเหตุผลทั้งทั้งหมดเป็นอู๋เซิ่งคอยชี้แนะให้เจี้ยนโจวตลอดครึ่งเดือน 

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณอ่าน