ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 191 แววตาแห่งความโลภ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 191  แววตาแห่งความโลภ



        หน่วยของคาลอสพยายามยันเหล่าสัตว์อสูรเอาไว้ที่เหลี่ยมเขา ความแข็งแกร่งของร่างกายทำให้พวกสัตว์อสูรสามารถทนการโจมตีจากมนุษย์ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ แม้พวกมันส่วนใหญ่จะมีระดับที่ต่ำกว่าก็ตาม


        แต่จุดเปลี่ยนก็คือหัวหน้าหน่วยนามว่าไคโฮ เขาเป็นถึงอีโวลระดับที่หนึ่ง แม้สัตว์อสูรจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ แต่ถึงจะแข็งแกร่งกว่าอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้เมื่อเจอเข้ากับระดับพลังที่สูงกว่ามาก


        เมื่อมีไคโฮคอยจัดระเบียบและช่วยโจมตี เหล่าทหารหาญก็สามารถปราบปรามสัตว์อสูรได้อยู่หมัด ไม่อยู่ในสภาวะชะงักงันอีกต่อไป


        หัวหน้าหน่วยวัยกลางคนพุ่งตัวไปทั่วทั้งสมรภูมิเหนือขุนเขา คอยสั่งการและช่วยเหลือเหล่าทหารในสังกัดของตนเองอยู่ตลอดเวลา สร้างเสริมความเป็นผู้นำของตนเองต่อหน้าทหารในหน่วยอย่างต่อเนื่อง


        แต่ดูเหมือนว่าจะมีอยู่หนึ่งจุดที่แทบไม่ต้องให้เขาเข้าไปช่วยเลย นั่นคือจุดที่มีคาลอสอยู่ในกลุ่ม


        ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งแกว่งอาวุธเข้าโจมตีศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ มันเป็นขวานด้ามสั้น ตัวขวานสีแดงส้มส่องสว่างกระจ่างใส แผ่พลังงานความร้อนอันรุนแรงเผาผลาญสัตว์อสูรจนปวดแสบปวดร้อน


        ทุกการโจมตีดูเบาสบาย แต่กลับสร้างความเสียหายให้กับหนังหนาๆ ของศัตรูได้เป็นอย่างมาก


        คมขวานสีแดงตัดผ่านส่วนสำคัญต่างๆ บนร่างของพวกมันราวกับมีดร้อนๆ เฉือนผ่านเนยแข็ง ควันไฟร้อนฉ่าพวยพุ่งออกมาจากทุกบาดแผลที่ชายหนุ่มฟาดฟันเข้าไป


        การเคลื่อนไหวของคาลอสลื่นไหลสวยงามที่สุดเท่าที่จะเห็นในสนามรบตรงหน้าแล้ว แทบไม่มีอาการติดขัดใดๆ และอัตราการสังหารศัตรูก็สูงเสียยิ่งกว่ารองหัวหน้าหน่วยที่เป็นอเวกระดับเก้าด้วยซ้ำ


        สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ไคโฮจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่ถูกส่งตัวเข้าหน่วยมาเป็นคนสุดท้ายด้วยความสนใจ 'ดูเหมือนเจ้าหนูนี่ใกล้จะก้าวข้ามไปสู่อเวกระดับที่เก้าแล้ว? ไหนจะอาวุธในมือนั่นอีก… เจ้าเด็กนี่น่าจะไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว'


        หัวหน้าหน่วยไคโฮแอบสังเกตการต่อสู้ของคนในหน่วยอยู่ตลอด ทหารในหน่วยคนอื่นๆ แทบจะไม่สามารถตัดผ่าร่างของสัตว์อสูรได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ต่อให้มีอาวุธในมือเหมือนกันก็ตาม


        แน่นอนว่าพละกำลังส่วนตัวก็มีผลด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างจนเห็นได้อย่างชัดเจนคงจะเป็นอาวุธในมือที่ประสิทธิภาพมากกว่าเป็นไหนๆ


        ไม่มีอาวุธใดเลยในสนามรบแห่งนี้ที่เทียบเคียงกับอาวุธในมือชายหนุ่มได้ มันต้องเป็นอาวุธวิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย!


        ไม่ใช่แค่ความแข็งแรงของอาวุธและวัสดุในการสร้างเท่านั้น แต่มันยังมีความสามารถพิเศษที่สามารถปล่อยพลังงานอันร้อนแรงออกมาระหว่างการต่อสู้


        ถ้าให้เทียบก็คงคล้ายกับพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากผู้ฝึกฝนพลังธาตุ มันช่วยสร้างความรุนแรงให้กับการต่อสู้ได้มาก เหมือนอย่างที่คาลอสทำในตอนนี้


        ยิ่งมองการต่อสู้ของคาลอส ไคโฮก็ยิ่งหลงใหล หลงใหลในคมอาวุธที่ทั้งแข็งแกร่งและร้อนเร่า


        หัวหน้าหน่วยวัยกลางคนรู้สึกว่าพลังของคมขวานดังกล่าวควรจะมีมากกว่านี้อีก แม้แต่ในมือของตัวตนระดับอีโวล มันก็ยังเป็นอาวุธที่ไม่เลวเลย


        ต้องรู้ว่าบนโลกมนุษย์ อาวุธที่ทานทนพลังของอีโวลได้แทบจะหาไม่มี ยิ่งอาวุธที่ทั้งทนทานและเสริมความสามารถพิเศษยิ่งหาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง ผู้ที่มีไว้ในครอบครองอาจจะเป็นขุมกำลังใหญ่อย่างรัฐบาลกลางเขต B ซึ่งพวกนั้นก็ไม่ได้มีจำนวนมากนัก อย่างมากที่สุดก็ไม่เกินสามชิ้น


        ไคโฮลองคิดเล่นๆ …อาวุธชิ้นนี้อยู่ในมืออเวกหนุ่มยังแสดงพลังได้ขนาดนี้ หากมันได้มาอยู่ในมืออีโวลอย่างเขา มันจะแสดงพลังอันน่าเกรงขามออกมาได้มากขนาดไหน?


        แววตาวาวโรจน์ที่แฝงไปด้วยความโลภเผยออกมาชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว


        คนที่มีอาวุธระดับนี้ได้ จะต้องมีเบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่นอน หากมีสมองตรึกตรองดูหน่อยก็คงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเก็บขึ้นมาได้จากพื้นดินหรอกกระมัง?


        เขาควรจะตรวจสอบประวัติของอีกฝ่ายให้ดี หรือไม่ก็ต้องอยู่ในเวลาที่เหมาะสมจริงๆ โดยเฉพาะในช่วงสงครามที่ชุลมุนวุ่นวายเช่นนี้ ช่วงเวลาดีๆ ที่จะได้มาซึ่งอาวุธชิ้นนั้นคงไม่ได้หายากจนเกินไป…


        การต่อสู้บนเทือกเขาดำเนินต่อไประยะหนึ่ง ในที่สุดสัตว์อสูรทั้งหมดก็ถูกหน่วยลับจากเขต B สังหารจนเกลี้ยง และไม่มีคนใดในหน่วยเลยที่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง อย่างมากที่สุดก็มีเพียงรอยถลอกเท่านั้น


        นี่เป็นเพราะทุกคนมีระดับพลังที่สูง การต่อสู้ก็เข้าขากัน มีระเบียบแบบแผน และสิ่งสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือความแข็งแกร่งของหัวหน้าหน่วยที่จัดการทุกอย่างได้อย่างอยู่หมัด แม้เขาจะไม่ได้เข้าไปต่อสู้อย่างจริงจังด้วยตัวเอง แต่ก็คอยดูแลสมาชิกในหน่วยทุกคนตลอด นั่นทำให้ไม่มีใครพลาดพลั้งได้รับบาดเจ็บเลยสักคน


        ...


        แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องไปทั่วดินแดน เลือดสาดกระจายเต็มผืนแผ่นดิน ตอนนี้การต่อสู้ที่ด้านล่างเทือกเขาสูงก็ยังไม่จบลง สัตว์อสูรจากดาร์กฮอไรซอนตายไปพอสมควร แต่กองทัพของเขต B นั้นสูญเสียไพร่พลไปมากมายยิ่งกว่า กองกำลังเสริมบางส่วนจากเมือง B-17 ที่เพิ่งตามมาถึง ก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์อันเลวร้ายไว้ได้


        บัดนี้กองกำลังมนุษย์จากดาร์กฮอไรซอนก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการรบแล้วด้วย แม้จะไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้อย่างรวดเร็วเพราะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวย แต่ก็ได้ทัพหน้าอย่างกองทัพสัตว์อสูรซื้อเวลาให้มากพอสมควร


        ขณะที่กองทัพจากเขต B เหมือนจะเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้ ทัพมนุษย์จากดาร์กฮอไรซอนก็เข้ามาทำลายสมดุลจนกองทัพเขต B ระส่ำระสายอีกครั้ง


        สถานการณ์ภาคพื้นดินไม่ค่อยดีนัก แต่ด้านบนเทือกเขาสูงกลับนิ่งเงียบ หน่วยของคาลอสสังหารสัตว์อสูรบริเวณโดยรอบไปจนหมด ทุกคนเหนื่อยล้ากันมาก ไคโฮจึงได้สั่งให้ทุกคนพักเหนื่อยกันก่อน ส่วนตัวของเขาจะสังเกตสถานการณ์ของการรบและหาจังหวะที่ดีที่สุดเพื่อจะทำตามภารกิจให้สำเร็จ


        นี่คือหน้าที่ของพวกเขา ในสถานการณ์ที่ฝ่ายของตนเสียเปรียบเช่นนี้ ก็คงมีแต่หน่วยลับอย่างพวกเขาเท่านั้นที่จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยให้กระแสการรบพลิกกลับมาได้


        บัดนี้พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นจนจะถึงกลางหัว กองทัพหลักเขต B ดูเหมือนจะยังไม่อาจมีเปรียบเหนือคู่ต่อสู้ และในตอนนั้นเองที่เสียงอันดุดันของหัวหน้าหน่วยวัยกลางคนดังขึ้น เรียกสติของนายทหารทุกคนให้ตื่นตัวจากการพักผ่อน


        “ทุกคนเตรียมพร้อม มารวมตัวตั้งแถวกันเดี๋ยวนี้!” ไคโฮตะโกนเรียกทุกคนที่กระจัดกระจายกันอยู่ก่อนจะพูดต่อไปว่า “เราจะทิ้งสัมภาระทั้งหมดไว้บนนี้ จะกลับมาเก็บมาอีกครั้งหลังจากภารกิจสำเร็จ!”


        คำพูดของไคโฮเหมือนกับให้กำลังใจสมาชิกในหน่วยทุกคน ให้ความหวังแก่ทุกคนว่าภารกิจในครั้งนี้จะต้องสำเร็จ และทุกคนจะรอดกลับมาได้โดยปลอดภัย


        พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ


        ร่างชายฉกรรจ์ที่มีพลังเต็มเปี่ยมกว่าสามสิบคนพุ่งตัวเข้ามารวมกันด้านหน้าของชายวัยกลางคนเคราดกดำ


        หัวหน้าหน่วยวัยกลางคนนัดแนะแผนการทุกอย่าง ก่อนจะนำพาทุกไต่ลงเขา ใช้ช่วงเวลาที่กองทัพด้านล่างยังคงชุลมุนอยู่ให้เป็นประโยชน์


        หน่วยที่คาลอสสังกัดเดินทางมุ่งหน้าตรงไปยังพื้นที่รกร้างก่อนจะอ้อมไปด้านข้างของกองทัพฝ่ายศัตรู ทุกอย่างราบรื่นจนน่าตกใจ นี่กองกำลังฝ่ายศัตรูไม่มีหน่วยเฝ้าระวังภัยเลยอย่างนั้นหรือ? ปล่อยให้กลุ่มคนกว่าสามสิบคนเดินทางเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัวได้อย่างไร


        ทีแรกหัวหน้าหน่วยไคโฮคิดว่าศัตรูจะสังเกตเห็นการมีอยู่ตนเองในเวลาไม่นานนัก และคงส่งคนมาสกัดกั้นพวกเขาเอาไว้ ภาพในหัวของสมาชิกในหน่วยทุกคนคือพวกเขาจะต้องทุลักทุเลอย่างแน่นอนกว่าจะเข้าใกล้ส่วนหลังของกองทัพศัตรูได้


        แต่นี่อะไรกัน พวกเขาอยู่ใกล้กองทัพของศัตรูมาก แต่พวกมันกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย แผนการที่ตระเตรียมกันมาก่อนหน้ากลับไม่ได้ใช้เลย


        แม้จะมีสมาชิกภายในหน่วยหลายคนที่ดีใจ แต่สำหรับหัวหน้าหน่วยและรองหัวหน้าหน่วยนั้นไม่ยินดีกับสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งคู่ขมวดคิ้ว สอดส่ายสายตามองไปรอบตัวขณะที่ฝีเท้าก็ยังพุ่งตรงไปเบื้องหน้าไม่หยุด


        ทางสะดวกราบรื่นมันก็ดี พวกเขาคงไม่อาจปฏิเสธสิ่งดีๆ เช่นนี้ได้ นั่นทำให้หัวหน้าหน่วยอย่างไคโฮไม่ได้สั่งให้หยุดหรือถอยกลับ


        แต่มันจะมีสิ่งดีๆ เช่นนั้นจริงหรือ? นี่เป็นสงครามที่แท้จริง เป็นการต่อสู้ห้ำหั่นกันระหว่างสองอาณาจักร อีกฝ่ายจะสะเพร่าขนาดที่ไม่ตรวจสอบสมรภูมิรบเลยหรือ? หรือพวกมันมั่นใจในตัวเองว่าสามารถปราบปรามกองทัพจากเขต B ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีทางที่จะมีศัตรูเล็ดลอดข้ามมาฝั่งนี้ได้?


        ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย กองทัพของกลุ่มคนที่สามารถยึดเขต C ได้ทั้งเขตภายในเวลาไม่กี่เดือน จะมีวิสัยทัศน์ที่แคบและประมาทเช่นนี้เลยหรือ? หรือว่านี่จะเป็นเพียงการลองสนามของใครบางคน?


        หน่วยทหารทั้งสามสิบคนพุ่งตัวอย่างรวดเร็วจนเกือบจะประชิดส่วนหลังของกองทัพศัตรูได้แล้ว สิ่งปลูกสร้างเอย กระโจมชั่วคราวเอย ตั้งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่เกินสามร้อยเมตร


        ตูม!


        ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะได้เข้าไปป่วนในดงศัตรู ร่างของสัตว์สี่ขาขนาดมหึมาก็พุ่งลงมาหยุดตรงหน้าของทุกคน ทำให้ทั้งหน่วยต้องหยุดชะงัก


        มันเป็นสัตว์อสูรสี่ขาสูงกว่าสามเมตร ขนทั่วร่างของมันเป็นสีขาว พลิ้วไหวไปกับกระแสลมที่เข้ามาปะทะ แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือรัศมีพลังที่มันแผ่ออกมา ดูป่าเถื่อนและน่าขนลุกอย่างยิ่ง แม้แต่ไคโฮที่เป็นอีโวลระดับหนึ่งยังอดเกร็งไปทั่วทั้งร่างไม่ได้


        พรึ่บ


        ฝุบ ฝุบ ฝุบ ฝุบ


        ร่างในชุดดำ จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นกลางอากาศ อยู่เยื้องสัตว์อสูรร่างยักษ์ไปไม่กี่ช่วงแขน มันหันมองท้องฟ้าด้านบนราวกับไม่ได้สนใจคนที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมด


        จากนั้นจึงตามมาด้วยร่างในเครื่องแบบทหารของดาร์กฮอไรซอนอีกหลายสิบคน มันพุ่งออกมาจากกระโจมพักผ่อนของพวกมัน ก่อนจะทิ้งร่างลงมาล้อมรอบกลุ่มทหารที่นำโดยไคโฮเอาไว้ตรงกลาง


        ไอพลังที่พวกมันแผ่ออกมา ไม่ได้น้อยไปกว่าอเวกระดับที่แปด และบางคนก็เป็นถึงอเวกระดับที่เก้า ส่วนชายชุดดำที่โผล่ออกมาเป็นคนแรก แม้จะไม่มีพลังงานผันผวนออกมารอบกาย แต่ทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่านี่ต้องไม่ใช่ตัวตนธรรมดา กลิ่นอายที่พิเศษเหนือมนุษย์ปุถุชนทำให้พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายน่าจะพัฒนาไปเป็นอีโวลแล้ว


        “จิ๊ๆๆ วันนี้ช่างน่าเบื่อจริงๆ ข้านึกว่าการเปิดศึกจะมีอะไรน่าสนใจมากกว่านี้เสียอีก แต่สุดท้ายกองทัพจากเขต B ก็มีแต่พวกอ่อนแอ ผู้นำก็งั้นๆ ไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด” ชายในชุดดำจ้องมองพระอาทิตย์เบื้องบน สีหน้าดูเหมือนจะเหนื่อยหน่ายใจไม่น้อย จู่ๆ มันก็โพล่งออกมาอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ


        “ตอนแรกที่ข้าเห็นว่าอีกฝ่ายส่งกองกำลังเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับกองทัพด้านหลัง ข้าก็ตื่นเต้นมากเลยล่ะนะ...แต่น่าเสียดายที่มันก็ยังคลายความเบื่อหน่ายให้ข้าไม่ค่อยได้”


        “ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนพระอาทิตย์ลอยขึ้นมาเหนือหัว รู้หรือไม่ว่ามีหน่วยทหารแบบพวกเจ้าบุกเข้ามาแล้วถึงสามครั้ง... และไม่มีใครรอดชีวิตกลับไปได้เลย” จังหวะนี้ชายในชุดดำจึงค่อยๆ หันหน้ามามองกลุ่มคนทั้งสามสิบสามที่ยืนอยู่ต่อหน้ามัน ก่อนจะพูดต่อไป


        “ข้าจึงคิดได้ว่า เอ... หรือข้าให้โอกาสพวกมันน้อยจนเกินไป? พวกมันแต่ละคนแทบจะสิ้นเรี่ยวหมดแรงกันหมดแล้วก่อนที่จะมาเจอข้า บางทีความสนุกน่ะ มันอาจจะมาจากการเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อก็เป็นได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงปล่อยให้พวกเจ้าเข้ามาถึงที่นี่ด้วยสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด”


        ชายในชุดดำจ้องมองกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาวาวโรจน์ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ดูน่าขนลุกออกมา

คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน