แอด !!!
ประตูทางเข้าตระกูลม่อถูกผลักเข้าไปด้านในอย่างเบามือกลัวว่าส่วนที่เหลือรอดจากไฟเผาจะพังลงมา
เสวี่ยหรงก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามาด้านในไม่รอช้ากวาดตามองดูทุกสิ่งอย่างที่ถูกเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่าน บ้านเรือนทุกหลังกลายเป็นเศษเถ้ากองอยู่บนพื้นดิน สิ่งใดก็ตามที่ถูกสร้างมาจากไม้หายไปในกองเพลิงทั้งหมด สิ่งที่หลงเหลือมีเพียงกำแพงที่สร้างมาจากหินคอยกั้นเขตต่างๆของตระกูลม่อเอาไว้เพียงเท่านั้น
“ ไม่เหลือสิ่งใดเลยเจ้าค่ะคุณหนู ”
ซินอี๋เดินไปรอบๆเพื่อตรวจสอบข้าวของเครื่องใช้ ความร้อนจากเปลวไฟได้เผาทำลายทุกๆอย่างจนหลอมละลาย แม้จะมีจานชามที่ทำมาจากเครื่องปั้นดินเผาหลงเหลือพวกมันกลับใช้งานไม่ได้ มีเพียงต้องโยนทิ้งเท่านั้น
เสวี่ยหรงพยักหน้ารับ เธอไม่รู้จะแสดงอารมณ์ใดออกมา แม้จะอาศัยอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เธอกลับมีความรู้สึกผูกพัน แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้น เธอรู้สึกแค้นให้กับคนที่วางเพลิงเป็นอย่างมาก
ความรู้สึกแค้นไม่ควรจะมากเท่านี้เพราะเธอย้ายเข้ามาสวมร่างคุณหนูม่อเสวี่ยหรง เธอไม่ควรจะมีความผูกพันธ์จนคิดกวาดล้างตระกูลใดตระกูลหนึ่ง เพียงแต่ว่าความแค้นในอกกลับเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อนึกไปถึงตระกูลไป๋หลงที่เป็นคนลงมือวางเพลิง ความแค้นที่สุมอยู่ในอกทำให้เธอคิดว่ามันอาจจะเกิดจากการที่เธอสวมบทบาทเป็นคุณหนูม่อเสวี่ยหรง จึงมีความรู้สึกกับที่นี่มากตามบทของนิยาย
เมื่อมองไปยังเรือนที่ตนเองเคยพักอาศัย มันไม่เหลือสิ่งใดเลย ด้านข้างตัวเรือนที่มีสวนหย่อมเหลือไว้เพียงแค่หินกรวดสีดำ หญ้าสีเขียวที่ปลูกเอาไว้กลายเป็นเถ้าถ่านไปทั้งหมด
ต้นท้อถูกเผาจนหลายส่วนกลายเป็นเถ้าถ่าน แม้ม้าหินอ่อนจะยังคงอยู่มันก็ถูกไฟเผาจนกลายเป็นสีดำ
เสวี่ยหรงจึงใช้โอกาสเช้ามืดที่ทุกคนยังไม่ตื่นตัวเริ่มสำรวจให้ทั่วบ้าน ก่อนจะกลับมายืนด้านหน้าต้นท้อหลังจากไม่เจอของมีค่าใดหลงเหลือเอาไว้เลย
“ เหลือแค่ต้นท้อกับม้าหินอ่อน ข้าคิดว่าถ้าเราลงมือขัดม้าหินอ่อนตัวนี้มันน่าจะกลับมานั่งได้อีกครั้งนะเจ้าคะ ส่วนต้นท้อคงต้องรอดูโชควาสนาว่ามันจะรอดหรือไม่ ”
เสวี่ยหรงมองเห็นปราณจากต้นท้อ มันคงสามารถต่อชีวิตตัวเองไปได้อีกนาน ส่วนที่ถูกเผาคงจะหลุดร่วงแล้วถูกแทนที่ด้วยส่วนที่เกิดขึ้นมาใหม่ ทว่าเธอกลับมองเห็นบางอย่างใต้รากส่วนที่ถูกเผาไฟจึงเข้าไปใกล้ๆแล้วใช้มือปัดทำความสะอาดเพื่อจะดูว่าสิ่งใดอยู่ใต้ต้นท้อ
“ คุณหนูทำสิ่งใดอยู่เช่นนั้นหรือเจ้าคะ ” เสียงเล็กส่งมาจากด้านหลังทำเอาเสวี่ยหรงสะดุ้งตกใจ สาวใช้ได้ตื่นจากอาการอ่อนเพลียแล้ว เธอกลับมาพร้อมพลังที่ดูเต็มเปี่ยม ในแววตาสดชื่นราวกับว่าเรื่องไฟไหม้เมื่อคืนไม่ได้ร้ายแรงสำหรับเธอ
“ ข้ากำลังดูว่าใต้ต้นท้อมีสิ่งใดอยู่ ”ยี่ยี่มองมือของคุณหนูที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูเศษฝุ่น เธออยากจะเข้าไปช่วยแต่มือทั้งสองถูกพันเอาไว้แน่น ซินอี๋ยังไม่คิดจะเข้าไปช่วยเหลือเพราะคุณหนูคงไม่ยอมให้เธอลงมือปัดฝุ่นตรงหน้าอย่างแน่นอน
เมื่อฝุ่นส่วนหนึ่งปัดออก สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าเสวี่ยหรงคือก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดเท่าแขนหลายสิบก้อนวางเรียงกันจากการนำพวกมันมาปูพื้น
