
เครดิตภาพจาก https://wallpaperaccess.com
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในอย่างชัดเจน ใบหน้าของมาวินเลยแดงก่ำด้วยความเขินอาย ก่อนจะกลั้นใจต่อรอง
“ อะ…เอ่อ ชะ…ชั้นเข้าใจทุกอย่างแล้ว ตะ…แต่ตอนนี้ขะ…ขอแขนคืนก่อน ได้มั้ย ”
“ เอ๊ะ! อะ….เอ่อ….ขะ…โทษอะ….ชั้นปล่อยก็ได้ ” อากิเนะรู้สึกตัว จึงปล่อยแขนของมาวิน ใบหน้าขาวเนียนเริ่มแดงก่ำไม่แพ้กัน
ช่วงเวลาที่แสนกระอักกระอ่วนปั่นป่วนจิตใจของสองหนุ่มสาวอยู่ตลอด แต่ไม่นาน ก็เป็นฝ่ายอากิเนะที่เอ่ยคำลา
“ อะ…เอ่อชะ…ชั้นขอตัวเข้าไปประชุมในสภาก่อน พวกเขาจะได้มีมติในเรื่องนี้ ปะ…ไปล่ะเธอระ..รออยู่ตรงนี้แหละ ” พอพูดจบ เด็กสาวก็รีบเดินเข้าไปในห้องทิ้งให้มาวินยืนเอ๋ออยู่เดียวดาย เขาจึงเริ่มถอนใจ ปิดท้ายด้วยการฉุกคิด
“ เฮ้อ…….แล้วเราต้องรออีกนานแค่ไหนเนี่ยอยากรู้จริงๆว่าพวกนั้นจะตัดสินยังไงเอ…..ตะ…แต่ยัยกระต่ายน้อยเป็นหนึ่งในสภาสูงด้วยเหรอ ไม่จริงมั้ง เพราะดูยังไงยัยนั่นก็เป็นแค่เด็กสาวที่เพิ่งโต ”
…………………
พออากิเนะเดินเข้ามาห้าชีวิตในที่นั้นก็หันมองเป็นตาเดียว เพราะเธอคือหนึ่งในสภาสูง ซึ่งถ้าขาดไป ก็ไม่อาจลงมติในเรื่องสำคัญ
“ เอาล่ะ ครบองค์ประชุมแล้วพวกเรามีความเห็นยังไง ” พออากิเนะประจำที่ เทพศาสตราผู้เป็นประธานก็เริ่มถามไถ่ทำให้ชายชรา ผู้เป็นตัวแทนของสามผู้เฒ่า เปิดฉากกล่าว
“ ในฐานะที่ข้าเป็นตัวแทนของชาวบ้าน ก็ขอบอกว่าพวกเราล้วนกลัวเจ้าหนูหัวเขียวมากถ้าเป็นไปได้ อยากให้เจ้านั่นไปจากสถานที่นี้ ”
สิ้นคำกล่าว อากิเนะทำท่าจะค้านแต่ก็เป็นเทพศาสตราที่ชิงพูดก่อน
“ เรื่องนั้นไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะในตัวของเจ้าหนูคนนั้นมีมารร้ายสิงอยู่ มันอาจออกมาคุมร่างได้ทุกเมื่อซึ่งจะสร้างความวอดวายให้แก่โลกThe Dark World ”
“แล้วท่านจะปล่อยให้ตัวอันตรายอยู่ที่นี่เหรอ ” เฒ่าหัวหน้าทีมคนเดิมถามไถ่รุนแรงแต่เทพศาสตรายังคงโต้ตอบอย่างใจเย็น
“ ใช่ และเราจะฝึกเขาให้ควบคุมพลังของตัวเองจะได้กักมารตนนั้นไว้กับตัว ไม่ให้มันออกมาอาละวาด ”
“ มะ…หมายความว่า….ท่านปู่จะ….”คราวนี้เป็นฝ่ายอากิเนะที่ถามเสียงสั่น เพราะเธอตกใจในความคิดของท่านปู่
“ ใช่แล้วปู่จะรับเจ้าหนูนั่นเป็นศิษย์ ” เทพศาสตรายืนยัน เพื่อให้ทุกคนในที่นั่นรู้ซึ้งถึงมติในใจ
ทันทีที่สมาชิกในสภาได้ยิน ทุกคนก็มีรีแอคชั่นที่แตกต่างกันทางฝ่ายผู้อาวุโสทั้งสาม ล้วนมีสีหน้าซีดเผือดเนื่องจากกลัวว่าตัวอันตรายอย่างมาวินจะเก่งขึ้นไปอีก ส่วนอากิเนะก็อ้าปากค้าง ท่าทางตกตะลึงและเมื่อหันไปมองโอคุยาสุ ผู้เป็นศิษย์เอก พบว่าเขายังนั่งคงนิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆออกมามีเพียงคิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากัน ประมาณว่ากำลังไตร่ตรอง
เทพศาสตราทิ้งระยะให้ทุกคนทำใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปถามโอคุยาสุและอากิเนะ
“แล้วหลานกับศิษย์เอกของข้ามีความเห็นอย่างไร ช่วยแจกแจงให้สมาชิกในสภาได้รับฟังจะได้ร่วมกันพิจารณา ”
“ เอ่อ…ถ้าเป็นความคิดเห็นของหลานก็คงแบบเดียวกับท่านปู่ คือช่วยให้นายลิง เอ๊ะ! มาวินควบคุมพลังของตัวเองจะได้ป้องกันไม่ให้มารตนนั้นหลุดออกมา ซึ่งเป็นหนทางที่ดีกว่าไล่เขาออกไป ”อากิเนะอธิบายเหยียดยาว แต่ก็ไปในทิศทางเดียวกับเทพศาสตรา
พอเด็กสาวพูดจบ ทั้งห้าชีวิตก็หันไปทางโอคุยาสุผู้เป็นหนึ่งเดียวที่สงวนท่าที และพอหนุ่มหล่อเจ้าสำอางรู้สึกตัวเขาก็แย้มถึงสิ่งที่คิดในใจ
“ ข้ามีความเห็นที่ต่างจากคนอื่นเราควรสังหารเด็กหนุ่มคนนั้นเดี๋ยวนี้ เพื่อป้องกันมหันตภัย ทว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่วิถีของพวกเราจึงยังไม่ได้ข้อสรุปที่เหมาะสม ”
คำตอบของศิษย์เอกทำให้สามผู้เฒ่าเห็นด้วย แต่การฆ่าฟันอย่างเลือดเย็น ไม่ใช่แนวทางของแดนลี้ลับจึงไม่มีใครกล้าสนับสนุนความคิดนี้ และเมื่อทุกคนขัดแย้งกัน เทพศาสตราก็เปิดโอกาสให้โหวตเสียง
“ เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราคิดไม่ตรงกันก็คงต้องใช้วิธีเลือกตามเสียงข้างมาก ”
“ อืม…เห็นด้วย ”สามผู้เฒ่าเป็นพวกเเรกที่รับคำ เพราะเชื่อว่าฝ่ายตนน่าจะชนะอย่างสมบูรณ์ด้วยมีคะแนนในมือถึงสามเสียง แถมโอคุยาสุยังมีแนวโน้มจะมาสนับสนุนเป็นเสียงที่สี่
“ เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครค้านก็ขอยื่นทางเลือกให้พิจารณา หนึ่ง ไล่เจ้าหนูออกจากชุมชน สอง ให้อยู่ต่อไปเพื่อฝึกเขารับมือกับความชั่วร้ายในจิตใจ ” เทพศาสตราเสนอทางออกโดยตัดวิธีการของโอคุยาสุเนื่องจากมันไม่ใช่วิถีแห่งแดนลี้ลับที่เน้นการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ
เทพศาสตราทิ้งระยะให้ทุกคนใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“ ใครเลือกไล่เจ้าหนูออกจากดินแดนยกมือขึ้น ” แน่นอนว่าผู้ที่ยกมือคือสามผู้เฒ่า ตัวแทนชาวบ้านพวกเขาหันมามองโอคุยาสุเป็นตาเดียว เพื่อกดดันให้คล้อยตาม แต่หนุ่มเจ้าสำอางยังเอาแต่นั่งเงียบเทพศาสตราจึงเหลือบมองสามผู้เฒ่า ก่อนจะสรุป
“ สมาชิกที่เลือกวิธีแรกมีสามเสียงและใครเลือกให้เจ้าหนูอยู่ที่นี่ เพื่อฝึกฝนตัวเองให้พร้อมรับมือกับความชั่วร้ายกรุณายกมือขึ้น ” คราวนี้เป็นทีของสองปู่หลานที่ยกมือบ้าง แต่พอหันไปทางโอคุยาสุก็พบว่าเขายังคงนิ่งดุจเดิม ทุกสายตาล้วนมีคำถาม เพราะไม่รู้ว่าศิษย์เอกนายนี้จะเลือกทางไหน
โอคุยาสุก็เหมือนจะรู้ตัวว่าโดนมวลหมู่สมาชิกกดดัน จึงได้ยิ้มเยือกเย็นพร้อมแจงถึงสิ่งที่คิดในใจ
“ ก็อย่างที่ข้าบอก การไล่เจ้าหนูนั่นออกไปเสมือนขับลูกระเบิดให้ไปอยู่ที่อื่น ทำให้มหันตภัยนั้นยังคงอยู่และไม่รู้ว่ามันจะบังเกิดเมื่อไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้ฝึกฝนที่นี่ ก็จะทำให้หมอนั่นเก่งขึ้นวันใดที่พลาดท่า มารร้ายหลุดออกมาคลุมร่าง เราจะปราบยากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือสังหารให้ตายในทีเดียว ”
ทุกคนนิ่งเงียบด้วยรู้ดีว่าสิ่งที่โอคุยาสุพูดมา เป็นความจริงทุกประการ ทว่าในดินแดนลี้ลับไม่เคยมีคำสั่งประหารด้วยชาวประชาล้วนรักสงบและมีจิตใจที่ดีงาม
พอโอคุยาสุเผยความในใจจนหมดเขาก็เหลือบมองทุกคนในที่นั้นอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วทำสิ่งที่เหลือเชื่อด้วยการยกมือขวาขึ้นสูง
“ ดังนั้น ข้าขอโหวตให้เจ้าหนูนั่นฝึกฝนกับเทพศาสตราผู้เป็นอาจารย์ ”
“ เอ๊ะ! บ้าน่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น เจ้าอยากให้มันตายไม่ใช่เหรอ ” สามผู้เฒ่าเอ่ยถามพร้อมกันเพราะไม่ว่าดูยังไง โอคุยาสุก็ไม่น่าโหวตเลือกวิธีนี้เลย ศิษย์เอกจึงต้องแจกแจง
“จริงอยู่ที่เหตุผลสั่งให้ข้าไม่อยากเลือกวิธีนี้แต่หัวใจกลับร่ำร้องให้เจ้าหนูฝึกฝนต่อ เพราะนับถือในความเป็นนักสู้ของมันอีกประการ…..” โอคุยาสุพูดถึงตรงนี้ เขาก็หยุดในใจหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ประลองกับมาวินศิษย์เอกยอมรับว่า…ถ้าตนไม่มีพลังจากจิตวิญญาณต่อสู้ ก็คงพ่ายแพ้ไปแล้ว
“ อืม…เราอยากให้เจ้าหนูได้รับการฝึกจนใช้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์(ออร่า) จะได้ตัดสินกันอีกที ”
“ เอาล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ขอสรุปว่าคะแนนเสียงในสภาเสมอกัน ต้องตัดสินด้วยสมาชิกคนสุดท้าย ”เทพศาสตราประกาศผล ทำให้อากิเนะตกตะลึง เพราะเข้าใจมาตลอดว่าสภาแห่งนี้มีแค่หกคนเดือดร้อนถึงท่านปู่ต้องเป็นคนอธิบาย
“ เจ้าไม่รู้เรื่องนี้ ก็ไม่แปลกเพราะเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาได้ไม่นาน แต่ผู้แทนคนที่เจ็ดมีตัวตนอยู่จริงและเขาจะคอยตัดสินในกรณีที่คะแนนเสียงเสมอกัน ”
“เอ่อ….ละ…แล้วคนนั้นอยู่ที่ไหนกันล่ะคะ เขาได้มาร่วมประชุมรึเปล่า ”อากิเนะยังคงถามไถ่ สีหน้าแลตื่นๆ เทพศาสตราจึงยิ้มตอบ พร้อมพยักพเยิดไปที่มุมห้อง
“ ถ้าพูดถึงสมาชิกคนสุดท้าย ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงนั้น ”
ทั้งห้าคนหันไปมองยังจุดที่เทพศาสตราบอกจึงพบกับชายร่างเล็กที่ยืนกอดอก ทว่าบริเวณนั้นก็มืดจนมองไม่เห็นใบหน้า
“ บ้าน่า…..เจ้านั่นอยู่ตรงนั้นได้ยังไงทำไมเราไม่รู้สึกถึงตัวตนของมัน ” โอคุยาสุถึงกับเหงื่อตก เพราะบุคคลที่แฝงตัวเข้ามาใกล้จนยอดฝีมืออย่างเขาไม่อาจรู้ตัวย่อมหนีไม่พ้นยอดยุทธ์ระดับเอกอุ
ทั้งอากิเนะและผู้อาวุโสทั้งสามก็แตกตื่นไม่แพ้กัน แต่เหล่าผู้เฒ่าดูจะตระหนกน้อยกว่าเพราะรู้ดีว่าตัวแทนคนที่เจ็ดร้ายกาจขนาดไหน
เทพศาสตราจ้องมองบุรุษผู้มาใหม่ได้ไม่นาน เขาก็เอ่ยถามเสียงขรึม
“ ทีนี้จะว่ายังไงจะให้เจ้าหนูหัวเขียวอยู่ต่อหรือจากไป กรุณาชี้ชัดที ท่านซวงเย่เทพพิทักษ์แห่งทวารหลัก ”
บุรุษผู้นั้นยังคงยืนสงบคล้ายรูปสลักที่ไร้ชีวิต แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่ามุมปากของเขากำลังแย้มยิ้มเล็กน้อย
…………………
มาวินยืนรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเขาแทบจะทนไม่ไหว เพราะรู้สึกว่านานเกินไป จึงโวยวายเสียงดัง
“ เฮ้อ…..ทำไมถึงได้ชักช้านักจะไล่ชั้นออกหรือให้ไปทำอะไร ก็รีบตัดสินใจมาซักที อกจะแตกตายอยู่แล้ว ”
ในขณะที่เด็กหนุ่มใกล้คลั่งประตูสลักเวทมนตร์ก็เปิดออก พร้อมกลุ่มคนที่เดินออกมา พวกแรกที่ประสบก็คือชายชราสองและหญิงสูงวัยหนึ่งทั้งสามดูหวาดๆ จึงรีบหลบหน้า แล้วเดินจากไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มรู้สึกเซ็ง
“ จะกลัวทำไมนักหนาชั้นไม่ใช่ก็อตซิล่าบุกโลกซักหน่อย ” พอมาวินพูดจบ ก็นึกขึ้นได้ว่า....ถ้าคนพวกนั้นจะหวาดกลัวก็นับว่าสมควรอยู่ เพราะเมื่อไม่นาน เขาเกือบจะทำลายแดนลี้ลับแห่งนี้
คนที่สองที่ก้าวออกมาก็คือ..เทพศาสตราชายชราเพียงยิ้มให้เด็กหนุ่มเล็กน้อย ก่อนเดินจากไป
“ เอ๋….ลุงแกนดัล์ฟดูแปลกๆแกยิ้มได้ด้วยเหรอ เพราะปกติเห็นแต่ทำหน้าตายอยู่ตลอด ” มาวินแอบคิดในใจก่อนจะพบกับบุรุษคนต่อไป นั่นก็คือ…..โอคุยาสุ
ศิษย์เอกหน้ามน ยืนนิ่งดวงตาเรียวจ้องมองมาวินไม่วางวายจนเด็กหนุ่มรู้สึกกระสับกระส่าย เพราะทำตัวไม่ถูกจึงหลีกเลี่ยงด้วยการเอ่ยทัก
“ หวัดดี พี่ชาย เอ่อ…มีอะไรรึเปล่า ”
ทว่ายอดฝีมืออันดับสองแห่งแดนลี้ลับไม่ตอบกลับ เขาเพียงเเต่เดินเลี่ยงไปราวกับว่ามาวินเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตน
“ เชอะ หยิ่งชะมัดพูดด้วยก็ไม่พูดด้วย ซักวัน จะไล่เตะให้ร้องเอ๋งเลย ” มาวินสบถคำเพราะรู้สึกไม่พอใจ แต่มานึกขึ้นได้ว่า…ฝีมือของเขาห่างจากโอคุยาสุแค่ไหน เด็กหนุ่มก็ดูจ๋อยลงทันควัน
หลังจากมาวินสำนึกในความอ่อนด้อยของตัวเองคนสุดท้ายก็ก้าวออกมา เธอคือ….อากิเนะ สาวที่สวยสุดในแดนนี้
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
