กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 56 หนุนตัก

            เจียเจียยืนท้าวเอว มองศิษย์สตรีของตระกูลหวงฝึกวรยุทธ 

            นางพยายามทุ่มเทจิตใจกับการทำงาน เพื่อมิให้ฟุ้งซ่านมากเกินไป

            ประมุขหวงมอบอำนาจในการดูแลการฝึกให้นางอย่างเต็มที่

            เมื่อต้องลงมือเอง เจียเจียพบว่าการฝึกคนจำนวนมากนั้นยากกว่าที่คิด

            ที่ผ่านมานางเห็นบิดาและศิษย์พี่เดินไปมาคอยดูเหล่าศิษย์ตระกูลหวงทั้งวัน เข้าใจว่าการฝึกวิชาก็เพียงเท่านี้ แต่เมื่อนางมาอยู่ใกล้ชิด ก็พบว่าศิษย์หญิงแต่ละคนมีพื้นฐานและความแข็งแรงต่างกัน สภาพจิตใจก็ไม่เหมือนกัน หากชี้แนะด้วยแนวทางเดียวกัน ผลที่ได้อาจต่างกันมากมาย 

            ผู้ที่ด้อยเพลงยุทธต้องเน้นให้ฝึกกระบวนท่า

            ผู้ที่ด้อยกำลังภายใน ต้องฝึกเดินลมปราณ

            ผู้ที่จิตใจอ่อนแอต้องคอยปลอบโยน

            ผู้ที่ทะเยอทะยานเกินกำลัง ต้องคอยฉุดรั้ง

            บัดนี้เจียเจียประหลาดใจว่า บิดาและศิษย์พี่ควบคุมการฝึกศิษย์ห้าพันคนได้อย่างไร และตระหนักแล้วว่าเป็นงานหนักกินแรงขนาดไหน

            “อาจารย์หญิงมีสิ่งใดสอนสั่งเพิ่มเติม”

            ศิษย์สตรีซึ่งเจียเจียแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยคนหนึ่งเข้ามาถาม

            เจียเจียมองไปยังเหล่าศิษย์สตรีซึ่งตอนนี้เพิ่มจำนวนจนมีราวสามร้อยคน

            “เที่ยงวันแล้ว พวกท่านพักก่อนเถิด”

            “ขอบคุณอาจารย์หญิง”

            เจียเจียยังไม่คุ้นกับคำเรียกนี้เท่าใด แต่ศิษย์หญิงที่นางสอนไม่ยอมเรียกเป็นอย่างอื่น

            “การฝึกเป็นอย่างไรบ้าง”

            หวงฮูหยินถามบุตรีที่โต๊ะอาหาร

            “ไม่ง่ายเลยท่านแม่ ยิ่งเวลาผ่านไปศิษย์แต่ละคนยิ่งมีฝีมือต่างกัน”

            “แล้วมีปัญหาใด”

            “ลูกอยากให้พวกนางเก่งเหมือนกัน”

             “จะเป็นไปได้อย่างไร”

            “ลูกเห็นพวกศิษย์บุรุษมีวรยุทธเหลื่อมล้ำ เข้าใจว่าเป็นเพราะผู้ฝึกไม่มีเวลาให้ แต่นี่ลูกทุ่มเทให้ทุกคนพอ ๆ กัน  แต่ผลที่ได้ก็ยังต่างกัน ทั้งเมื่อมองภาพรวมคล้ายพัฒนาได้ช้าลง”

            “คนเรามีสภาพร่างกายจิตใจและความถนัดต่างกัน เจ้าพยายามบังคับให้ทุกคนเก่งเท่ากันย่อมเป็นการฝืนธรรมชาติ เหตุใดไม่ลองเปลี่ยนเป้าหมายเป็นให้ทุกคนพัฒนาจนถึงขีดจำกัดของตนเอง”