บนใบหน้าของเสวี่ยหรงปรากฎรอยหยักในทันที หินบริเวณใต้ต้นท้อแปลกจากหินที่ใช้ปูพื้นในส่วนต่างๆ และยิ่งแปลกไปกว่านั้น มันไม่ควรจะมีใครปูพื้นก่อนจะปลูกต้นไม้ เธอจึงหยุดความคิดที่กำลังทำให้หัวใจสั่นไหวจากความตื่นเต้นเอาไว้เพราะคิดว่าตนเองอาจจะเจอโชควาสนาครั้งใหญ่หลังจากเพลิงมอดดับลง
“ ยี่ยี่ นั่งอยู่ที่นี่อย่าได้ลุกไปที่ใดเด็ดขาด ” เสวี่ยหรงบอกให้ยี่ยี่นั่งลงไปบนม้าหินอ่อน จากนั้นเธอจึงใช้เท้าเตะเศษเถ้ากลบแผ่นหินหลายก้อนเอาไว้ เนื่องจากว่าตอนนี้เธอได้ยินเสียงเท้าม้าส่งมาแต่ไกล เจ้าเมืองคงจะส่งคนมาตรวจสอบความเสียหายภายในตระกูลม่อหลังจากเพลิงจบลง
“ หากมีคนถามว่าเมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นให้เล่าทุกอย่าง หากมีคนถามว่าเหลือสิ่งใดบ้างหรือเห็นสิ่งใดบ้างหลังจากเพลิงมอดดับ จงบอกพวกเขาไปว่าเจ้าไม่รู้เพราะพึ่งตื่น ”
“ เจ้าค่ะคุณหนู ”
ซินอี๋เห็นท่าทีคุณหนูเธอรับรู้ได้ว่าหินที่อยู่ใต้ต้นท้อจะต้องเก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้แน่นอน เธอกลับไม่คิดถาม มันจะเป็นสิ่งใดก็ตาม เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะเห็นมัน
“ พี่สาวซินอี๋ ท่านอยู่กับยี่ยี่นะเจ้าคะ อย่าหันมองต้นท้อบ่อยเกินไป ข้ากลัวว่าเจ้าหน้าที่จะสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ต้นท้อ ”
“ เจ้าค่ะ ”
เสวี่ยหรงเดินไปด้านหน้าประตูตระกูลม่อ ทหารเกราะดำเดินทางมายังตระกูลของเธออีกครั้ง เพียงแต่เช้านี้พวกเขาไม่ได้มาเยอะเหมือนช่วงกลางดึก แต่ผู้ที่มาเยอะขึ้นคือทหารสวมชุดเกราะสีขาว พวกเขาคือคนจากที่ว่าการ
แม่นมหลิงที่ตื่นขึ้นมาพบเข้ากับทหารรีบวิ่งมายืนด้านข้างคุณหนู เสวี่ยหรงจึงบอกให้ไปนั่งรออยู่กับยี่ยี่
“ เหตุใดทหารของท่านเจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ถึงเดินทางมาที่นี่หรือเจ้าคะ ”
เสวี่ยหรงกล่าวทักทายและสอบถาม
“ เรามาตรวจดูความเสียหายจากกองเพลิง ”
“ ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ไม่เหลือสิ่งใดอยู่อีกต่อไปแล้ว ”
“ อย่างไรพวกข้าก็มาตามหน้าที่ ขอให้เราตรวจสอบสักเล็กน้อยแล้วเราจะไม่รบกวน ”
ชายผู้นั่งอยู่บนหลังม้าข้างหน้าสุดหันไปหาเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินเข้าไปสำรวจบ้าน
เสวี่ยหรงรู้สึกกังวลเล็กน้อยกลัวว่าจะมีคนขุดสิ่งที่อยู่ใต้ต้นท้อขึ้นมา ทว่าเธอวิตกจนเกินไป การตรวจสอบไม่มีสิ่งใดมาก เจ้าหน้าที่ทางการเพียงแค่เข้าไปเดินดูรอบๆแล้วกลับมายืนด้านหน้าตระกูลม่อตามเดิม
“ จับคนร้ายได้หรือไม่เจ้าคะ ”
“ เมื่อคืนเราได้ไล่ตามผู้ต้องสงสัยไปแล้ว ส่วนหนึ่งถูกสังหาร อีกส่วนหลบหนีไปได้ เรากำลังตามหาตัวของมันอยู่ ”
กลางหน้าผากของเสวี่ยหรงเริ่มมีรอยหยัก เธอไม่คิดว่าคนของเจ้าเมืองจะยังจับผู้ที่วางเพลิงไม่ได้
“ คุณหนู่ม่อเสวี่ยหรง เรากำลังเร่งมือตามหาตัวการที่ลอบวางเพลิง มันได้กระโดดลงไปในหน้าผาระหว่างไล่ล่า ยังไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ส่วนข้ารับใช้ของมันถูกใครบางคนสังหาร เราจึงยังไม่สามารถจับใครมาลงโทษได้ ”
“ ต่อให้คนที่ถูกตัดคอในตระกูลม่อจะมาจากตระกูลไป๋หลงก็ไม่สามารถเล่นงานตระกูลนี้ได้เลยหรือเจ้าคะ ”
