บทที่ 42 ระบบให้ข้าก้าวข้ามขีดจำกัด!
บรรดาผู้ที่หวังให้ฉู่ซิวเสียสละตนเอง บัดนี้สีหน้าของพวกเขาต่างก็ดูผิดปกติไปหมด บางคนถึงกับก้มหน้าลงด้วยความละอาย ไม่กล้าสบตาซูหรูเสวี่ย
ภาพเหล่านี้ ย่อมเป็นที่สะดุดตาของบรรดาเหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านนอก ณ ลานกล้างไท่ซู่แห่งนี้ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นในลานส่งตัว แต่ก็สามารถอ่านปากได้ รู้ได้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้
บ้างก็รู้สึกหลากหลาย บ้างก็เข้าใจการตัดสินใจของพวกเขา บ้างก็โกรธแค้น
“หรูเสวี่ย…” ผู้อาวุโสเฉินจากยอดเขาเต๋าอวิ๋นปิดปากตน มองไปยังภาพตรงหน้าพาเอาน้ำตาไหลริน นางใกล้วัยกลางคนแล้ว ดูอายุราวสี่สิบปี ได้ผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลา มีริ้วรอยที่หางตาทั้งสองข้างอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก แต่ว่า... เข้าไม่หวังให้พวกเจ้าเป็นอะไรไปนะ!”
“นี่แหละหนา หัวใจของผู้คน!”
ร่างของศิษย์ชั่วอย่างฉู่ซิว บัดนี้กลับดูอ้างว้างโดดเดี่ยว ราวกับถูกทั้งโลกทอดทิ้ง เหมือนกับตอนที่อยู่ในเมืองฉีซานเมื่อปีก่อน นึกถึงใบหน้าเล็ก ๆ ที่สกปรกเต็มไปด้วยคราบฝุ่น
เฉียวเหมิงเตี๋ยไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่หัวใจของนางกลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ศิษย์ชั่วผู้นั้นตายไปแล้ว! ข้าควรจะดีใจสิ! เหตุใดถึงรู้สึกเจ็บปวดในใจเช่นนี้ แววตาของไท่ซู่จื่อฉายแววผิดหวังเล็กน้อย ไม่ใช่ผิดหวังต่อฉู่ซิวแต่อย่างใด แต่ผิดหวังต่อกลุ่มศิษย์พวกนั้นมากกว่า
ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้ แดนศักดิ์สิทธิ์ปฏิบัติต่อศิษย์อย่างละเลยมากเกินไป จนทำให้พวกเขาสูญเสียความกล้าหาญที่ผู้บำเพ็ญมนุษย์พึงมี
นางครุ่นคิดในใจ
“ฮ่า ๆ เขาต้องตายแน่ ๆ” เซียวอี้เฟิงส่งเสียงมา เจียนหลิงอวิ๋นพยักหน้ายิ้ม “ไม่ตาย ก็ต้องถูกบีบให้ตาย... อยากเห็นสีหน้าไอ้ขยะฉู่ในยามนี้จริง ๆ”
“ใจคนเป็นแบบนี้เองสินะ!” ฉู่เซียวหรานพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“พวกขี้ขลาด!!” ใบหน้างามของเถาเหยาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง นางสบถด้วยความแค้นใจ อยากจะบุกเข้าไปในแดนลับหวงเหยาทันที เพื่อฆ่าพวกขี้ขลาดเหล่านั้นให้หมด
“ศิษย์น้องซู คนเดือดร้องอย่าศิษย์พี่ฉู่ซิวยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเลย เจ้าก็รีบยื่นมือออกมาช่วยเหลือ เช่นนี้เห็นทีจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ!”
“เจ้า!!!” ซูหรูเสวี่ยโกรธจนใบหน้างามแดงก่ำ สายตาเย็นชา กวาดตามองใบหน้าของทุกคน พวกเขาสัมผัสได้ถึงสายตาของนางจึงก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าสบตา สภาพอันน่าอับอายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ในเวลานี้
ภาพเหล่านั้นทำให้โม่ชาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าอีกห้าสิบลมหายใจ หากเขายังไม่ออกมา พวกข้าจะบุกเข้าไป” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝูงชนก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในทันที ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ไม่นะ ข้าไม่อยากตาย…”
“ใครก็ได้ช่วยพวกข้าด้วย…”
“ข้าไม่อยากตายนะ…”
“ศิษย์พี่ฉู่ซิวช่วยพวกข้าด้วย! ท่านเป็นศิษย์สายตรง ท่านจะใจร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หัวหน้าใหญ่ของเผ่ามารนั่นพูดแล้วว่าหากท่านออกไป เขาจะไม่ทำร้ายพวกเรา”
เสียงอันน่ารังเกียจนั่นยังคงดังขึ้น ฟังแล้วช่างน่าสะเทือนใจยิ่งนัก
“ความกล้าหาญของพวกเจ้าอยู่ที่ใดกัน?” ซูหรูเสวี่ยมองด้วยสายตาผิดหวังเต็มที่
ในยามนี้เอง นางก็รู้สึกว่ามีคนตบไหล่จากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็ปรากฎภาพใบหน้าที่งดงามราวกับหยกและหล่อเหลาจนเกินจะบรรยาย รวมถึงรอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงตะวันของเขา
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว…” ซูหรูเสวี่ยตาแดงก่ำ
“ขอบคุณเจ้ามากนะ ศิษย์น้องซู” ริมฝีปากได้รูปของฉู่ซิวเม้มแน่น ดวงตาลึกล้ำใสกระจ่าง ไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เขาเงยหน้ามองคนอื่น ๆ ก่อนจะใช้วิชาลับเคลื่อนกาย จนลวดลายปรากฏทั่วพื้นใต้เท้า ทิ้งภาพเงาไว้ ณ ที่เดิม เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงด้านหลังของกลุ่มคน คว้าไหล่ของชายหนุ่มผิวขาวไร้หนวด ใบหน้าดูอึมครึมคนหนึ่ง
“เจ้าจะทำอะไร!”
“นั่นมันหลี่หมิงงั้นรึ?” เสียงตะโกนตกใจดังขึ้นจากฝูงชน หลี่หมิงในขอบเขตเสินเฉียวระดับห้าในยามนี้กลับถูกฉู่ซิวคว้าไว้ในมืออย่างง่ายดายราวกับลูกไก่
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว ท่านจะทำอะไร!” เขาตกใจกับพลังอันมหาศาลของฉู่ซิวที่มากมายราวกับภูเขา ทำให้ผู้คนไม่อาจสั่นคลอน น่าหวาดกลัวยิ่งนัก ทุกคนต่างมองดูเหตุการณ์นี้ โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ฉู่ซิว มองตรงเข้าไปในดวงตาของเขาพลางกล่าวเบา ๆ “ในเมื่อเจ้ามีความกล้าหาญเช่นนี้ งั้นก็ออกไปสู้กับข้าเถอะ!”
“เสียสละพวกเรา เพื่อช่วยทุกคน! การค้าขายเช่นนี้ย่อมไม่ขาดทุนเป็นแน่” เมื่อได้ยินดังนั้น รูม่านตาของหลี่หมิงก็หดเกร็งในทันที
ใบหน้าของเขาซีดเผือด “ศิษย์พี่ฉู่ซิว ท่านเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า? ข้าไม่ได้”
ฉู่ซิวไม่ตอบสิ่งใด เพียงแค่ตัดบทและลากหลี่หมิงให้เดินตามไปอย่างช้า ๆ ตรงไปยังไปยังม่านแสงของค่ายกลโดยที่มีหลี่หมิงดิ้นรนไม่หยุดปากก็ร้องขอชีวิต
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว อย่าทำเช่นนี้เลย!! ท่านกำลังทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักนะขอรับ”
“ไม่นะ! ศิษย์พี่ฉู! ไม่เอานะ!! ข้าผิดแล้ว ข้าผิดจริง ๆ ข้าไม่ควรพูดแบบนั้น” เมื่อฟังเสียงร้องโหยหวนของเขา ทุกคนมองหน้ากันและเข้าใจในที่สุด คนที่ยุแหย่พวกเขาก่อนหน้านี้ก็คือหลี่หมิง
“ช่วยด้วย! ทุกคนช่วยข้าด้วย!”
“ศิษย์พี่หยาง ฉู่ซิวจะฆ่าข้า!! ท่านช่วยข้าด้วย!” ใบหน้าอมทุกข์ของหลี่หมิง ในเวลานี้มีน้ำมูกน้ำตาไหลนอง ตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม ดูแล้วอัปลักษณ์อย่างที่สุด
ในกลุ่มคน ศิษย์พี่หยางของเขา เพียงผ่านเขาเพียงแค่แวบเดียว จากนั้นก็ก้มหน้าลงไม่มีท่าทีอะไร และคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
ขอเพียงฉู่ซิวยินดีที่จะออกจากกลุ่ม การเสียสละหลี่หมิงไปอีกคนจะไปทำให้พวกเขาเดือดร้อนได้อย่างไร
“ศิษย์พี่ฉู่ ท่านอย่าออกไปเลย” ซูหรูเสวี่ยร้องด้วยความตกใจ น้ำตาไหลออกมาจากดวงตา
“ศิษย์น้องซู” เย่ฝานอยากจะจับมือนาง แต่กลับถูกซูหรูเสวี่ยสะบัดออกไปในทันที นางมองไปที่เย่ฝานด้วยสายตาเย็นชาและน้ำเสียงเย็นเยียบ “ศิษย์พี่ฉู่ซิวกับเจ้าไม่ใช่เพื่อนกันหรอกหรือ?”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ช่วยเขาพูด หรือว่าเจ้าก็อยากให้เขาไปตายด้วยอีกคน” สีหน้าของเย่ฝานแข็งค้าง ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกอึดอัดจนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี แต่เขาก็ยังคงขวางนางไว้ ไม่ยอมให้นางพุ่งเข้าไปตายพร้อมกับฉู่ซิว
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว” เถาอวี้ลุกขึ้นนั่งจากพื้น มองไปยังเงาหลังของฉู่ซิว น้ำตาไหลพรากอย่างอดกลั้นไม่ได้
ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกค่ายกลที่มีเผ่ามารห้องล้อมกันอยู่ แต่สายตาทั้งหมดต่างก็จับจ้องไปที่ฉู่ซิวเพียงคนเดียว
“นี่คือทางเลือกของเจ้าหรือ?” เฉียวเหมิงเตี๋ยใบหน้าซีดเผือด
“เฮ้อ!” ไท่ซู่จื่อถอนหายใจเบา ๆ เตรียมตัวที่จะช่วยฉู่ซิว
“เจ้าผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นี้ไม่เลวเลยนี่ เจ้ากล้ากว่าคนอื่น ๆ ทั้งหมดเลยสินะ” โม่ชาจ้องมองไปที่ฉู่ซิวด้วยดวงตาสีแดงฉาน
“ข้าไม่ได้รับรู้ถึงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย”
ฉู่ซิวยืนอยู่ในแสงสว่าง ด้านนอกคือโม่ชาและเผ่ามารอีกหนึ่ง อยู่ห่างกันไม่ถึงสามจั้ง คนหนึ่งสูง อีกคนหนึ่งเตี้ย จ้องมองกันและกัน
“ศิษย์พี่…” หลี่หมิงยังคงอ้าปากขออภัยฉู่ซิวที่ไร้อารมณ์ โยนเขาออกจากค่ายกลอย่างง่ายดาย เสือขาวของโม่ชาคำรามและกระโจนเข้าใส่ เสียงร้องโหยหวนของหลี่หมิงดังก้องไปจนถึงชั้นฟ้า...
ในไม่ช้าก็ถูกเสือขาวฉีกเป็นชิ้น ๆ เลือด กระดูก และอวัยวะภายในกระจัดกระจายเต็มพื้น กลิ่นคาวเลือดไหลทะลักเข้ามาทางช่องโหว่ของค่ายกล เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก พลางถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
“เจ้ามนุษย์ สรุปว่าเจ้าจะออกมาหรือไม่?” โม่ชาถามด้วยรอยยิ้มเหี้ยมโหดพลางก้มหน้ามองฉู่ซิว
ฉู่ซิวไม่ตอบ เขาหยิบกล่องหยกออกมาจากถุงเก็บของ ก่อนจะปลดผนึกและเปิดฝา ในทันใดนั้นเองแสงเจิดจ้าระยิบระยับ กลิ่นหอมโชยไปไกลหลายลี้ แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกเหมือนจะลอยขึ้นไปบนสวรรค์
ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แน่นอนว่าในหล่องหยกนั้นต้องเป็นสมบัติแห่งสวรรค์และโลกที่ล้ำค่าหายากอย่างแน่นอน สายตานับแสนคู่จ้องมองกล่องหยกในมือของฉู่ซิว ราวกับอยากจะวิ่งเข้าไปแย่งชิงมากินเสียให้ได้
“ผลหล่อวิญญาณ” ประกายตะกละวาบขึ้นในดวงตาของโม่ชา
“สุกได้ที่แล้วหรือนี่!”
“เจ้าคิดจะมอบมันให้ข้า! แล้วให้ข้าไว้ชีวิตเจ้างั้นหรือ!” ฉู่ซิวหัวเราะเยาะ ก่อนจะหยิบผลหล่อวิญญาณออกมา จากนั้นภายใต้สายตาเฝ้ามองของผู้คน เขาก็ยกมือขึ้นนำผลหล่อวิญญาณกัดกินลงไปอย่างรวดเร็ว ก้าวเท้าอย่างมั่นคง ลักษณะท่าทางสง่างาม รุดหน้าออกจากม่านแสงโดยเร็ว โบกมือเบา ๆ หินวิญญาณนับหมื่นก้อนก็กองเป็นภูเขาเล็ก ๆ ตรงหน้า
“ระบบให้ข้าก้าวข้ามขีดจำกัด!!”