บทที่ 16 เธอผิดเอง
ท้ายที่สุดฉีอวี้ก็ยิ้มออกมาอย่างปกติ แต่คิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากันทันทีที่เอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้า
“ผมเพิ่งกลับมา แต่ก็ได้ยินคนรับใช้บอกว่าคุณจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอก จริงหรือเปล่า?”
“ค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนตอบรับเพียงอืมในลำคอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากเธอไม่ต้องเจอหน้าฉีส่าวฉิงใน่ตลอดหนึ่งเดือนก็อาจจะทำให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้น หลังจากนั้นเมื่อครบหนึ่งเดือนและจัดการเื่หย่าเสร็จสิ้นแล้ว
เธอจะได้เป็อิสระเสียที
“ในเมื่อคุณตัดสินใจจะย้ายออกไปแล้ว ผมก็สนับสนุนคุณ… แต่ผมขับรถมาพอดี ถ้าหากเก็บของเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณเอง”
ฉีอวี้ยิ้มอย่างอ่อนโยนและสุภาพให้กับหญิงสาวตรงหน้า
ถ้าหากไม่ใช่เพราะชุดเครื่องแบบที่เตือนให้นึกถึงสถานะของตน จึงยากที่จะจินตนาการได้ว่าชายที่ให้ความอบอุ่นตรงหน้าเป็บุคคลสำคัญที่กล้าหาญเป็อย่างมาก
ทว่าลู่จั่นเหยียนอยากจะปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่เมื่อสบตากับดวงตาที่จริงใจของเขา ทำให้ต้องกล้ำกลืนคำปฏิเสธที่ติดอยู่มุมปากและสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกไป
“งั้นก็ขอรบกวนคุณหน่อยแล้วกันนะคะ”
เมื่อหญิงสาวเก็บกระเป๋าและของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉีอวี้ก็ช่วยหิ้วลงไปจนได้พบกับชายชราที่รออยู่ อีกทั้งดวงตาของเขายังฉายแววแห่งความอาลัย แต่ก็ยังคงยิ้มและลูบมือของเธอ ก่อนจะกำชับว่า
“อยู่ข้างนอกคนเดียวต้องระวังความปลอดภัยให้ดี แล้วก็อย่าลืมคิดถึงปู่นะ”
“ค่ะ”
ลู่จั่นเหยียนพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอออกมา
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉีส่าวฉิงจะไม่เกี่ยวข้องกันแล้วในอนาคตข้างหน้า แต่เธอก็ยังคงนึกถึงความดีของคุณปู่ จึงพยายามกตัญญูต่อท่านให้มากที่สุด
หลังจากใส่กระเป๋าและสัมภาระต่าง ๆ เข้าไปท้ายรถที่สตาร์ตรออยู่แล้ว ลู่จั่นเหยียนยังแอบเหลือบมองไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว แต่กลับไม่เห็นร่างที่คุ้นเคยนั้นอยู่ดี
“ผมจะออกรถแล้วนะ”
เธอจึงรีบหันสายตากลับมาและพยักหน้าตอบรับเบา ๆ จนกระทั่งรถค่อย ๆ ออกตัวขับขึ้นสู่ถนนใหญ่ ฉีอวี้จึงเอ่ยขึ้นมาทันที
“ตอนที่กลับมาเมื่อกี้ ผมเห็นฉีส่าวฉิงขับรถออกไปและดูเหมือนว่าเขามีเื่ด่วนต้องไปจัดการ”
“จริงเหรอ? แต่คงไม่เกี่ยวกับฉันหรอก”
ลู่จั่นเหยียนชะงักมือค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม
ถ้าหากลองคิดถึงนิสัยของเขาแล้วก็คงไม่อยู่ส่งเธอหรอก
“ฟังเพลงกันสักหน่อยดีไหม? ผมว่า่นี้มีเพลงใหม่เพราะ ๆ ออกมาเยอะเลย”
ฉีอวี้พูดพลางกดเปิดเพลงทันที ทว่ามือที่กำพวงมาลัยกลับกำแน่นขึ้นอย่างไม่เป็ธรรมชาติ เพราะเมื่อครู่เจอส่าวฉิงจริง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนตามออกไป
เมื่อเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานดังขึ้นภายในรถที่กำลังแล่นอยู่บนท้องถนน แต่ลู่จั่นเหยียนกลับไม่รู้สึกสนุกสนานตามเสียงเพลงเ่าั้เลยสักนิด
ทางกลับกันเธอยิ่งรู้สึกอึดอัดมากกว่าราวกับว่ามีอะไรบางอย่างมัดหัวใจเอาไว้แน่น แม้ว่าจะดูหลุดพ้นออกมาได้แล้ว แต่กลับยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากกว่าเดิม
ในที่สุดรถก็จอดลงใต้ตึกอะพาร์ตเมนต์ที่เธอเช่าอยู่ภายในเวลายี่สิบนาทีต่อมา ลู่จั่นเหยียนปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วลงเดินไปที่ท้ายรถเพื่อหยิบกระเป๋าและสัมภาระต่าง ๆ แต่ฉีอวี้กลับตามมาช่วยไว้เสียก่อน
“มันดูหนักพอสมควรเลย เดี๋ยวผมช่วยยกขึ้นไปให้แล้วกันครับ”
“เอ่อ… งั้นก็ได้ค่ะ”
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่จึงขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน อันที่จริงลู่จั่นเหยียนก็ยังคิดว่าเขาคงจะวางกระเป๋าเอาไว้แล้วก็กลับไป แต่ไม่คาดคิดว่าฉีอวี้จะอยู่ช่วยเธอจัดห้องทั้งบ่าย
ทำให้ห้องที่เคยรกกลับถูกจัดให้เป็ระเบียบเรียบร้อย แม้แต่พื้นที่มีฝุ่นจับก็ถูกเช็ดจนสะอาดจนหมดจด
“การทำความสะอาดก็เป็ส่วนหนึ่งของการฝึกของพวกคุณด้วยเหรอคะ?”
เมื่อเธอมองดูทั้งห้องที่ถูกจัดใหม่ เธอจึงรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อยและพูดหยอกล้อฉีอวี้ที่กำลังมีเหงื่อท่วมตัว
“ทุกนาทีของทหารคือการฝึกครับ”
ฉีอวี้ก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและรับผ้าเช็ดหน้าที่เธอส่งให้มาซับเหงื่อที่หน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองรอบ ๆ และยิ้มอย่างพอใจกับผลงาน
“สำเร็จแล้ว”
“คุณช่วยฉันไว้ได้มากเลยค่ะ ถ้างั้นฉันจะขอเลี้ยงมื้อเย็นเพื่อเป็การตอบแทนนะคะ”
เพราะลู่จั่นเหยียนไม่ชอบเป็หนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะกับคนในตระกูลฉี
ฉีอวี้ก็ไม่ปฏิเสธเพราะเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ามีท่าทีจริงจัง ทั้งสองจึงล็อกประตูห้องแล้วลงลิฟต์ไปชั้นล่างทันที
“ผมเองก็ไม่รู้ว่าแถวนี้มีร้านไหนอร่อย ๆ บ้าง… ถ้าอย่างงั้นกินร้านไหนก็ได้ทั้งนั้นเลยครับ”
พวกเขาทั้งคู่เลือกร้านอาหารที่มีรถจอดอยู่หน้าร้านมากที่สุด แล้วเดินเข้าไปด้วยกันทันที
ลู่จั่นเหยียนนั่งลงในตำแหน่งที่ใกล้ประตูและหน้าต่าง ไม่นานนักพนักงานเสิร์ฟก็ยื่นเมนูให้พร้อมกับทักทายอย่างกระตือรือร้น
“ทั้งสองท่าน้าทานอะไรดีคะ?”
“ส่าวฉิงคะ พวกเราไม่ได้มากินร้านนี้นานแล้วนะ ฉันคิดถึงรสชาติอาหารของที่นี่ทุกวันตลอดสามปีที่ผ่านมาเลย”
จู่ ๆ ก็มีเสียงที่อ่อนหวานและไพเราะเอ่ยเรียกชื่อที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากประตูทางเข้าของร้าน ทำให้จั่นเหยียนที่กำลังก้มหน้าเลือกเมนูอยู่เงยหน้าขึ้นมามองทันทีราวกับเป็ปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ
แต่เมื่อมองไปทางประตูก็พบกับฉีส่าวฉิงที่เดินควงแขนเข้ามากับผู้หญิงคนหนึ่ง
ชุดเซ็ทสีเบจสไตล์ชาแนลที่ให้เห็นถึงลุคของความอ่อนหวานและสง่างาม ทว่ากลับโอบรัดรูปร่างที่เพรียวบาง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังเรียวขายาวสวยสะดุดตาเอาไว้ได้ แถมยังปล่อยผมยาวสลวยดูเซ็กซี่แบบไม่ได้ตั้งใจซึ่งสร้างเสน่ห์น่าค้นหาที่อธิบายไม่ถูกอย่างยิ่ง
อีกทั้งโครงหน้าที่สมบูรณ์แบบและริมฝีปากเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยก็สามารถทำให้ผู้คนหลงใหลได้ในความสง่างาม
แน่นอนว่าผู้หญิงที่มีใบหน้าโดดเด่นและบุคลิกภาพที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ ทำให้ลู่จั่นเหยียนถึงกลับเบิกตากว้างทันที
นี่มันเซี่ยงหว่าน!