            เจียเจียกอดแขนมารดา 

            “ท่านแม่ดียิ่ง ลูกสงสารที่ศิษย์สตรีบางคนไม่อาจตามการฝึกได้ทัน แต่แท้จริงนี่มิใช่เรื่องใหญ่ ขอเพียงแต่ละคนก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ก็นับว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้น”

            “เจ้าเองก็พักผ่อนบ้าง อย่าหักโหมจนเสียสุขภาพ”

            อารามเจี่ยนยี่

            เจ้าอารามเจ้าหวังจี่นั่งสมาธิตามกิจวัตรปกติ สถานที่ห่างไกลในขุนเขาเช่นนี้ แต่ละวันไม่มีสิ่งแปลกใหม่ 

            เหตุการณ์ที่ช่วยเหลือเหมยฮวา นับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในรอบหลายปี

            ปู้เบ่ยพ่านนักพรตหญิงเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ 

            ในมือนางมีจดหมายฉบับหนึ่ง

            “เส้าหลินส่งหนังสือมาให้”

            เจ้าหวังจี่รับมาโดยไม่มีพิธีรีตอง เมื่อเปิดอ่านแล้วก็ส่งให้ปู้เบ่ยพ่านดู

            “ถึงเวลาไปเมืองหลวงแล้ว”

            เจ้าหวังจี่กล่าวด้วยแววตาเหม่อลอยอยู่บ้าง

            เป่าไฉนั่งอยู่ในกระโจมสำหรับขุนนางผู้ใหญ่ กว้างขวางกว่ากระโจมของเสี้ยวอู่หมิงราวสองเท่า

            เจิงเจิ้งจิงเข้ามาพร้อมทหารรับใช้ยกชาร้อนมาป้านหนึ่ง

            เป่าไฉรินชาร้อนเทใส่ปากในคราวเดียว

            กลิ่นชาหอมตลบอบอวน

            “สถานการณ์เป็นอย่างไร”

            “มียอดฝีมือแฝงตัวตามกองทัพมา ลักษณะเป็นพวกใช้พิษ”

            “หน่วยองครักษ์รับมือได้หรือไม่”

            “สำหรับเชื้อพระวงศ์ไม่น่าห่วง แต่พวกเราต้องระวังตัว เวรยามฝั่งขุนนางไม่เข้มแข็งเท่าใด”

            ทั้งนี้ ควรทราบว่าการตั้งกระโจมในทัพหลวง มีการวางผังให้กระโจมของเหล่าเชื้อพระวงศ์อยู่ตรงกลาง แวดล้อมด้วยกระโจมขุนนางผู้ใหญ่ จากนั้นจึงเป็นกระโจมของขุนนางสำคัญลดหลั่นกันตามลำดับ และมีกระโจมของทหารอยู่ชั้นนอก เวรยามด้านในสุดย่อมหนาแน่นและเต็มไปด้วยกองกำลังอารักขาที่มีฝีมือกล้าแข็ง ทั้งมียอดฝีมือที่อยู่ใกล้ชิดพระจักพรรดินีซึ่งแม้แต่เป่าไฉก็ยังมิอาจทราบว่าเป็นผู้ใด

            ทหารยามเข้ามารายงาน

            “เฟิงตงเปียนขอพบท่านเจ้ากรม”

            “เข้ามา”

            เฟิงตงเปียนเปิดกระโจมพอพบเจิงเจิ้งจิงอยู่ด้วยก็ยินดี

            “เรียนท่านเจ้ากรม เหมยฮวาที่มาแจ้งข่าวพักอยู่กับเสี้ยวอู่หมิงที่หน่วยเก็บฟืน บริเวณใจกลางทัพถูกกำชับให้ระวังงูและสัตว์มีพิษเป็นพิเศษ”

            “เราจับตัวเหมยฮวาผู้นี้ไว้ได้หรือไม่”

            “ท่านกงกงประเมินว่านางอาจยอมตายโดยไม่บอกสิ่งใดแก่พวกเรา ทั้งเรื่องนี้มอบหมายให้เสี้ยวอู่หมิงจัดการ”

