โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 56 วิชาลับสกุลลี่

            คัมภีร์โบราณเล่มนั้นพอเปิดดูก็มีกระดาษหนึ่งแผ่นร่วงหล่นลงมา...

            '...ยอดพิษอย่างซิงเจียว มิใช่ใครก็ทำลายได้

            ต้องเป็นสตรีแห่งสายเลือดปฐมของราชตระกูลลี่ที่สำเร็จวิชาโยกย้ายปฐพีนี้เท่านั้น

            แต่ทว่านางต้องแลกกับทุกสิ่งทุกอย่าง เหลือไว้เพียงลมหายใจส่วนสุดท้าย...'

     

            แววตาของเฟิงฮวาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง

            หากนี่เป็นหนทางเดียวเพื่อช่วยเขา...ลมหายใจส่วนสุดท้ายก็ช่างปะไร

            นางมิรอช้ารีบเปิดคัมภีร์เพื่อดูเนื้อหาหน้าถัดไป จากนั้นก็เริ่มเดินลมปราณปรับสภาพไปตามวิถีพลังภายในที่หมุนเวียนในร่างกายไหลวนไปรวมกันยังจุดตันเถียน

            สิ่งอันอัศจรรย์ก็คือนางสามารถปรับพลังลมปราณได้อย่างราบรื่นมิติดขัดหรือนี่อาจจะเป็นเพราะว่าสายเลือดของตระกูลลี่ในตัวนางก็เป็นได้

     

            พอการฝึกดำเนินไปจนถึงช่วงสุดท้าย…ก็บังเกิดประกายแสงเรืองรองขึ้นรอบๆตัวประกายแสงนั้นเริ่มแผ่ขยายออกไปรอบห้อง กระจายออกไปเรื่อย ๆเป็นวงกว้างจนมิสิ้นสุดจากนั้นก็พลันสลายหายวับไป

     

            เฟิงฮวาค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยท่าทีสงบนิ่งนางสำรวจดูสิ่งต่างๆรอบตัวก็มิได้พบความผิดปกติอันใดนอกจากรู้สึกว่าลมปราณและกำลังภายในของตนเองนั้นแตกต่างไปจากเดิม

            แตกต่างในแง่ที่ว่า...ลึกล้ำแต่มั่นคงราบเรียบแต่สว่างไสว

            หลังฝึกวิชาเสร็จแล้วนางจึงเปิดประตูห้องนอนออกมา

            แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าที่ด้านนอกนั้นร้างราผู้คนไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยขององครักษ์ลับอยู่เลย

            เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่นางฝึกวิชากระนั้นหรือ

            นางรีบวิ่งไปที่ห้องพักของฝ่าบาทเปิดเข้าไปดูในห้อง แต่เตียงนอนนั้นกลับว่างเปล่า

            'หรือว่าพวกองครักษ์เคลื่อนย้ายร่างของฝ่าบาทไปแล้ว..'

     

            นางวิ่งไปรอบบ้านจนกระทั่งเจอเสี่ยวจูที่กำลังจัดการงานต่างๆอยู่

            “เสี่ยวจู…ฝ่า ฝ่าบาทละ” พวกองครักษ์ทำการฝังพระศพแล้วหรือ

            “เอ๋ ได้ยินว่าทรงออกไปทำธุระที่จวนอ๋องเจ้าค่ะ”

            ฮะว่าอย่างไรนะ “ฝ่าบาท หมดลมหายใจไปแล้วนี่นา”

            "คุณหนู๊ ท่านพูดจาแบบนั้นได้อย่างไร หากใครมาได้ยินเข้าโทษประหารเชียวนะเจ้าคะ ก่อนจะออกไปข้าเห็นว่าฝ่าบาทสบายดีมิได้บาดเจ็บหรือประชวรอันใดด้วยซ้ำ"

            เฟิงฮวาสีหน้าสับสนไปหมด“นี่ยามอะไรแล้ว เสี่ยวจู”

            “ยามห้ายเจ้าค่ะ”

            จากนั้นเฟิงฮวาก็วิ่งออกไปนอกชายคาแหงนมองท้องฟ้า

            แล้วก็พบว่า...นี่มันเป็นสามคืนก่อนหน้าที่นางจะฝึกวิชานี่นาแสดงว่านางย้อนเวลากลับมาอย่างนั้นหรือ

     

            ในขณะนั้นที่หน้าประตูบ้าน ฝ่าบาทกลับมาพร้อมองครักษ์พอดี เฟิงฮวาจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเขาพลันจับเนื้อต้องตัวลูบหน้าลูบหลัง ตรวจดูว่าเขายังสุขสบายดีมิมีอาการของพิษกำเริบ

            เหล่าองครักษ์ต่างหน้าแดงก่ำทำอะไรไม่ถูกนี่แม่นาง ท่านจะลูบคลำฝ่าบาทขนาดนี้ ตรงนี้มิได้กระมัง

            แต่นั่นละพวกเขาคงมิกล้าจะเอ่ยคำพูดใดออกมาได้หรอก ทำได้แค่หลบสายตามองไปทางอื่นเท่านั้นรู้สึกอิจฉาตาร้อนเจ้านายเป็นอย่างยิ่ง

     

            ฝ่าบาทเองก็ออกอาการงงงวยในการกระทำของนางเช่นกันเขาอดขำเสียมิได้ จนลืมตัวไปว่ายังรู้สึกโกรธนางอยู่เล็กน้อยที่ก่อนหน้านี้เอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับลัทธิเสวียนอู่แบบนั้น

            เฟิงฮวาเห็นว่ามิได้มีสิ่งผิดปกติอันใดก็พลันโล่งใจจากนั้นก็หันมาเผชิญหน้ากับเขา พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “คืนพระจันทร์เต็มดวงนี้ข้าจะถอนพิษซิงเจียวให้ท่าน”

            เอ่อ…

            ฝ่าบาทและคนอื่นๆยกเว้นเสี่ยวจูมีสีหน้าตกใจอย่างที่สุด

            นี่นางจะเอาชีวิตของนางแลกกับการถอนพิษซิงเจียวอย่างนั้นหรือ

            “มิยินยอมเด็ดขาด” เสียงอันหนักแน่นของฝ่าบาทพลันเอ่ยขึ้น

            “มิยอม ก็ต้องยอม…ข้ามิอาจให้ท่านตายได้”ข้ามิอยากเผชิญความรู้สึกที่ต้องมองท่านค่อยๆหมดลมหายใจไปอีกแล้ว

            นางโผเข้ากอดฝ่าบาทอย่างแนบแน่น…อ้อมกอดนี้ข้าจะมิยอมเสียมันไปอีก

            องครักษ์ต่างค่อยๆถอยตัวออกไปจากตรงนั้นโดยที่ไม่ลืมหนีบเสี่ยวจูไปด้วย

            ที่แห่งนี้ยกให้เป็นของท่านทั้งสองคนแล้วกัน

     

            “ต้องเป็นข้าเท่านั้น ที่จะช่วยท่านได้ เฉิงอี้” นางสบตาเขาด้วยแววตาร้องขอ 

            แววตานี้ที่ฝ่าบาทพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงเขาค่อยๆโน้มลงประกบริมฝีปากของนาง

            ความโหยหาสายหนึ่งปรากฏขึ้นตามการเคลื่อนไหวขบเม้มริมฝีปากทั้งบนและล่างอย่างนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆเผยอเปิดทางเพื่อเข้าไปด้านในโพรงอันแสนหวาน เฟิงฮวาโอนอ่อนไปตามการกระทำของเขา มือของคนทั้งสองต่างโอบกอดกันอย่างลึกซึ้งจนกระทั่งถอนตัวออกมาเพื่อสบตากัน แววตาของฝ่าบาทเต็มไปด้วยความเร่าร้อนส่วนเฟิงฮวาเองก็แสดงอารมณ์เสน่หาอย่างยิ่ง

            “หรือว่าเจ้าจะสามารถถอนพิษได้ในตอนนี้เลย”

            “ต้องรอก่อน” นางตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ายวนไปให้

            แม้ว่าจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ฝ่าบาทก็ทำตามความประสงค์ของเฟิงฮวาเขาค่อยๆช้อนตัวนางขึ้นมา อุ้มกลับไปที่ห้องนอน

     

            ในความมืดมิดของค่ำคืนนี้

            บนเตียงนอนเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีโดยไร้อาภรณ์ฝ่าบาทค่อยๆไล้เลียนางตั้งแต่ซอกคอไปจนถึงเนินอก วนสลับไปมา จนเกิดความเสียวซ่านแผ่กำจายไปทั่วเรือนร่างของนางมือหนาของเขาค่อยๆบีบคลึงสองเต้ากลมจนเต่งตึงมากขึ้นก่อนจะตามด้วยการบดขยี้ด้วยปลายลิ้นเฟิงฮวามิอาจอดกลั้นได้อีกจึงหลุดครางเบาๆออกมาอย่างพอใจ ‘อื้ม อ๊า อ้า’

            เสียงหวานของนางทำให้ฝ่าบาทท่านนี้เกิดอารมณ์พลุ่งพล่านมากขึ้นไปอีกส่วนกลางของร่างกายขยายใหญ่แข็งอย่างเต็มที่จนปวดหนึบแต่กระนั้นเขาก็ทำได้แค่นำมาถูกับร่างกายของนาง

            ผละจากสองเต้าอวบอิ่มเขาค่อยๆจับต้นขาทั้งสองข้างของนางแยกออกจากกันเปิดเผยกลีบบุปผชาติเบ่งบานพร้อมความฉ่ำแฉะปลายลิ้นบรรจงดูดดื่มความหวานนั้นจนเหือดแห้งพร้อมกับละเลงยอดเต่งนูนเป็นเหตุให้เฟิงฮวาครางกระเส่าออกมาอย่างมิเป็นจังหวะจนช่วงล่างเกิดอาการเกร็งกระตุกตามมา

            แต่ฝ่าบาทยังมิหยุดแค่นั้นเขาผลักดันลิ้นอันอุ่นร้อนแทรกผ่านประตูเข้าไปด้านในความนุ่มลื่นนั้นช่างดียิ่งนัก ทำให้เฟิงฮวาสติหลุดลอยไปไกล ได้แต่เปล่งเสียงร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง

            เมื่อเขาสำรวจเข้าออกจนพอใจแล้วก็ค่อยๆถอนลิ้นออกมา

            ฝ่าบาทจับตัวเฟิงฮวาพลิกมาอยู่บนตัวเขาก่อนจะค่อยๆประคองใบหน้าอันบอบบางของนางไปยังแท่งหยกที่ชี้ตั้ง

            นางค่อยๆเข้าหาลำแท่งนั้นตามสัญชาตญาณโดยมิได้กระอักกระอ่วนบรรจงครอบปากดูดเลียแท่งนั้นอย่างสุขสม สลับขึ้นลงไปตามความกระหายในที่สุดลำแท่งอันนั้นก็ปลดปล่อยสายน้ำไหลหลากเต็มโพรงปากของนางซึ่งนางก็ดูดกลืนไปจนหมดมิให้หลงเหลือ

            เสร็จจากการกระทำนั้นคนทั้งสองก็ผล็อยหลับไป

            ในคืนต่อๆมาเหตุการณ์เร่าร้อนภายในห้องนอนก็ยังคงปรากฏขึ้นมิต่างจากเดิมนอกจากการลุกล้ำภายในกายเฟิงฮวาด้วยลำแท่งของบุรุษฝ่าบาทล้วนปฏิบัติสิ่งอื่นๆจนหมดสิ้นพวกเขาทั้งสองต่างคุ้นชินกับการสัมผัสเรือนกายของกันและกันยิ่งนักหลังจากสุขสมแล้ว ก็จะนอนกอดกันหลับไปในทุกๆคืน

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน