"ใช่... ครั้นข้าจะเก็บวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไว้ก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นข้าจึงจะคืนมันให้กับท่านทั้งสอง การที่ข้าจะมานั่งสู้รบตบมือกับท่านผู้อาวุโสทั้งสองคงไม่ดีต่อภายภาคหน้า " เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเฉยเมย ราวกับว่าทุกอย่างหาใช่เรื่องสำคัญ
ผู้อาวุโสจ้าวรีบตอบกลับ "ถ้ารู้เช่นนั้น ก็รีบส่งมันคืนมาให้แก่พวกเราเร็วเข้า... "
"ท่านผู้อาวุโสจ้าว! " เสิ่นลี่จ้องเขม็งไปที่ผู้อาวุโสจ้าว เขาไม่ได้โง่ขนาดที่จะยอมเชื่อตามที่เย่จื่อเฟิงบอก ว่าจะยอมคืนมาให้ง่ายๆ จากที่เห็นเย่จื่อเฟิงกําลังพยายามต่อรองกับพวกตนอยู่
"เย่จื่อเฟิง บอกพวกข้ามาตามตรงว่าเจ้าต้องการสิ่งใด? " เย่จื่อเฟิงตอบกลับอย่างเรียบเฉย
"ง่ายมาก ก็แค่ช่วยให้ข้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ผู้อาวุโสทั้งสองต่างก็ตกตะลึง
"เจ้ารู้หรือไม่ว่ากล่าวอันใดออกมา? พวกข้าสัญญากับตระกูลเซียวและตระกูลหวางว่าจะทําให้เจ้าหลุดจากสิบอันดับแรก แล้วตอนนี้เจ้ากลับจะให้พวกข้าช่วยเจ้าขึ้นอันดับหนึ่ง? "
ผู้อาวุโสจ้าวเผยแววตาที่ดูสงสัย สิ่งที่เย่จื่อเฟิงผู้นี้แสดงออกมา นั้นแตกต่างกับข่าวลือก่อนหน้านี้จริงๆ
"ใช่แล้ว พวกเราสามารถออมมือให้เจ้าได้ถ้าเจ้าต้องการ แต่พวกเราไม่สามารถแอบช่วยเจ้าได้... " เสิ่นลี่ตอบกลับเช่นกัน
เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา " หึหึ พวกท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่า พวกท่านแอบเพิ่มพลังของค่ายกลบันไดสวรรค์ตอนที่ข้าอยู่ในเส้นทางแห่งความเจ็บปวด? สิ่งที่ข้าขอให้ท่านทําก็แค่ มอบตําแหน่งอันดับหนึ่งที่ข้าสมควรจะได้คืนมาเท่านั้น"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "อย่างไรเสียพวกท่านก็ไม่สามารถทําภารกิจที่ได้รับมาให้สําเร็จได้อีกแล้ว จะที่หนึ่งหรือที่สอง พวกท่านคิดว่ามันต่างกันเช่นนั้นเหรอ? หากพวกท่านทําตามที่ข้าขอ ข้าก็จะมอบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์คืนให้ ทําไมท่านถึงไม่ตอบตกลงเล่า? "
ความเงียบเข้าปกคลุมเป็นเวลานาน สิ่งที่เย่จื่อเฟิงกล่าวล้วนสุภาพ แต่สำหรับพวกมันแล้วกลับหนักหน่วงราวกับมีก้อนหินมาถ่วงอยู่ในหัวใจ
เย่จื่อเฟิงนั้นกล่าวถูกต้อง ตอนนี้ไม่ว่าเย่จื่อเฟิงจะได้ที่หนึ่งหรือสองก็ไม่ต่างกัน อย่างไรเขาก็ไม่มีทางได้อันดับต่ำไปกว่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องช่วยเย่จื่อเฟิงแล้วเอาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองกลับคืนมา
"ตกลง... " เสิ่นลี่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจในที่สุด
"ท่านตกลงจะช่วยมันโกงจริงๆ น่ะหรือ? หากพวกเราถูกจับได้เล่า " ผู้อาวุโสจ้าวมีสีหน้าตกตะลึง
เสิ่นลี่ถอนหายใจแล้วหันกลับไปมองยังมีโทสะแล้วตอบกลับไปว่า "พวกเราโกงมาเกินถึงขนาดนี้แล้ว จะโกงเพิ่มอีกสักหน่อยจะเป็นไรไปเล่า ผลลัพธ์ที่ออกมาก็หาได้ต่างกัน ถึงแม้ความสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่จะเป็นเรื่องสําคัญก็จริง แต่อย่างไรมันก็ไม่มีทางสําคัญไปกว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา"
"นั่นมัน... " ผู้อาวุโสจ้าวคิดเรื่องนั้นแล้วก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน
"ว่าแต่เย่จื่อเฟิง เจ้าใช้วิธีใดพันธนาการวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้า? " ผู้อาวุโสจ้าวรู้สึกสงสัย เพราะนี่ถือเป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง
"เรื่องนี้... สําหรับตอนนี้ยังเป็นความลับ... " เย่จื่อเฟิงมีรอยยิ้มที่ลึกลับ อีกไม่นานตัวเขาก็คงจะเปิดเผยความสามารถด้านการปรุงยาของตนออกมา แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานั้น นั่นเพราะไม่ว่าจะเป็นตระกูลเย่หรือตัวเขาเองยังไม่แข็งแกร่งพอ ที่จะจัดการฝ่ายตรงข้ามได้อย่างอยู่หมัด ตอนนี้เขาแค่พลิกสถานการณ์โดยให้พยัคฆ์ที่รอคอยวันขย้ำกลับมาช่วยเหลือตนเองแทน
...
หิมะได้ทับถมลงบนตัวของเย่จื่อเฟิงกลายเป็นชั้นน้ำแข็งหนา ทำให้เวลานี้เขาดูไม่ต่างกันตุ๊กตาหิมะ
ทันใดนั้นเปลือกตาของเขาก็เปิดขึ้นเล็กน้อย แล้วโผล่ตัวออกมาจากก้อนหิมะ ตอนแรกนั้นเขารู้สึกหนาวจับใจ ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกอบอุ่นแทน
"ดูเหมือนการมีผู้ตัดสินคอยช่วยเช่นนี้เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง" เย่จื่อเฟิงยิ้มกว้าง อย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนดีเด่อันใดอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกรู้สาอันใดกับการโกงนัก
เขาปัดหิมะที่อยู่บนเสื้อผ้าออก และรู้สึกว่าหัวตัวเองโล่งมาก หากไม่ใช่เพราะผู้ตัดสินทั้งสองคอยช่วยเหลือในโลกมายาแห่งแดนหิมะนี้ ทําให้มันรุนแรงน้อยลงจนเพียงพอที่จะก้าวเท้าออกไปได้
"ต่อไปข้าก็ต้องแสร้งทําเป็นหนาวแล้วปีนขึ้นไป"
ทันใดนั้นเย่จื่อเฟิงก็กัดฟันกรอดแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาปรากฏแววตาที่แน่วแน่
เขาตะโกนแล้วปีนขึ้นไปต่อ "มาเลย! ขั้นที่หกสิบเอ็ด! "
ในตอนที่เขาขึ้นถึงขั้นหกสิบเอ็ด ลมหนาวที่เย็นเยียบก็เข้าปะทะร่างของเย่จื่อเฟิง เขาอึ้งไปชั่วขณะจนเผลอบีบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้อาวุโสจ้าวโดยไม่ตั้งใจ
"ชะอุ๊ย! ข้าขออภัย ที่นี่มันหนาวจนจับขั้วหัวใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ... " เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเขินอาย
ทันใดนั้นมือและใจของเขาก็สั่น ซึ่งแน่นอนว่าเขาแสร้งทําเท่านั้น
ผู้อาวุโสจ้าวก่นด่าในใจ เขาถ่ายลมปราณของตนเข้าไปในค่ายกล ในที่สุดลมปราณอันหนาวเหน็บที่กําลังพัดผ่านเย่จื่อเฟิง ค่อยๆ ถูกลมปราณวิญญาณเข้าปะทะทีละน้อยๆ ก่อนที่มันจะปะทะเข้ากับแก้มของเย่จื่อเฟิง จนเขาสัมผัสได้เพียงลมโชยเย็นๆ เท่านั้น
"เจ้าหนู... เดินช้าลงหน่อย มิเช่นนั้นตาแก่อย่างข้าคงช่วยเจ้าต่อไม่ไหว! "
เย่จื่อเฟิงยิ้ม แล้วกล่าวด้วยเสียงที่จริงจังต่อทันที "ไม่นะ ลมหนาวกําลังมาอีกแล้ว! "
"เจ้าเด็กเหลือขอ ข้าจะจดจําเรื่องในครั้งนี้ไว้" ผู้อาวุโสจ้าวอยากตบกบาลเย่จื่อเฟิงสักฉาดสองฉาด แต่เป็นเพราะมันได้ตกลงว่าจะช่วยไปแล้วจึงไม่อาจทำบันไดได้
"ขั้นที่หกสิบสอง! "
"ขั้นที่หกสิบสาม! "
อีกนิดเดียวก็จะครบกําหนดเวลาหนึ่งชั่วยาม
"ขั้นที่หกสิบห้า! ข้าจะหมดแรงแล้ว" เย่จื่อเฟิงแกล้งทําเป็นเหนื่อยล้า ดังนั้นเมื่อมาถึงขั้นที่หกสิบห้า เขาก็ทำเป็นนั่งพักเหนื่อย อันที่จริงเพราะเขาอยากให้ผู้อาวุโสทั้งสองได้มีเวลาพักเช่นกัน นั่นเพราะพวกเขาต้องรักษาค่ายกลบันไดสวรรค์พร้อมๆ กับแอบช่วยเขาไปด้วย ซึ่งนั่นอาจทําให้ร่างของทั้งสองทนไม่ไหว
... .
บนขั้นที่หกสิบหก หวางเทียนจื้อกําลังนั่งขดงอด้วยอากาศที่หนาวเย็นอย่างยากจะบรรยาย หลังจากพยายามดั้นด้นมานานสองนานในที่สุดมันก็หมดแรงอยู่ในขั้นนี้ ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นยืนได้อีกต่อไป
หวางเทียนจื้อก็ยิ้มออกมา " ที่ขั้นนี้ ข้าน่าจะได้อันดับหนึ่งแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถไล่ตามมาถึงนี่ได้ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้า หวางเทียนจื้อทําได้แล้ว ในที่สุดข้าก็ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ข้าได้สร้างชื่อให้กับตระกูลหวาง! "
การได้เป็นที่หนึ่งในงานชุมนุมบันไดสวรรค์นั้นมีความหมายต่อเหล่ารุ่นเยาว์อย่างมาก ถ้าหวางเทียนจื้อคว้าที่หนึ่งมาได้ เช่นนั้นตระกูลเขาจะต้องเอาอกเอาใจประเคนทรัพยากรมาให้มันฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน
แต่หลังจากที่เขากล่าวยังไม่ทันถึงสิบวินาที ขาข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างๆ หวางเทียนจื้อทันที
หวางเทียนจื้อถึงกับตกตะลึง เขาจ้องเขม็งไปที่ขานั้น
"โทษทีนะสหาย เห็นทีครั้งนี้คนที่จะได้อันดับหนึ่งคงไม่ใช่เจ้า... "
หวางเทียนจื้อเงยหน้าขึ้นมองแล้วอ้าปากค้าง
"เจ้า... เจ้าคือเย่จื่อเฟิง? เจ้าขึ้นมาถึงที่นี่ได้อย่างไร!? " หากมีคนเห็นสีหน้าของหวางเทียนจื้อ ก็คงจะบอกได้เลยว่าเขากําลังตกตะลึงถึงขีดสุด เขานั่งตัวแข็งทื่อราวกับหิน ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่น้อย
เย่จื่อเฟิงมองไปที่หวางเทียนจื้อแล้วเริ่มเดาตัวตนของมันออก หวางเทียนจื้อนั้นสวมชุดสีเทากับเข็มขัดสีดํา ผมสั้นร่างกายกํายํา เมื่อเห็นชายที่ดูแข็งแกร่งเช่นนี้เย่จื่อเฟิงก็พอจะเดาได้ว่ามันเป็นใคร
แต่ว่าตอนนี้เย่จื่อเฟิงไม่จําเป็นต้องกลัวเขา แม้ว่าหวางเทียนจื้อจะอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุด แต่เขาก็เหมือนดั่งลูกธนูที่พุ่งออกไปจนสุดแรงแล้ว อีกอย่างงานชุมนุมบันไดสวรรค์นั้นห้ามมิให้ผู้ใดโจมตีทําร้ายใส่กัน ดังนั้นแม้ว่าเย่จื่อเฟิงจะด่าทอเขาต่อหน้า แต่หวางเทียนจื้อก็ไม่สามารถทําอันใดได้อยู่ดี
"เจ้าถามว่าข้าขึ้นมาถึงนี้ได้อย่างไรน่ะหรือ? อืม ข้าก็ปีนขึ้นมายังไงเล่า"
หวางเทียนจื้อส่ายศีรษะ " ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! "
"เจ้ากําลังคิดว่าข้าควรจะถูกลอบทําร้ายกลางทางจนหลุดออกจากสิบอันดับแรกสินะ? " เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ
หวางเทียนจื้อมองไปที่เย่จื่อเฟิงด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ มันถึงกับกล่าวอันใดไม่ออกอยู่นานสองนานเลยทีเดียว
"เอาเถอะ... ทักทายพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ข้าต้องขึ้นไปขั้นที่หกสิบเจ็ด..." เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วมองขึ้นไปข้างบน จากนั้นก็ใช้มือลูบกำปั้น
"ขั้นที่หกสิบเจ็ด? แค่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่อย่างเจ้าน่ะหรือ โชคดีแค่ไหนที่เจ้าขึ้นมาถึงที่นี่ได้ นอกเสียจาก...เจ้าจะยังมีแรงเหลือปีนขึ้นไปต่อได้อีก? "
หวางเทียนจื้อพยายามดันตัวเองขึ้น แต่ร่างของเขาถึงขีดจํากัดแล้ว เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีก
"อะไรกันนักกันหนา หน้าไหนก็หน้านั้นพูดแต่ว่าข้าอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 4 ไม่เบื่อกันบ้างหรือไง? "
เย่จื่อเฟิงเผยแววตาที่คมกริบ "ใช่แล้ว! เจ้าเดาถูกต้อง ข้ายังมีแรงเหลือเฟือที่จะปีนต่อ! ข้าเย่จื่อเฟิงขอรับอันดับหนึ่งไปเอง"
หลังจากกล่าวเช่นนั้น เย่จื่อเฟิงก็กระโดดขึ้นไปบนขั้นที่หกสิบเจ็ดลงเหยียบอย่างมั่นคง
... ..
ณ ด้านตระกูลหลิว สตรีผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีชมพูสดใสราวกับกลีบบัว ใบหน้างดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม เส้นผมยาวสยาย ทรวดทรงเพรียวบาง นับเป็นสตรีที่งดงามอย่างยิ่ง
"แม่นางหนิงจือ! งานชุมนุมบันไดสวรรค์ของช่วงเช้ากำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว! "
สาวใช้หน้าตาน่ารักบอบบางวิ่งตรงเข้ามารายงานผลแก่นายหญิงของตน เด็กสาวผู้นี้มีนามว่าเย่วเอ๋อ แม้จะอายุไม่เท่าไหร่ แต่นางก็รับใช้หลิวหนิงจือมานานหลายปีแล้ว
หลิวหนิงจือหันไปมองแล้วยิ้มให้ "จบแล้วงั้นหรือ? แล้วผู้ใดได้ที่หนึ่งกัน? ใช่หวางเทียนจื้อจากตระกูลหวางหรือไม่? "
เย่วเอ๋อส่ายศีรษะ
หลิวหนิงจือตกใจเล็กน้อยแล้วถามกลับด้วยความตื่นเต้น "ไม่คิดเลยเวลาล่วงเลยมาแค่ห้าปี กลับมีวีรบุรุษหนุ่มถือกําเนิดขึ้นในเมืองเหลยโจว ตระกูลหรงใช่หรือไหม? หรือว่าตระกูลเซียว? หรือจะเป็นตระกูลหง... "
เย่วเอ๋อยังคงส่ายศีรษะต่อ "นายหญิงหนิงจือ หาใช่คนพวกนั้นแต่อย่างใด คนที่ได้ที่หนึ่งในครั้งนี้คือนายน้อยตระกูลเย่ เย่จื่อเฟิง! "
จบตอน