            “ถึงอย่างไรก็ต้องจับตานางไว้ การมีคนแปลกหน้าอยู่ในกองทัพเป็นเรื่องอันตราย”

            “ผู้น้อยจะระมัดระวัง”

            เสี้ยวอู่หมิงลืมตาตื่นพบว่าศีรษะนอนหนุนตักนุ่มนิ่ม

            เหมยฮวานั่งหลับตา คล้ายหลับใหล

            ด้านนอกยังคงมืดมิด

            ไม่ทราบว่านางต้องนั่งอย่างนี้มานานเท่าใด

            เสี้ยวอู่หมิงทำท่าขยับตัว

            เหมยฮวาลืมตาขึ้น

            “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

            มันสบตานาง 

            “สบายยิ่งนัก นี่คงเป็นหมอนที่นุ่มที่สุดในโลก”

            เหมยฮวาทำตาขุ่น แต่ก็ไม่ขยับตัวหรือผลักมันออก

            เสี้ยวอู่หมิงนอนอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดใจลุกขึ้น

            “ข้าฯหมดสติไปนานเท่าใด”

            “ราวสองชั่วยาม”

            สองชั่วยาม หากได้หนุนตักนางนานเช่นนี้ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่

            “อาการของท่านคล้ายธาตุไฟเข้าแทรก ต้องระวังให้มาก”

            แม้นางพยายามพูดด้วยนำเสียงธรรมดาที่สุด แต่เสี้ยวอู่หมิงยังจับกระแสความห่วงใยได้

            “หากล้มลงแล้วมีตักท่านหนุนนอน คิดว่าคงทานทนได้”

            เหมยฮวาขยับร่าง แต่นางนั่งอยู่ในท่าเดิมนานจนขาเป็นเหน็บชา ต้องใช้มือยันไหล่ของเสี้ยวอู่หมิงจึงลุกขึ้นเดินไปที่เตียงของนาง

            นางนั่งลงนวดต้นขาของตน

            เสี้ยวอู่หมิงแอบกลืนน้ำลาย ระงับความคิดจะเข้าไปช่วยนวดไว้

            ความทรงจำเรื่องของนางกลับมาทั้งหมดแล้ว

            รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากอย่างไม่อาจควบคุม

            “ท่านยิ้มอันใด”

            เสี้ยวอู่หมิงรีบดึงกล้ามเนื้อใบหน้าสุดฤทธิ์

            “มิมีใด พี่สาวเมื่อยขบ ผู้น้องจะช่วยอย่างไรได้บ้าง”

            ประโยคนี้ทำให้เหมยฮวาแน่ใจว่าเสี้ยวอู่หมิงจำนางได้แล้ว

            นางข่มความยินดีไว้ภายใน

            เมื่อไม่มีหวงซิ่นมายืนคอตก ในสวนดอกไม้ตระกูลหวงจึงมักมีแต่หลวงจีนอู่เหลา

            แม้การมาของเส้าหลินมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันต่อสู้กับพรรคปราบมังกร แต่ขณะนี้กลับไม่มีเรื่องราวใด

            ศิษย์แต่ละสำนักต่างอยู่ในบริเวณของตน มิค่อยสุงสิงกัน

            หลวงจีนอู่เหลาเริ่มสังเกตพบว่าแต่ละสำนักมีช่องว่างระหว่างกัน

            เส้าหลินเดินทางมาถึงเป็นอันดับแรก ทั้งได้รับความนับถืออย่างสูง จึงได้พักอยู่ในบริเวณเดียวกับหมู่ตึกพิทักษ์ธรรม 

            ส่วนคนของสำนักอื่น ประมุขหวงจัดให้อยู่ในอาคารกระจายตัวออกไป

            นี่ก็ชอบด้วยเหตุผล เพราะหากทุกสำนักมาอยู่รวมกันที่หมู่ตึกพิทักษ์ธรรม คงแออัดน่าดู

            แต่การนี้จะทำให้มีผู้ไม่พอใจหรือไม่

            เล่อเซี่ยวนั่งอยู่ในห้องที่จัดไว้เป็นพิเศษสำหรับเจ้าสำนัก

            การเดินทางมาครั้งก่อนทำให้กังวลใจ

            ตระกูลหวงใหญ่โตขึ้นมีศิษย์มากที่สุดในแผ่นดิน พื้นที่กว้างขวาง อาคารสถานที่ได้รับการดูแลอย่างดี

            สำนักเมฆาคำรนของมัน แม้นับว่ามีหน้าตา แต่ก็มีศิษย์ราวหนึ่งพันคนเท่านั้น ด้านกำลังจึงด้วยกว่าตระกูลหวงถึงห้าเท่า

            หลังการศึกสี่สิบปีก่อน ตระกูลหวงสูญเสียรองเจ้าสำนักและศิษย์นับร้อย ทั้งทรัพย์สินเงินทองของตระกูลอีกกึ่งหนึ่ง เล่อเซี่ยวคาดว่าสำนักนี้คงเสื่อมโทรมลง มิคาดสี่สิบปีให้หลัง กลับเป็นสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

            ต้องยอมรับฝีมือการดูแลสำนักของหวงเจียงเฉียงไม่ธรรมดา

            แต่ฝ่ามือสยบเมฆาของเล่อเซี่ยวมิเคยพ่ายแพ้ผู้ใด

            ศิษย์ในสำนักแม้มีจำนวนไม่มากเท่าตระกูลหวง แต่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด เมื่อเข้าสังกัดแล้วยังต้องผ่านการฝึกอันหนักหน่วง ผู้ใดที่ทนไม่ได้ หากไม่เจ็บป่วยล้มตาย ก็ต้องออกจากสำนักไป ทั้งไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อศิษย์สำนักเมฆาคำรนอีก

            นี่ทำให้เล่อเชี่ยวมั่นใจว่าหากเป็นด้านวรยุทธ สำนักเมฆาคำรนไม่ด้อยกว่าสำนักอื่น เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสแสดงฝีมือเท่านั้น

            สี่สิบปีก่อน หากประมุขหวงไม่แย่งชิงความโดดเด่น ตอนนี้เล่อเซี่ยวน่าจะมีชื่อเสียงกว่านี้ ได้รับยกย่องกว่านี้

            "ขออนุญาตกราบเข้าพบท่านเจ้าสำนัก”

            “เข้ามา”

            ศิษย์ผู้หนึ่งเดินมาคุกเข่าในห้อง

            “สายข่าวของเราแจ้งว่ายังไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติในลั่วหยาง แต่ก่อนพวกเรามาถึง มีคนกลุ่มหนึ่งบุกมาที่ตระกูลหวงจริง”

            “ดี ให้พวกมันหาข่าวต่อไป”

            “รับบัญชาท่านประมุข”

            เย็นนั้นประมุขหวงเชิญเจ้าสำนักทุกท่านทานอาหารค่ำร่วมกันที่ตึกใหญ่

            แม้จะมาอยู่ร่วมกัน แต่ปกติคนระดับประมุขพรรคมักมิค่อยพบปะสุงสิงกัน หากต้องการหารือประมุขหวงจึงต้องเชื้อเชิญเป็นพิเศษ

            หวงฮูหยินลงมือเข้าครัวทำปลิงทะเลเคี่ยวต้นหอม ซุปปู เป็ดย่าง ผัดผักเจและเกี๊ยวซ่าเจ ทั้งเครืองเคียงของกินเล่นหลายอย่าง

            เมื่อไต้ซือฟางเว่ยร่วมโต๊ะด้วย ทั้งหมดจึงไม่ดื่มสุรา

            “อาหารฝีมือฮูหยินโอชะยิ่ง หากอยู่ที่นี่ไปนาน ๆ คงอ้วนท้วนสมบูรณ์เป็นแน่แท้”

            เล่อเซี่ยวเอ่ยชม แต่มีความหมายเป็นนัยว่ามาอยู่ที่นี่ไม่มีสิ่งใดกระทำ ได้แต่รับประทานอาหาร

            “ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก ข้าฯเป็นสตรีด้อยฝีมือ ที่พอทำได้คงดูแลอาหารการกินความเป็นอยู่ หวังให้พวกเรามีเรี่ยวแรงรับมือศัตรู”

            เล่อเชี่ยวคิด เท่าที่ทราบหวงฮูหยินมิได้อ่อนแอ ดัชนีของนางมิใช่แนวทางของภาคกลาง ยากจะรับมือ

            นักพรตเจิ้งชวาฉู่เจ้าสำนักบู๊ตึ้งเกรงจะเสียบรรยากาศ จึงเอ่ยถามแผนการและข้อมูลของพรรคปราบมังกรเพิ่มเติม

            “หลังจากบุกมาครั้งก่อนพวกมันก็เงียบหายไป ข้าฯส่งศิษย์นับร้อยออกหาข่าวก็ไม่พบ ทั้งไม่ปรากฏกลุ่มคนแปลกหน้าออกจากลั่วหยาง ความนี้ต้องขบคิดกัน”

            “หรือพวกมันปลอมแปลงตัวอยู่ภายในเมือง”

            เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่ตั้งข้อสังเกต 

            “สำหรับผู้อื่นอาจเป็นไปได้ แต่เจ้าต้าคลุ่มคลั่งแม้ยืนกลางผู้คนนับพัน ยังมองเห็นได้โดยง่าย”

            ประมุขหวงมิได้กล่าวเกินเลย บุคคลร่างใหญ่โตเท่าต้าคลุ้มคลั่ง สุดที่จะหาได้อีก

            “ที่ใดในลั่วหยางจะซ่อนคนพวกนี้ได้”

             เจ้าสำนักทวนหยกเจี๋ยไคว่คลางแคลงใจ มันไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง แต่ก็ช่ำชองในยุทธจักร ทราบว่ายากที่จะซุ่มซ่อนยอดฝีมือจำนวนมากในคราวเดียว

            “หนึ่งในนั้นย่อมเป็นทางการ”

            เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ยเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจเท่าใด

            ประมุขหวงกับนักพรตเจิ้งชวาฉู่หันไปมองหน้ากัน

            “ท่านว่ากระไร”

            ประมุขหวงโพล่งออกมา

            “อย่าเพิ่งแตกตื่น ข้าฯเพียงคิดถึงสิ่งที่เป็นไปได้”

            “มิใช่เป็นไปได้ แต่มีเหตุผลยิ่ง ตระกูลหวงมีความสัมพันธ์แทบทุกพื้นที่ของลั่วหยาง แต่จะให้สืบเสาะไปยังพื้นที่ของทางการหรือวังหลวงก็ไม่สะดวกนัก”

            ประมุขหวงยอมรับ

            “แต่ทางการคงไม่ร่วมมือกับพวกมันกระมัง”

            นักพรตเจิ้งชวาฉู่กล่าวอย่างระมัดระวัง

            “ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปมิได้”

            ไต้ซือฟางเว่ยสรุป

            หลังอาหารค่ำประมุขหวงนั่งใคร่ครวญอยู่เพียงผู้เดียว

            สุดท้ายตัดสินใจตามเสวียจงมา

            “ท่านอาจารย์มีสิ่งใดให้ศิษย์รับใช้”

            “สายข่าวส่วนทางการว่าอย่างไรบ้าง”

            “ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ”

            “ไม่มีเลย”

            “ท่านอาจารย์เห็นว่าน่าสงสัยหรือ”

            “เจ้าลองเพิ่มสายข่าวเข้าไป แต่ไม่ต้องให้คนเดิมรู้”

            “ศิษย์จะรีบดำเนินการ”

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน