ตำหนักเฟิ่งอี๋
หมอหลวงถูกเรียกตัวมาทันทีเพื่อรักษาบาดแผลให้ไป๋เซียงจู๋
พอเห็นบาดแผลลึกบนเรียวแขนนางอีกทั้งรอยเลือดที่กระจัดกระจายเป็นดวงบนกระโปรงสีอ่อนเหมือนดอกบ๊วยนั่นหัวใจของเฟิ่งเจาเกอก็เจ็บแปลบขึ้นมาชั่วขณะนั้นเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าตนรู้สึกแบบไหนกันแน่ นอกจากความตกใจแล้ว ยังมีความหวั่นกลัวปะปนอยู่ด้วยเมื่อเห็นนางเปื้อนเลือดไปทั้งตัวไม่น่าเชื่อว่าเขากังวล กังวลว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกับนางจริงๆที่ผ่านมาก็คิดเสมอว่าตนนั้นเย็นชาไร้หัวใจ ทว่าความรู้สึกแบบนี้กระทั่งตัวเขาเองยังคาดไม่ถึง!
ไป๋เซียงจู๋ไม่ทำอะไรนอกจากนิ่วหน้าเท่านั้นนางยอมให้หมอหลวงช่วยทำแผลแต่โดยดี เม็ดเหงื่อผุดทั่วหน้าผาก ฟันขาวกัดริมฝีปากล่างอย่างแรงจนปากกระจับได้แผลอย่างไม่รู้ตัว
“ทำไมเจ้าต้อง...” เฟิ่งเจาเกอที่เห็นเช่นนั้นพลันขมวดคิ้วแน่นเขายื่นมือไปแตะริมฝีปากของนางเพื่อไม่ให้นางกัดตัวเองอีก ผู้หญิงคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่ทั้งที่เจ็บเหลือทน แต่กลับไม่ยอมแม้แต่จะร้องออกมาสักนิด!
ผู้หญิงแบบนี้อ่อนไม่เป็นบ้างเลยหรือไรจะต้องดันทุรังใช้ชีวิตอย่างเหนื่อยยากขนาดนี้เชียวหรือ
ไป๋เซียงจู๋สะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดดันมือของเขาออก แสดงให้เห็นว่าต่อต้านอย่างสิ้นเชิง “องค์รัชทายาทเป้าหมายของท่านบรรลุแล้ว ไยจึงต้องทำเช่นนี้”
คำว่าเลิศล้ำโลกตะลึงเพียงคำเดียวผลักนางเข้าสู่วังวนวิกฤติจากนั้นก็ใช้ความขัดแย้งระหว่างนางกับมู่จื่อรั่วในการข่มพระสนมเสียนกุ้ยเฟยทั้งหมดนี้เพื่อลองดูว่าไป๋เซียงจู๋จะเก่งกล้าสามารถสักเท่าไร
วาจาอวดดีที่นางเคยลั่นไว้ในตอนแรกมิใช่ความคึกคะนองชั่ววูบเพียงแต่นางไม่ชอบโดนลอบกัดแบบนี้ พอความคิดของตนถูกล่วงรู้ซ้ำยังถูกเขาเฝ้าดูเหมือนชมละครฉากหนึ่ง ไม่ว่าเป็นใครก็คงไม่ชอบ
ถึงกระนั้นนางเองก็ใช้ประโยชน์จากเขาไม่ต่างกันมิใช่หรือกำราบเสียนกุ้ยเฟยโดยพึ่งบารมีฮองเฮา เขาถึงเรียกว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร
อย่างน้อยตอนนี้มันก็เป็นเช่นนั้น
ในเมื่อวันนี้หนีศึกไม่พ้นขออยู่สู้สุดใจขาดดิ้นจนมีชัยดีกว่า!
เฟิ่งเจาเกอจ้องเข้าไปในดวงตาดื้อรั้นของนางคลี่รอยยิ้มหยอกเย้า เรียวนิ้วดุจแท่งหยกขาวเชยคางงามประณีตของไป๋เซียงจู๋เบาๆริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยอย่างเนิบนาบอยู่เบื้องหน้านาง เสน่ห์ล้นเหลือร้ายน้ำเสียงเจือความเฉื่อยชา ทว่ามันก็น่าหลงใหลมากพอที่จะทำให้จิตใจล่องลอยไป “เป้าหมายของข้าคืออะไรวอนคุณหนูไป๋ช่วยชี้แจงแถลงไขที”
ระยะห่างเท่านี้มีเพียงเสื้อผ้าอาภรณ์กั้นไว้เท่านั้น สัมผัสได้แม้กระทั่งไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายลมหายใจตรงหน้าโอบล้อมรอบพวกเขาทั้งสอง ระยะห่างเท่านี้! มันล้ำเส้นระหว่างชายหญิงแล้ว!
หมอหลวงข้างๆ มือไม้สั่นจนรัดผ้าพันแผลแน่นเกินไปหน่อย ทำให้ไป๋เซียงจู๋รู้สึกเจ็บจนนิ่วหน้าเล็กน้อย
เมื่อเฟิ่งเจาเกอเห็นเช่นนั้นความอ่อนโยนในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายในบัดดลกราดเกรี้ยวตำหนิหมอหลวงอย่างรุนแรง “กล้าทำนางเจ็บหรือ ทหาร ลากออกไปโบยสามสิบไม้!”
หมอหลวงรีบคุกเข่าลงหมอบกราบด้วยความเกรงกลัวทันทีแล้วเขาก็ถูกองครักษ์ฉุดกระชากลากถูออกไป
เสียงกรีดร้องของหมอหลวงดังมาจากด้านนอกไม่ขาดสายน่าสังเวชยิ่งนัก ทำเอาผู้คนแตกตื่นตกใจ หลังจากนี้เพียงหนึ่งก้านธูป ผู้คนคงเล่าลือกันไปทั่วทั้งวังหลวงว่าองค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอผู้เย็นชาทรงพิโรธจนสั่งลงทัณฑ์หมอหลวงเพื่อคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋!
ทว่าภายในตำหนักเฟิ่งเจาเกอกลับรับผ้าพันแผลที่ยังพันไม่เรียบร้อยนั่นมาอย่างเบามือยกข้อมือบางของไป๋เซียงจู๋วางบนเข่าของเขาด้วยความระมัดระวังบรรจงพันแผลทีละเล็กทีละน้อย เสมือนกำลังดูแลสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก
ด้วยท่าทีจริงจังแบบนี้กอปรกับรูปโฉมงามเลิศของเขา หากเป็นหญิงสาวคนอื่นคงหลงใหลเสียจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วในขณะที่ไป๋เซียงจู๋กลับย่นคิ้ว สัญชาตญาณสั่งให้ตนชักแขนกลับ
“อย่าขยับ!” สุ้มเสียงของเฟิ่งเจาเกอแผ่วเบาละมุนละไมราวกับขนนกไม่ปนอารมณ์โกรธแม้แต่นิดเดียว
เฟิ่งเจาเกอที่เป็นเช่นนี้อย่าว่าแต่องครักษ์กับนางกำนัลไม่เคยเห็นแม้แต่ไป๋เซียงจู๋ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน ในชาติก่อนเฟิ่งเจาเกอคนนี้หายสาบสูญหลังเหยียนอี้เลี่ยครองบัลลังก์ ไร้ซึ่งข่าวคราวบ้างก็ว่าเขาตาย บ้างก็ว่าเขาออกบวช มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขามากมายหลายรูปแบบ
สำหรับเฟิ่งเจาเกอที่นางรู้จักกระทั่งบ่าวรับใช้ข้างกายยังเป็นบุรุษเพศ ไม่มีสตรีแม้สักคนใครต่อใครลือกันว่าเขาเป็นพวกตัดแขนเสื้อ [1] หรือไม่ก็บอกว่าเขาเป็นคนเย็นชาไม่ปรารถนาในสตรีคนไหนทั้งนั้น
แต่ในตอนนี้ชายคนนี้กลับทำลายภาพลักษณ์ของตนเพื่อนางครั้งแล้วครั้งเล่าเขาทำไปเพราะเจตนาหรือว่าเผลอใจกันแน่
ไป๋เซียงจู๋หรี่ตามองชายหนุ่มรูปงามในชุดสีแสงจันทร์ตรงหน้าเส้นผมดำขลับถูกเกล้าขึ้นด้วยปิ่นหยกขาว ส่วนที่เหลือสยายระบ่าพอเข้าคู่กับเสื้อคลุมสีแสงจันทร์นั่นแล้วความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาคือช่างสง่างามไร้เทียมทานสมกิตติศัพท์โดดเด่นเป็นอันดับหนึ่ง รูปงามเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง !
บุรุษเช่นนี้มีคุณสมบัติล่อใจพอจะทำให้สตรีทุกคนคลั่งไคล้ทั้งที่รู้ว่าเขาเย็นชา แต่ก็ยังคงเต็มใจลองสักครั้งอยู่ดี แม้ว่าจะไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟก็ตาม
ในอดีตชาตินางก็เคยโง่เง่ายอมสละชีวิตเพื่อคนชั่วอย่างเหยียนอี้เลี่ยมิใช่หรือไม่รักศักดิ์ศรีตนบ้างเลยหรือไร
ในชาตินี้นางสาบานว่าจะไม่ตกหลุมพรางแห่งความหลอกหลวงของชายคนไหนอีกและจะไม่ยอมตกเป็นหมากให้ใครด้วย!
เมื่อทำแผลเสร็จแล้วไป๋เซียงจู๋ลุกขึ้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ขอบพระทัยองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันทูลลา” ไม่ว่าเฟิ่งเจาเกอคิดจะทำอะไร นางก็ไม่อยากเป็นเครื่องมือของเขาทั้งนั้น
เสียนกุ้ยเฟยก็ดีหรือเหยียนอี้เลี่ยก็ดี แม้ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขามีศัตรูร่วมกันแต่ไม่ได้หมายความว่านางจะถวายตัวให้เขาใช้งาน เพราะในชาตินี้ นางจะไม่ทำผิดต่อตนเองโดยการปล่อยให้ตนกลายเป็นเครื่องมือเถลิงบัลลังก์มังกรของผู้ชายคนหนึ่งเด็ดขาด
ไป๋เซียงจู๋หันหลังให้แล้วเดินจากไปอย่างไม่มีท่าทีรีรอทว่าเมื่อเท้านางเพิ่งจะก้าวออกนอกตำหนักเท่านั้น จู่ๆก็มีแรงจากด้านหลังคว้าเอวของนางและดึงตัวกลับ ไป๋เซียงจู๋ตกใจ เมื่อหันหน้าไปก็เจอะนัยน์ตาคู่งามนั่นพอดี
“เจ้าจะจากไปแบบนี้หรือ” ดวงตาดอกท้อเปี่ยมเสน่ห์จ้องมองไป๋เซียงจู๋ น้ำเสียงเสนาะหูเหมือนเคยซ้ำยังเจือความออดอ้อนเสียด้วย หากคนอื่นทำคงรู้สึกได้แต่ความเสแสร้งทว่าพอเฟิ่งเจาเกอทำกลับเป็นธรรมชาติมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ผู้ชายคนนี้คือปีศาจเจ้าเสน่ห์จริงๆเขาดูเย้ายวนใจยิ่งกว่านางที่เป็นเจ้าของโฉมหน้างามล่มเมืองนี่เสียอีก
ไป๋เซียงจู๋เจอแบบนี้เข้าก็คลี่รอยยิ้มละไมให้ดุจดอกไห่ถังทั้งต้นบานสะพรั่งพร้อมเพรียงกันในทันใด งดงามจนใจสั่นหวั่นไหวทว่าน้ำเสียงกลับจริงจังราวกับคนละคน “ฝ่าบาท ละครที่แสดงเกินควรมันไม่ดีหรอกนะเพคะ”
“เจ้าหาว่าข้าเสแสร้ง?” เฟิ่งเจาเกอเลิกคิ้ว ใช้คำว่า ‘ข้า [2]’ กับผู้หญิงคนหนึ่งเป็นครั้งแรกเขาเอื้อมแขนยาวออกไปโอบกระชับเอวบางของนางไว้ด้วยมือข้างเดียวกระซิบข้างหูนางอย่างแผ่วเบา ในน้ำเสียงฟังดูหยอกเย้า ที่มากกว่านั้นคือความเสน่หา “แล้วถ้าข้าบอกว่าข้าจริงจังกับบทละครเสียแล้ว เจ้าควรทำอย่างไรเล่า”
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มเยาะพลางใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่แต่เฟิ่งเจาเกอกลับฉวยโอกาสนี้เชยใบหน้าของนางขึ้นก้มหน้าลงประทับจูบที่ริมฝีปากนางโดยพลัน!
สัมผัสอันอ่อนนุ่มปนกลิ่นอายหอมกรุ่นของหญิงสาวทำเอาเฟิ่งเจาเกอหลับตาพริ้มและเขาก็คิดว่าความรู้สึกนี้ไม่เลวเลยจริงๆ
ขันทีที่อยู่เข้าเวรงานโดยรอบเบิกตาโพลงไปตามๆกัน
เหล่านางกำนัลสะดุ้งเฮือกรีบก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองต่อไป
นี่น่ะหรือนี่คือองค์รัชทายาทของพวกเขาหรือ ไม่น่าใช่กระมัง... ภาพตรงหน้าช่างเหมือนฝันเหลือเกินพวกเขาไม่ค่อยกล้ามองนัก
ทันทีที่ริมฝีปากนุ่มละมุนของชายหนุ่มสัมผัสกับริมฝีปากของตนไป๋เซียงจู๋รู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ เกือบจะฟาดฝ่ามือใส่เขาตามสัญชาตญาณแต่ชั่วขณะนั้นกลับเกิดลังเลขึ้นมา
ดวงตานางฉายแววไม่สบอารมณ์ตามด้วยออกแรงขบอย่างไม่ปรานี สร้างแผลบนริมฝีปากของเฟิ่งเจาเกอเพื่อบังคับเขาให้ล่าถอย!
เชิงอรรถ
[1]断袖 ตัดแขนเสื้อ หมายถึงผู้ชายที่มีรสนิยมทางเพศใฝ่ใจในผู้ชายมีที่มาจากเรื่องราวระหว่างฮ่องเต้ฮั่นไอตี้และคนรักต่งเสียน วันหนึ่ง ฮ่องเต้ฮั่นไอตี้ตื่นบรรทมพบว่าต่งเสียนนอนทับแขนเสื้อตนอยู่ พระองค์ต้องเข้าราชสำนักเพื่อทรงงานแต่ตัดใจปลุกต่งเสียนที่กำลังหลับสบายไม่ลงจึงคว้ามีดมาตัดแขนเสื้อและปล่อยให้ต่งเสียนนอนต่อหลังจากนั้นคำว่าตัดแขนเสื้อก็ถูกใช้สื่อถึงความสัมพันธ์เชิงรักใคร่ระหว่างผู้ชาย
[2]โดยปกติเชื้อพระวงศ์ที่มีอิสริยยศจะใช้คำแทนตัวมากกว่าเพียงคำว่า 我 โดยจะใช้แตกต่างกันไปตามฐานะของแต่ละคน