“ ผู้นำตระกูลไป๋หลงปฎิเสธว่าตนเองไม่ได้ลงมือทำ คนที่คุณหนูตัดคอไปเมื่อวานถูกไล่ออกจากตระกูลไป๋หลงแล้ว ”
“ ไล่ออก! ….ไล่ออกช่วงใดเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ ผู้นำตระกูลไป๋หลงบอกพวกเราว่าไล่ออกก่อนจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ ”
เสวี่ยหรงพยายามเก็บซ่อนความโกรธเอาไว้ การเล่นงานผู้คนในยุทธภพเป็นเรื่องยากถ้าไม่ถูกจับได้คาหนังคาเขา สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นเหมือนนิยายหลายเรื่อง ตัวร้ายที่วางแผนลอบสังหารตัวเอกได้เตรียมแผนหนีให้ตนเองแล้วโดยการไล่ข้ารับใช้ออกไปจากการขโมยหรือการทำผิดร้ายแรงจนต้องไล่ออกเพื่อไม่ให้ตระกูลมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้ารับใช้
สิ่งที่สามารถเอาผิดตระกูลไป๋หลงในตอนนี้ได้จึงมีเพียงแค่การจับคนที่หลบหนี เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ถ้าทางการจับตัวมันได้ ตระกูลไป๋หลงจะกลายเป็นผู้ลอบวางเพลิงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ ยังจับตัวของมันไม่ได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ ”
“ เรากำลังพยายามค้นหา ใต้หน้าผามีแม่น้ำเชี่ยวมาก อาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน ”
เสวี่ยหรงผสานมือโค้งคำนับทหารเกราะดำและคนจากที่ว่าการ เหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้เอาผิดใครยังไม่ได้เพราะคนที่ลอบวางเพลิงอยู่ในการหลบหนี
หลังจากทหารเดินทางจากไปแล้วนี้เอง เธอพบว่าลุงหวางกำลังเดินทางมาบนถนนด้วยสภาพเหน็ดเหนื่อย
“ ลุงหาน พ่อบ้านหวางเป็นเช่นไรบ้าง ”
“เขาปลอดภัยแล้ว พักสักสัปดาห์ก็สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่เขาจำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงหมอ ”
“ ข้าค่อยโล่งใจหน่อย ”
“ คุณหนู ตระกูลม่อเป็นเช่นไรบ้าง ” เสวี่ยหรงสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงเศร้าเสียใจจากลุงหาน เธอจึงส่งยิ้มให้เล็กน้อย
“ บ้านเสียหายเราเพียงแค่สร้างใหม่ นับว่าดีไม่น้อยที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ท่านลุงคิดเช่นเดียวกับข้าหรือไม่”
เสวี่ยหรงเห็นอีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น เธอจึงส่งยิ้มให้
“ ท่านอาจจะเหนื่อยมานานมากแล้ว หามุมพักสักงีบเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้เราคงไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันจนกว่าบ้านจะสร้างเสร็จ ”
ลุงหานคำนับคุณหนูแล้วหามุมงีบหลับ เขาเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้จนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเดินอีกต่อไป
เสวี่ยหลงกลับเข้ามาในบ้านแล้วเดินตรงเข้าไปหาต้นท้อจากนั้นก็เริ่มยกหินที่วางซ้อนทับกันออก โดยให้พี่สาวซินอี๋คอยเฝ้าระวังรอบๆไม่ให้ใครเข้ามาได้
ในระหว่างยกหินออกจากใต้ต้นท้อ เสวี่ยหรงรู้ได้ว่าตนเองจะต้องเร่งมือเพราะหลายสิ่งเริ่มไม่เหมือนในนิยาย เหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนี้ต่างจากนิยายเพราะจะไม่มีเพลิงไหม้ตระกูลม่อจนกว่าจะถึงเหตุการณ์ที่ตัวละครหลักจะต้องสู้กับคุณหนูม่อเสวี่ยหรงที่กลายเป็นมาร ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนต่างจากนิยายไปแล้ว.