“ส่งสาส์นนี้ให้บิดาข้าด่วนที่สุด” หญิงสาวหน้าตางดงามเอ่ยปากกำชับชายชุดดำผู้หนึ่ง เขาคำนับหนึ่งครั้งก่อนพลิ้วร่างหายไปทางทิศที่ตั้งประตูเมือง
“คุณหนู พวกเรารีบกลับกันแคว้นเยี่ยนกันเถิด” สาวใช้เอ่ยเร่งพลางกระตุกแขนเสื้อนายสาวไม่หยุด คำสั่งของเยี่ยนสี่ฉวนทำให้นางหวาดกลัวอย่างมาก เมื่อครู่เพียงสะบัดมือเบาๆ นางยังกระเด็นไปทั้งยังช้ำในเพียงนี้ หากเขาคิดฆ่าพวกนางย่อมง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
“กลับแคว้นเยี่ยน ?… คิดว่าข้าโง่หรือไร !! ในเมื่อรัชทายาทฟื้นแล้ว ตำแหน่งของเยี่ยนสี่ฉวนย่อมมั่นคงอย่างมาก เทียบกับสาวงามที่อยู่กับอ๋องคนอื่น ข้าต่างหากคือผู้ชนะ”
นับสิบปีแล้ว ตั้งแต่แคว้นเยี่ยนไร้เงาผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท ราชสำนักก็ระส่ำระสาย แตกแยกเป็นก๊กเหล่าต่างลอบสนับสนุนอ๋องและบรรดาราชนิกูลสายรองเพื่อหวังช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาท เพื่อให้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้น ขุนนางหลายคนจงใจส่งบุตรสาวของพวกเขาเข้าไปเป็นชายาและอนุของราชนิกูลเหล่านั้น
บิดาของนางเสนาบดีชุยคือหนึ่งในขุนนางที่ฝ่าบาทไว้วางพระทัยเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้หนึ่งที่ทราบว่าองค์รัชทายาทนั้นแท้จริงหลบอยู่ในเผ่าเยี่ยนถู ชายชรามองการณ์ไกลว่าแม้ไม่มีองค์รัชทายาท ทว่าเยี่ยนสี่ฉวนอย่างไรก็ยังคงเป็นสายเลือดแท้จริงเพียงหนึ่งเดียวขององค์ราชา ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีโอกาสได้รับตำแหน่งสืบทอดมากกว่าราชนิกูลท่านอื่น
ขณะที่เฝ้ามองเพื่อนขุนนางเริ่มส่งบุตรสาวออกไปผูกสัมพันธ์กับเหล่าอ๋อง เขาก็เริ่มเกิดความคิดว่า ในยามที่ผู้อื่นกำลังสุ่มเลือกหาบุตรเขยผู้สูงศักดิ์ราวกับคนตาบอด เหตุใดเขาที่เห็นความเป็นไปได้อยู่เบื้องหน้าจึงไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้เล่า ยามนั้นราวกับได้ยินคนมากมายกำลังเรียกเขาอย่างยกย่องว่า ‘พระสัสสุระ’
ด้วยเหตุนี้หลายปีก่อน เสนาชุยจึงได้ส่งบุตรสาวเข้ามาในเผ่าเยี่ยนถู อ้างว่าให้ช่วยดูแลพระชายา แท้จริงแล้วคาดหวังว่านางจะสามารถสนิทสนมและเอาชนะใจองค์ชายฉวนได้ ท่ามกลางชาวเผ่าพื้นเมืองที่หยาบคาย ได้รับการปรนนิบัติจากสาวงามที่ทั้งสูงศักดิ์และอ่อนหวาน ตำแหน่งชายาของเยี่ยนสี่ฉวนย่อมตกเป็นของชุยพ่านอย่างแน่นอน
ไหนเลยจะคาด นางเพิ่งมาถึงไม่กี่วัน ไม่ทันบ่มเพาะความรู้สึกใดๆต่อกัน เยี่ยนสี่ฉวนก็เดินทางออกจากเผ่าไปตามหาเบาะแสของเทพโอสถแล้ว จนบัดนี้เวลาผ่านไปห้าปีเพิ่งกลับมา ทั้งยังสามารถรักษาองค์รัชทายาทให้หายดีอีกด้วย เช่นนี้ตำแหน่งของเขาพ่อลูกย่อมไม่มีผู้ใดแย่งไปได้
จะให้นางทิ้งขาทองคำข้างนี้ไป ไม่เท่ากับเสียเวลาห้าปีไปเปล่าๆหรือ….. เรื่องขาดทุนเช่นนี้ นางไม่มีวันยอมแน่
“ทว่าองค์ชายฉวนทรงมีสตรีน้อยนางนั้นอยู่แล้วนะเจ้าคะ….” สาวใช้ของนางยังคงทักท้วงด้วยความไม่แน่ใจ จากสายสัมพันธ์ทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดเข้าไปแทรกได้ ทั้งพระชายาก็ไม่ได้มีทีท่าเข้าข้างคุณหนูของนางเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้นางจะเอาอะไรไปสู้
“หึ…. แค่สาวใช้ตัวเล็กๆเท่านั้น หาทางกำจัดซะก็หมดเรื่อง ” ใบหน้างดงามคลี่ยิ้มร้ายกาจ ชุยพ่านเป็นบุตรสาวที่ถูกวางตัวไว้ในตำแหน่งพระชายา นางได้รับการสั่งสอนเรื่องเล่ห์เหลี่ยมกลการเมืองมามากมาย ในเมื่อไม่อาจใช้มารยาล่อลวงได้ ก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าสู้
“แค่องค์รัชทายาทฟื้นคืนก็คิดว่าหมดเรื่องแล้วหรือ รอให้ข่าวส่งถึงบิดาข้าก่อนเถิด ศัตรูของพวกเขามีมากมาย หากองค์ชายฉวนไม่แต่งงานกับข้า รัชทายาทจะไม่มีทางได้กลับแคว้นอย่างปลอดภัย”
“คิกคิก…” เสียงหัวเราะสดใสดังแว่วมาจากด้านหลัง เมื่อชุยพ่านหันไปมองก็พบร่างงดงามของสาวน้อยนางหนึ่ง ที่เป็นต้นเหตุให้นางถูกเยี่ยนสี่ฉวนรังเกียจ
“ข้าก็คิดอยู่ว่า ….. ให้เขาจัดการเองคงไม่ได้” เสียงใสเอ่ย ใบหน้าสวยหวานยามมีรอยยิ้มนั้นยิ่งงดงามจับตา ชุยพ่านมองแล้วยิ่งริษยา นางคิดอยากทำลายความงามตรงหน้า จนไม่อยากสนใจคำพูดหรือกิริยาที่กำลังแกว่งสาส์นสีน้ำตาลในมือนั้นเล่น
“มารนหาที่ตายถึงที่เลยสินะ…. ดี !!”
ชุยพ่าน สตรีแสนเรียบร้อยมากมารยาท ยามนี้กลับคล้ายปีศาจเข้าสิง นางเผยรอยยิ้มอำมหิต พร้อมกับส่งสัญญาณเรียกองครักษ์ประจำตัวออกมาทั้งหมด บิดาของนางไม่มีทางให้นางมาอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนแห่งนี้เพียงลำพังอยู่แล้ว องครักษ์เงาทั้งสิบนี้เป็นมือดีของจวนเสนา มีระดับยอดยุทธ์ชั้นสูงขึ้นไปทั้งสิ้น ในกลุ่มนี้ยังมีปราชญ์ยุทธ์ถึงสองคนด้วย
ให้องครักษ์ระดับนี้รับมือกับเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่ง ก็นับว่าให้เกียรติมากแล้ว…..
“ผลลัพธ์สุดท้ายข้าต้องการให้นางตาย… ส่วนระหว่างนี้พวกเจ้าจะเล่นกับนางเช่นไรก็ย่อมได้ จำไว้ว่าอย่าให้เหลือหลักฐานเป็นพอ” ชุยพ่านออกคำสั่งเสียงเหี้ยม ในเมื่อต้องให้พวกเขามาทำงานน่าเบื่อเช่นนี้ ย่อมต้องมีรางวัลพิเศษสักหน่อย
“หึหึ …เช่นนั้นรบกวนพวกเจ้าเล่นกับข้าแรงๆหน่อยนะ อย่าให้ข้าเสียอารมณ์ !! ” เสี่ยวจือจือเอ่ยเสียงหวาน ลิ้นสีชมพูไล้เลียริมฝีปาก ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินกลมโตคู่นั้นจ้องมองเหยื่อทั้งสิบราวกับกำลังวางแผนเล่นสนุก
อึดใจต่อมา…. เสียงโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมานก็ดังก้องทั่วบริเวณ
ภายในเรือนรับรองขนาดใหญ่ที่สุดในเผ่าเยี่ยนถู หลังจากขับไล่เหล่าผู้ภักดีทั้งหลายให้จากไปได้อย่างยากลำบาก ที่สุดก็เหลือเพียงเหล่าศิษย์พี่น้องนายบ่าวที่เดินทางร่วมกันมาเท่านั้น
มู่เชียนนั่งอยู่บนที่นั่งอย่างเรียบร้อย เสี่ยวจิ้งเกาะอยู่บนไหล่ข้างหนึ่งของนางอย่างที่ทุกคนชินตา ทว่าลวี่ซานถงยืนอยู่ด้านข้างนั้นทำให้พวกเขาลำบากใจอย่างมาก จ้าวซง โม่เจี้ยน เยี่ยนสี่ฉวน ทั้งสามยังไม่รู้จะทำตัวเช่นไรกับบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้า
“ซานถง นั่งลงเถิด ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ยอมนั่งลงเป็นแน่” มู่เชียนเอ่ยพร้อมคลี่ยิ้มเบาสบาย
“ขอรับ” เทพจิ้งจอกรับคำสั่งผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม ก่อนจะนั่งลงด้วยท่วงท่าอันสูงศักดิ์ กดข่มบารมีของผู้เป็นนายเช่นนางเสียจนสิ้น
“ขอบคุณท่านสามที่ช่วยเหลือ…” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยปากออกมาได้ในที่สุด
เทพจิ้งจอกพยักหน้ารับคำเรียกหานี้อย่างพอใจ ในเมื่ออย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกัน ไม่อาจให้พวกเขาเรียกตนว่านายท่านให้เสื่อมเสียไปถึงนายหญิงได้
‘ผู้หนึ่งเป็นนายท่าน ผู้หนึ่งเป็นนายหญิง เจ้าพวกไร้สมองพวกนั้น เหตุใดไม่คิดให้ลึกซึ้งเสียบ้าง !’ เมื่อเทพอสูรพฤกษานึกหงุดหงิดในใจ คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นกว่าเดิม ทำให้เกิดบรรยากาศหนักหน่วงขึ้นสายหนึ่ง
ความไม่พอใจอันไร้ที่มา ทำให้เยี่ยนสี่ฉวนเกร็งมากขึ้น จ้าวซงเองก็มีท่าทางไม่ต่างกัน สำหรับผู้ศึกษาวิถีปรุงโอสถเช่นเขานั้น เทพโอสถเป็นยิ่งกว่าตำนาน เขาคือต้นแบบ คือวีรบุรุษที่แพทย์โอสถทั่วแผ่นดินเลื่อมใส ผู้ที่ไร้บิดามารดาเช่นจ้าวซง หากจะกล่าวว่าชีวิตนับถือใคร นอกจากนายหญิงของตนก็มีเพียงบุรุษผู้นี้เท่านั้น
ในขณะที่ศิษย์พี่ทั้งสองต่างก็มีท่าทางตื่นเต้นกับเทพโอสถผู้เลื่องชื่อ โม่เจี้ยนกลับเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตนจึงรู้สึกทั้งอยากใกล้ชิดและหวาดกลัวชายผู้นี้ในเวลาเดียวกัน โม่เจี้ยนไม่กล้ามองแม้เพียงเงาของเขา ทว่าสัญชาตญาณส่วนหนึ่งกลับกำลังสั่งให้เขาเข้าไปใกล้ และหมอบกราบลงอย่างศิโรราบ
“เจ้าชื่อโม่เจี้ยน ?” ขณะที่กำลังต่อสู้กับปฏิกิริยาแปลกประหลาดของตน กลับได้ยินเสียงทุ้มของบุรุษผมขาวตรงหน้าเอ่ยขึ้นเสียก่อน ราวกับฟ้าผ่า เมื่อร่างของชายหนุ่มเกิดอาการชา ขาสองข้างทรุดลงคุกเข่าโดยไม่อาจต้านทาน
“ตุบ ! ” ผู้ถูกเอ่ยชื่อไร้วาจาใดๆ มีเพียงร่างกายเท่านั้นที่ขานรับคำเรียก
ลวี่ซานถงเห็นปฏิกิริยานี้ ก็มิได้รู้สึกแปลกใจอันใด …. เขารับรู้ได้นานแล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้มีสายเลือดจิ้งจอกอสูรในร่าง หลายครั้งที่สัตว์อสูรชั้นสูงมีสัมพันธ์ทางกายกับมนุษย์ จนให้กำเนิดครึ่งอสูร ทว่าอย่างไรก็เป็นการผสมข้ามสายพันธ์ โอกาสที่จะให้กำเนิดเด็กลูกครึ่งอสูรนั้นมีน้อยจนแทบนับครั้งได้
เหล่าครึ่งอสูรนี้มีความสามารถในการพัฒนาตนเองสูงกว่าสัตว์อสูรทั่วไปมาก ทว่าด้วยความที่ไม่ใช่สัตว์อสูรเต็มขั้น การกำเนิดมาจึงทำให้ถูกรังเกียจทั้งจากมนุษย์และสัตว์อสูร หากอยู่ในเผ่าอสูรก็จะถูกกำจัดก่อนที่จะเติบโต
แม้จะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูร ทว่าก็มีลูกแก้วอสูรเช่นเดียวกัน ทั้งลูกแก้วอสูรของครึ่งอสูรนั้น ยังสามารถดูดซับได้ง่าย และเพิ่มพูนปราณให้แก่ผู้ดูดซับได้ไม่เว้นว่าคนผู้นั้นจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูร ในเมื่อมีประโยชน์เพียงนี้ ลูกครึ่งอสูรจึงมักถูกฆ่าตั้งแต่ยังเล็ก ไม่บ่อยนักที่จะพบลูกครึ่งอสูรที่เติบโตได้เช่นโม่เจี้ยน
ดวงตาสีฟ้าครามกวาดมองทั่วร่างของชายหนุ่มก็พบความผิดปกติ ที่แท้เขาถูกสักอักษรเวทย์ปกปิดกลิ่นอายอสูรและลักษณะของจิ้งจอกไว้ หากไม่มีผู้ทำลายอักษรเวทย์นี้ลง พลังสัตว์อสูรของเขาจะไม่ถูกปลุกขึ้นตลอดกาล
สิ่งที่ลวี่ซานถงคิดนั้นได้ส่งต่อไปยังมู่เชียนด้วย หญิงสาวจึงเบิกตามองศิษย์พี่ของตนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะนึกถึงข้อวิตกกังวลอย่างหนึ่งขึ้นได้
‘หากเวทย์สะกดคลายลง จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ ?’ นางเกรงว่าเขาจะเป็นเช่นเสี่ยวจือจือ ที่คล้ายกับเป็นคนละคน ซึ่งความกังวลของนางลวี่ซานถงย่อมรับรู้ได้
‘กรณีของเสี่ยวจือจือนั้น คือเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นสัตว์อสูร นิสัยของนางย่อมเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรเต็มขั้น ทว่าโม่เจี้ยนนั้นเป็นครึ่งอสูรอยู่แล้ว เพียงถูกสะกดพลังไว้เท่านั้น … หลังคลายสะกดนิสัยของเขาจะไม่เปลี่ยนไป มีเพียงลักษณะทางกายภาพอาจเปลี่ยนไปบ้าง’
‘เปลี่ยนไปเช่นไรหรือ ?’ มู่เชียนนึกวาดภาพโม่เจี้ยนกลายเป็นมนุษย์หมาป่าขนรุงรังอยู่ในใจ
‘เฮอะ …. สัตว์อสูรไม่ดีอย่างไร มนุษย์อย่างเจ้าสิไร้ความงามที่สุด ทั่วร่างโล้นเลี่ยนไร้ขนไร้เกล็ด ต้องคอยหาเสื้อผ้าอาภรณ์มาห่มตัวให้วุ่นวาย” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียดสีนางเช่นเคย
‘ดูอย่างข้าสิ ข้ายังไม่นึกชอบร่างมนุษย์ของตัวเองเลยสักนิด !! ’ จมูกน้อยๆที่เชิดร่อนขึ้นทำให้มู่เชียนรู้สึกทั้งเอ็นดูทั้งหมั่นไส้
‘อ้อ… ข้าคิดว่าเจ้าไม่ชอบที่ใบหน้าของเจ้าเหมือนสตรีเสียอีก’ เด็กสาวล้อเลียนเทพมังกรน้อยกลับ ในที่รู้ดีว่าเขาถือสาเป็นที่สุด เสี่ยวจิ้งโกรธมากดังคาด ควันร้อนลอยฉุยออกจากร่าง ก่อนที่จะแปลงร่างกลายเป็นมนุษย์ทันที
หนุ่มน้อยผมแดงใบหน้าสวยจนเกือบหวาน ดวงตาสีแดงเปล่งประกายคมกล้า พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่เชียน รวมถึงคนทั้งหมดในห้องอีกด้วย
“ข้า… ต๋าเหอไป๋ลิ่วจิ้ง เทพอสูรมังกรเพลิง พวกเจ้ามีใครคิดว่าข้าเป็นสตรีบ้าง ?!” เสียงแหบห้าวของเด็กหนุ่มวัยเพิ่งโตดังลั่นห้อง
ลวี่ซานถงมองน้องชายที่ยืนค้ำเอวตะโกนบอกยศฐาของตน มือเรียวก็ยกขึ้นมานวดขมับ ในขณะที่มู่เชียนนั้นถึงกับอึ้งไปในความบ้าจี้ของเทพมังกรตัวน้อย
“เทพ… เทพอสูร” จ้าวซงเอ่ยทวนเสียงตะกุกตะกัก นอกจากหู่อู่แล้วทุกคนล้วนคิดว่าเสี่ยวจิ้งเป็นมังกรเพลิงธรรมดามาตลอด เพิ่งจะพบเทพโอสถก็ต้องมาพบเทพอสูรมังกรเพลิง วันนี้จะมีเรื่องมาให้พวกเขาแปลกใจอีกมากมายเพียงใดกันนะ
“ว่าอย่างไร ใบหน้าข้าเหมือนสตรีหรือ?” เสี่ยวจิ้งยังส่งเสียงโหวกเหวกถาม ดวงตาแดงกวาดจ้องไปที่โม่เจี้ยน เยี่ยนสี่ฉวน และจ้าวซงอย่างคาดคั้น แน่นอนว่าพวกเขาที่ยังอึ้งงันอยู่ …..ได้แต่ส่ายหน้าให้ท่านเทพอสูรมังกรเพลิงผู้นั้นอย่างพร้อมเพรียง
“เฮอะ เห็นหรือไม่ ?!” หลังได้คำตอบที่พอใจ มุมปากของเสี่ยวจิ้งเผยรอยยิ้มสมใจออกมา เขี้ยวเล็กๆและลักยิ้มบุ๋มหนึ่งข้าง ยิ่งส่งให้ใบหน้าของเขาดูน่ารักมากกว่าเดิม ยามนี้ให้คนร้อยคนมายืนตรงหน้า เก้าสิบเก้าคนล้วนต้องบอกว่าเขาเป็นผู้หญิง ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นคงกล่าวว่า… ข้าไม่แน่ใจนัก
“เจ้าเอ่ยแนะนำตัวไปขนาดนั้น ผู้ใดจะกล้าตอบว่าเหมือนเล่า ถึงพวกเขาว่าไม่เหมือนเจ้าก็กล้าเชื่อหรือ ?!” มู่เชียนยกมือขึ้นปิดหน้าข้างหนึ่งราวกับเหนื่อยใจ ทั้งที่ไหล่สองข้างสั่นเทาด้วยความขบขัน
โชคดีที่ในห้องนี้มีแต่คนกันเอง มิเช่นนั้น นางคงเปลี่ยนจากหัวเราะเป็นร้องไห้แล้ว
ลวี่ซานถงมองความวุ่นวายตรงหน้าแล้วก็ตัดสินใจมองข้ามสถานการณ์แปลกประหลาดนี้ไป “ผู้ที่ลงเวทย์ป้องกันให้เขาคงหมายจะป้องกันอันตรายให้เท่านั้น ยามนี้เขาก็เติบใหญ่แล้ว น่าจะป้องกันตัวเองได้ ช่วยคลายเวทย์ให้เขาน่าจะดีกว่า” ประโยคนี้ของเทพจิ้งจอกนั้น แน่นอนว่านอกจากมู่เขียนและเสี่ยวจิ้งแล้วก็ไม่มีใครเข้าใจ
โม่เจี้ยนเองก็เช่นกัน ชายหนุ่มยังคงนั่งคุกเข่าเหม่อมองพวกเขาอยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้เลยสักนิดว่าอนาคตของเขากำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล