หงโต้วไม่ได้ถูกขายแต่นางถูกย้ายตัวไปเป็บ่าวบ้านสกุลเจินของกงหยางฟูเหรินที่ภาคใต้และตอนนี้นางกำลังนั่งอยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งระหว่างเส้นทางกลับอี้หยาง
ต่อหน้าชายหนุ่มคนที่เคยวิ่งเข้ามากอดนางหญิงสาวค่อนข้างวางตัวไม่ถูก นางเป็บ่าวบ้านสกุลกงหยางมาเกือบสามเดือน ก่อนหน้าอาศัยอยู่กับท่านลุงท่านป้าที่เลี้ยงดูนางั้แ่เป็กำพร้าตอนนางได้รับาเ็เพราะไฟไหม้ยุ้งข้าว พวกเขาบอกเสียค่ารักษานางไปมากโข แต่ความทรงจำนางก็ไม่คืนมาท่านป้าเริ่มไม่แข็งแรง ลูกสาวก็ออกเรือนไปอยู่บ้านสามี เพื่อตอบแทนบุญคุณนางจึงยอมถูกขายเป็บ่าวเพื่อนำเงินไปไถ่ที่นาและเป็ค่ากินอยู่ของทั้งสอง่บั้นปลาย
ถึงตอนนี้ชีวิตนางกลับไม่เป็อย่างเคยรับรู้มาคุณชายสกุลฟู่บอกว่าแท้จริงแล้วนางชื่อหานถิงมี่ เกิดเื่ร้ายกับครอบครัวจนสูญเสียความทรงจำเขาออกตัวเป็สามีนาง สามารถบอกตำหนิแผลเป็บนร่างกายนางได้อย่างถูกต้อง นางจะไม่เชื่อเขาก็ไม่ได้การไปอยู่เมืองใต้ในฐานะบ่าวที่ถูกขับไล่ กับการกลับไปเมืองหลวงในฐานะภรรยาของคนผู้หนึ่งหากเื่เป็ความจริงดังนี้ นางก็ควรต้องเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว
การที่นางจดจำเขาไม่ได้ชายหนุ่มสามารถหมางเมินหญิงอัปลักษณ์เช่นนางอย่างไร้ข้อครหา ทว่าเขายังสู้อุตส่าห์ดั้นด้นมารับตัวกลับระหว่างนั่งอยู่บนรถม้า เขายังสัญญาจะตามหาความจริงและช่วยนางฟื้นความทรงจำนางนับถือน้ำใจเขายิ่ง
‘แต่นี้ไปคนนอกจะรู้จักเ้าในชื่อเฉียนมี่ถิงจากความหวาน เ้าจะกลายเป็ความลับ[1]’
ขณะพูดชายหนุ่มจับมือนางไว้แล้วขีดเขียนอักษรคำหนึ่งลงกลางฝ่ามือนาง ‘มี่เอ๋อร์...เ้าคือมี่เอ๋อร์ของข้า’
“นอนเร็วหน่อยก็ดีพรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางแต่เช้า” เสียงของชายหนุ่มมาพร้อมการแตะฝ่ามือลงบนไหล่ของหญิงสาว
เฉียนมี่ถิงหลุดจากภวังค์ความคิดนางมองไปยังม่านเตียงที่เขาดึงสายมัดออกแล้วด้านหนึ่ง
“นอนหรือ...”
นางเป็ภรรยาเขาแต่นั่นก็เป็เื่ก่อนเสียความทรงจำ แล้วคืนนี้จะต้องทำอย่างไร
“มาเถอะ”ฟู่เจียนจื่อจูงมือหญิงสาวซึ่งคราแรกขืนตัวเล็กน้อยก่อนจะลุกแล้วก้าวเท้าตามเขาไปที่เตียง
หลังจากได้ห้องพักเขาก็ให้ลู่เคอจัดการหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้นางเปลี่ยนชุดสีชมพูกลีบเหมยปักลายผีเสื้อกับต้นหญ้าอาจดูไม่คล้ายกับภาพทรงจำแต่หญิงสาวก็คือหานถิงมี่ที่เขาเฝ้าคิดถึง ความห้าวหาญของนางลดทอนกิริยาวาจาก็เนิบนาบ แม้ใบหน้าหรือร่างกายมีาแจากเื่เลวร้ายในอดีตแต่สิ่งพวกนี้ก็ไม่อาจลบเลือนความห่วงหาที่ก่อเกิด หากจะมีคนกล่าวว่าเขาโง่งมที่จริงจังกับความสัมพันธ์จอมปลอมก็ช่างปะไรเพราะนี่คือความสุขของเขา
“เ้านอนด้านในนะ”เขาบอก ขัดกับความ้าลึกๆ ของหญิงสาวที่อยากจะนอนด้านนอก
“ทำไมต้องด้านใน”
“เพราะหากมีภัยสามีจะต้องเป็ด่านหน้า”
“ก็ยังไม่เห็นใครจะมาทำร้ายพวกเรา”
“แล้วถ้าบอกว่าข้ากลัวเ้าจะหายตัวไปอีกเล่า”
เขาคิดว่านางจะหนีไปจากเขา...
“ข้าไม่หนีหรอกนะ”เฉียนมี่ถิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เริ่มหาเหตุผลว่าตนจะหนีจากเขาด้วยเหตุผลใดหนีแล้วจะไปอยู่แห่งหนไหน
เรียวนิ้วยาวยื่นมาคลึงหัวคิ้วนางอึ้งงันเล็กน้อย ยังไม่ชินกับการเข้ามาประชิดตัวบ่อยครั้งของชายหนุ่ม
“อย่ากลัวข้าเลยข้าก็แค่อยากให้มั่นใจว่าฟ้าท่านจะไม่แกล้งข้าที่พอลืมตาตื่นก็จะไม่มีเ้าอยู่ตรงนี้”
“คนทั้งคนไม่หายไปง่ายๆหรอกนะ” นางบอกตามซื่อ
“ไม่หายแน่ถ้าเ้ายอมนอนตรงนั้น และข้าก็นอนตรงนี้” เขาชี้เป็เชิงบอกให้นางขึ้นเตียงได้แล้ว
เหตุจากฐานะสามีภรรยาไม่อาจหลบเลี่ยงหญิงสาวจึงถอดรองเท้าแล้วก้าวขึ้นเตียง ฟู่เจียนจื่อเดินไปถอดเสื้อคลุม หลังจากปลดม่านเตียงก็ล้มตัวลงนอนข้างนาง
เ้าของร่างแบบบางขยับตัวเข้าไปชิดผนังชายหนุ่มหันไปสบตากับนางในความสลัวลาง ก่อนพลิกหันหลังให้
“คืนนี้ข้าคงจะฝันดีที่สุดในรอบหนึ่งปี”
คนนอนเคียงนิ่งอยู่อึดใจใหญ่แล้วบอกว่า “ส่วนข้าจะไม่ฝัน”
สำหรับนางแล้วความฝันล้วนมีแต่เื่น่ากลัว กองเพลิงลุกท่วม เสียงอาวุธและเสียงคนร้องโหยหวนตอนนี้นางถึงรู้ว่าฝันร้ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่สำคัญในอดีตแผลไฟไหม้บนร่างกายนางใช่เกิดจากไฟเผายุ้งข้าวธรรมดา
“อย่างนั้นก็ดี”
ฟู่เจียนจื่อนอนนิ่งๆจนมั่นใจว่านางคลายความกังวลบ้างแล้ว จึงปล่อยตนเองล่องลอยสู่ห้วงนิทรา
เฉียนมี่ถิงมองแผ่นหลังกว้างอุ่นใจ...คือความรู้สึกนางยามนี้
ก่อนล้มตัวลงนอนหญิงสาวหวั่นว่าเขาจะเข้ามาใกล้ชิดนางอย่างถือสิทธิ์ตื่นเช้ากลับเป็นางที่ลุกล้ำเขตแดนซุกหน้าอยู่ข้างอกเขาหนำซ้ำมือข้างหนึ่งยังกุมอยู่บนหลังมือใหญ่สิ่งที่นางได้รับยามแรกอรุณคือรอยยิ้มอบอุ่นของผู้เป็สามี
เรือนถงชิ่ง ห้องชั้นในเฉียนมี่ถิงนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง นางเห็นตัวเองในรูปลักษณ์ต่างจากเคยร่างกายััได้ถึงเนื้อผ้าเนียนลื่น สวมใส่สบาย เครื่องประดับชิ้นงามถูกปักลงบนเรือนผมที่เกล้าอย่างเรียบร้อย
“สีดอกจื่อเถิงเหมาะกับนายหญิงมากเลยเ้าค่ะ”วั่งเอ๋อร์ที่ช่วยจัดแต่งทรงผมให้หญิงสาวในขั้นตอนสุดท้ายกล่าวชม นายหญิงซึ่งนางเพิ่งรับหน้าที่ดูแลหมาดๆนี้ แม้ใบหน้าและแผ่นหลังมีตำหนิลดทอนความงดงามที่มีอยู่ไปมากแต่หลังขัดเนื้อตัวและสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ สีของชุดที่นางสวมใส่ช่วยขับผิวนวลน้ำผึ้งดูเปล่งประกายน่ามองนี่เป็หนึ่งในเสื้อผ้าหีบแรกที่คุณชายใหญ่สั่งให้ร้านตัดเย็บเลื่องชื่อในเมืองหลวงนำมาส่งหลังเขาพาภรรยาเดินทางมาถึงบ้านสกุลฟู่แค่ข้ามคืน
เฉียนมี่ถิงละสายตาจากหน้าคันฉ่องมองยังแขนเสื้อสีดอกจื่อเถิงที่วั่งเอ๋อร์กล่าวถึง จื่อเถิงที่นางเห็นยืนต้นละลานตาแถวหน้าวัดต้าหลงอี้กับจื่อเถิงบนเสื้อผ้าของนาง ไยมองแล้วไม่คล้ายสีเดียวกัน
‘บ่าวไร้ประโยชน์ ใช้ให้แยกสีไหมง่ายๆ ก็ทำไม่ได้’ หญิงสาวหวนถึงคำตำหนิของบ่าวาุโที่บ้านสกุลกงหยาง ก่อนสลัดความคิดรบกวนจิตใจเื่นางมองสีสันได้ต่างจากผู้อื่นทิ้งไปแล้วกล่าวรับคำชมของ วั่งเอ๋อร์ด้วยไมตรี
วันที่ ‘ผู้เป็สามี’ พานางมาถึงบ้านสกุลฟู่บุคคลกลุ่มแรกที่นางได้พบก็คือครอบครัวของเขาบิดาเขารับการคารวะจากนางด้วยถ้อยคำสั้นๆ ส่วนมารดาซึ่งมองแล้วอายุไม่มากเท่าไรหญิงสาวแย้มยิ้มทั้งสีหน้าและแววตา พร้อมลุกเข้ามาฉุดแขนนางขึ้นหลังจากนางโขกศีรษะคารวะท่านย่าซึ่งวางสีหน้าเรียบเฉยค่อนไปทางบึ้งตึงหากมิได้มีถ้อยคำเหยียดหยันใดๆ ดังหวั่นวิตกก่อนหน้า
[1] คำ มี่ ในชื่อของหานถิงมี่ เขียนด้วยอักษร 蜜 คำนี้แปลว่าหวาน ส่วนคำที่เจียนจื่อใช้ตั้งชื่อนางใหม่เขียนด้วยอักษร 密 (มาจาก秘密 มี่มี่) คำนี้แปลว่าความลับ