(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 165 เลี้ยงส่งท่านไวทเคานต์

    ตอนที่ 165 เลี้ยงส่งท่านไวทเคานต์



    ไวทเคานต์นิคและครอบครัว ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากสมาคมกิลด์ต่างตบเท้า ไปยังร้านอาหารสามเวลาเพื่อกินอาหารกันเป็นวันสุดท้าย

    พวกเขาอยากที่จะเก็บความทรงจำและรสชาติอันล้ำค่าจากอาหารที่แสนอร่อยของร้านอาหารแห่งนี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งในตอนนี้ร้านอาหารสามเวลาแทบจะไม่ต้องจองคิวหรือต่อแถวให้วุ่นวายอีกต่อไปแล้ว



    ในช่วงระหว่าง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นักผจญภัยหลายร้อยชีวิตที่เคยออกล่าอสูรหมาป่าสีชาด ได้กลับบ้าน กลับเมืองของตัวเอง ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง หากแต่ก็มีบางส่วนที่ดูจะไร้พันธะทางครอบครัว ยังคงเลือกที่จะอยู่อาศัยที่ป่าดาราฉายกันต่อไป

    ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวของพวกเขาในตอนนี้น่าจะไปกินอาหารจากร้านอื่นๆ ไม่ได้อีกแล้ว



    ลิ้นและรสสัมผัสของพวกเขาในการกินอาหาร ได้ถูกยกระดับจนร้านอื่นๆ ไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาได้นั่นเอง

    นักผจญภัยเหล่านี้ เคยได้ทดลองกินอาหารจากร้านอื่นๆ ในหมู่บ้านดาราฉายกันมากในก่อนหน้านี้แล้ว แน่นอนว่ามีร้านอาหารของมาร์คัส เป็นหนึ่งในร้านทดลองด้วยเช่นกัน เพียงแต่ถึงแม้จะมีชื่อเมนูที่คล้ายกับร้านอาหารสามเวลาอยู่บางส่วน


    รวมไปถึง พ่อครัวของร้านนี้ก็เป็นลูกชายของสองตายายจากร้านอาหารสามเวลา ก็ยิ่งทำให้พวกเขาคาดหวังว่ารสชาติอาหารจะต้องออกมาดีและเหมือนกับร้านอาหารสามเวลา ประหนึ่งว่าร้านแห่งนี้คือร้านสาขา

    ทว่า เพียงแค่ได้กินข้าวไข่เจียวและข้าวผัด เข้าไปไม่กี่คำ พวกเขาก็รู้แล้วว่า อาหารตรงหน้านี้ไม่อาจจทดแทนอาหารจากร้านอาหารสามเวลาได้เลย

    และในเมื่อ ขนาดร้านอาหารของมาร์คัสที่เป็นลูกชายแท้ๆ ของคุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์จากร้านอาหารสามเวลายังทำออกมาได้ ไม่ตรงต้นฉบับ ก็อย่าได้หวังว่าร้านอาหารอื่นๆ จะเทียบเคียงได้เลย



    นักผจญภัยทดลองเพียงไม่กี่ร้าน สุดท้ายก็ต้องวนกลับมาฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารสามเวลาตามเดิม



    ก่อนจะตัดสินใจกันได้ในบางส่วนว่าจะเลือกลงหลักปักฐานย้ายถิ่นฐานเดิมมาอยู่ใกล้ๆ ร้านอาหารสามเวลามันเสียเลย

    นี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่า จนป่านนี้แล้ว หลังจากอสูรหมาป่าสีชาดได้ถูกกำจัดไปแล้ว ภายในละแวกป่าดาราฉาย กลับยังมีผู้คนอยู่อีกหลายสิบชีวิต อาศัยอยู่อีกนั่นเอง



    “เอ็ดดี้ไปอยู่ไหนแล้ว! เชฟไลท์กำลังเรียกหาอยู่นะ” จิมได้ร้องเรียกหาชายหนุ่มที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อยู่ด้านหลังของร้านที่ซึ่งเป็นสวนปลูกผักของไลท์

    “ฉันอยู่ตรงนี่! กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่...บอกเชฟไลท์ให้กับฉันว่าอีก 5 นาที จะรีบตามกลับเข้าไป” ชายหนุ่มผมสีเขียวได้โผล่หน้าออกมาจากแนวต้นไม้ที่ขึ้นสูงงดงามและด้วยเรือนผมสีเขียวที่แทบจะกลืนไปกับหมู่แมกไม้


    ก็ทำเอา จิม ที่มองจากด้านหลังของครัว ถึงกับจำแนกไม่ออกเลยว่า ชายหนุ่มที่ชื่อว่าเอ็ดดี้ ได้ยืนอยู่ตรงจุดนั้น


    “ตกลง เสร็จแล้วก็รีบกลับเข้ามานะ” จิม เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังรดน้ำต้นไม้อย่างขะมักเขม้น ก็ม้วนหน้ากลับเข้าไป


    แม้เอ็ดดี้จะเป็นพนักงานคนใหม่ของร้านอาหาร แต่หน้าที่ของเอ็ดดี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำครัวเหมือนกับพวกเขา



    เอ็ดดี้ คือคนที่ไลท์ชวนเข้ามาทำงานที่ร้าน หลังจากเอ็ดดี้ ชอบแอบติดตามไลท์เข้าไปในป่าดาราฉาย เพื่อไปเก็บผลทุเรียนอยู่ตลอดๆ



    ในตอนแรก เอ็ดดี้ก็เป็นเพียง ลูกค้าขาประจำทั่วๆ ไปคนหนึ่ง ที่เป็นกลุ่มนักผจญภัยที่เดินทางมาจากเมืองดาราฉาย หรือก็คือเป็นนักผจญภัย กลุ่มหลังๆ ที่มาพร้อมกับขบวนของท่านไวทเคานต์ ก่อนจะหลงใหลอาหารของร้านอาหารสามเวลา จนถอนตัวไม่ขึ้น



    เอ็ดดี้ไม่ได้เป็นนักผจญภัยที่เก่งกาจหรือแข็งแกร่งอะไร เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัย 22 ย่าง 23 ปี ที่มีเพียงพลังเวทระดับ 2 ดาวขั้นต่ำ ไม่ได้มีความสามารถอะไรที่เก่งกาจไปมากกว่านิสัยที่มีดีแค่เป็นคนที่มีความอดทนสูงและเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

    อย่างที่บอกไป เอ็ดดี้มักจะแอบติดตามไลท์เข้าไปในป่าดาราฉายอยู่บ่อยๆ คอยเสนอตัวช่วยไลท์เพื่อเข้าไปเก็บทุเรียนในป่าดาราฉาย อยู่ตลอดๆ



    แม้ไลท์จะบอกว่าหน้าที่ให้เจ้าโปริ่งที่เป็นสัตว์เลี้ยงของเขาจัดการก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เอ็ดดี้ก็ยังคงตามตื้ออยู่ไม่เลิก จนสุดท้ายไลท์ก็ได้แต่จำยอมให้หมอนี้ติดตามไปอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งเอ็ดดี้ก็ไม่ทำตัวให้เป็นภาระให้กับไลท์


    ชายหนุ่มคอยชี้นิ้วสั่งเจ้าโปริ่ง ที่บางครั้งอาจจะพลาดลูกทุเรียนในบางลูกไป ได้อย่างแม่นยำ จนตัวของไลท์แทบจะไม่ต้องห่วงกับการเก็บทุเรียนอีกเลย

    และหลังจากผ่านไปกว่าหลายวัน สุดท้ายไลท์ก็เลือกที่จะมอบงานดูแลสวนหลังร้านให้กับเอ็ดดี้ เพื่อเป็นการทดลองงานในที่สุด



    รวมไปถึงเอ็ดดี้ก็ยังได้ทราบอีกว่า ตัวของไลท์ที่ต่อจากนี้ตนเองสามารถเรียกว่าเชฟไลท์ ตามที่โทมัสและจิม ใช้เรียกนำหน้าชื่อได้อย่างเต็มปาก...ก็พลันรับรู้ว่าในอนาคตข้างหน้านี้ ร้านอาหารสามเวลามีแผนการที่จะทำฟาร์มเพื่อปลูกวัตถุดิบด้วยตัวเองที่ฟาร์มของสองพี่น้องไรอันและไรเซน

    หรือแม้แต่การที่ร้านอาหารสามเวลาในตอนนี้ได้ลงทุน ถือครองเป็นเจ้าหนี้กับเจ้าของร้านรวง ที่ได้เอาพื้นที่บริเวณหมู่บ้านสายหมอกมาเป็น สินทรัพย์ค้ำประกัน ที่ถูกเรียกเก็บค่าเช่าที่อีกหลายแห่งอีกด้วย



    “เอ็ดดี้มาแล้วเหรอ? มาทำความรู้จักไรอัน จีน่าและไรเซน ที่เป็นคู่ค้าทางสัญญาของพวกเราสิ ทำความรู้จักกันไว้ก่อน เพราะนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้นายจะต้องไปอยู่กับพวกเขาเพื่อดูแลสวนของฉันแล้ว” เมื่อเห็นเอ็ดดี้เดินกลับเข้ามา



    ไลท์ก็ได้เรียกให้เอ็ดดี้ เข้ามานั่งรวมโต๊ะกับกลุ่มพนักงาน พลางแนะนำสองสามีภรรยาเจ้าของฟาร์มให้กับเอ็ดดี้ได้รู้จัก


    ทั้งนี้คนที่จะถูกส่งไปดูแลฟาร์มของร้านอาหารสามเวลา นอกจากจะมีเอ็ดดี้คอยเป็นผู้นำแล้ว ทางด้านไลท์ก็ได้ส่งลูกห่าบคนหนึ่งที่เคยเป็น ผู้ติดตามของคาห์น ที่วันนี้ลูกห่าบคนดังกล่าวได้ขอมาทำงานให้กับไลท์ เพื่อรับหน้าที่คนย้ายวัตถุดิบจากฟาร์มมาส่งให้กับร้านอาหารนั่นเอง


    “สวัสดีครับ ผมชื่อเอ็ดดี้ ฝากตัวด้วยนะครับ” เอ็ดดี้กล่าวทักทายด้วยคำพูดสุภาพและร่าเริง ซึ่งไรอัน ไรเซนและจีน่า ต่างก็ให้ความเอ็นดูต่อชายหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างมาก


    “ยังไงผมรบกวนขอฝากเอ็ดดี้กับลูกห่าบและเจ้าโปริ่ง (ร่างแยก) เอาไว้กับพวกคุณด้วยนะครับ” ฟาร์มของไรอันและจีน่า นั้นได้มีการขยายพื้นที่ฟาร์มและหักร้างถางพง เพื่อเตรียมพื้นที่ฟาร์มปลูกผลไม้และผักไว้ให้ไลท์ ที่ขอเช่าพื้นที่ในส่วนนี้มาได้สักพักหนึ่งแล้ว

    อีกทั้ง พวกเขายังได้สร้างบ้านพักหลังเล็กๆ เอาไว้ให้กับ เอ็ดดี้และลูกห่าบ ได้ใช้พักผ่อนกันอีกด้วย



    “ท่านไลท์ไม่ต้องห่วงครับ พวกเราจะดูแลพวกเขาและสอนงานให้กับพวกเขาเอง”

    “พวกเราจะดูแลทั้งสองคนกับเจ้าโปริ่งให้เองค่ะ”

    “ถึงท่านไลท์ไม่บอก พวกเราก็ดูแลให้อย่างดีครับ เพราะท่านไลท์ช่วยเหลือครอบครัวของพวกเราเอาไว้มากทีเดียว” ไรอัน จีน่าและไรเซน ต่างยินดีที่จะช่วยเหลือ ร้านอาหารสามเวลาอย่างเต็มที่


    พวกเขาล้วนมีชีวิตที่เป็นอยู่ดีขึ้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็น เงินทองที่ไม่ต้องเป็นกู้หนี้ยืมสินใครมาอีกแล้ว หรือสภาพความเป็นอยู่ของฟาร์ม นับตั้งแต่มีเจ้าโปริ่งร่างแยกมาช่วยดูดกลิ่นเหม็นให้อยู่บ่อยๆ


    ร่างกายของพวกเขาก็ดูเหมือนจะกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ไม่ป่วยงานอีกต่อไปแล้ว

    ดังนั้นเมื่อรู้ว่า ไลท์จะส่งเอ็ดดี้ ลูกห่าบและเจ้าโปริ่งร่างแยก มาประจำอยู่ที่ฟาร์มของพวกเขา ทั้งสามคนก็พลันยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะรู้ถึงความสามารถอันมหัศจรรย์ของเจ้าโปริ่งกันมาแล้วนั่นเอง


    อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่ ฟาร์มของไรอันและจีน่าเท่านั้นที่มีชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่ร้านอาหารสามเวลาในตอนนี้ ภายใต้การนำของไลท์ เพียงไม่กี่เดือน

    ทางด้านไลท์ก็สามารถปลดหนี้ที่หมักหมมมานานของร้านได้สำเร็จ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาอีกด้วย


    ไลท์ได้พูดคุยการปลดหนี้ก้อนโตนี้กับ แมท ที่ช่วยพูดกับพ่อที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อจะขอใช้เงินก้อนทั้งหมด ในการปลดหนี้

    เพียงเท่านี้หนี้กว่าหลายหมื่นเหรียญทองมณี ก็ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์!



    แน่นอนว่าการที่ไลท์สามารถปลดหนี้ให้กับร้านอาหารแห่งนี้ได้สำเร็จ ทางด้านสองตายายก็ดูดีใจกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน หากแต่พวกสองตายายวัยชราก็รู้สึกละอายใจมากเหลือเกิน

    ที่ยกภาระที่มาร์คัสและตัวเองเป็นคนก่อไว้ให้กับไลท์ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวดองใดๆ กันเลย เป็นคนคอยสะสางให้

    แต่กระนั้นถึงจะละอายแก่ใจมากสักแค่ไหน ทางด้านของไลท์กลับยิ้มให้กับพวกท่านทั้งสอง ราวกับเป็นบุคคลที่มีบุญคุณ


    “ผมแค่ทำในส่วนที่ควรจะทำ หากร้านอาหารแห่งนี้ถูกยึดไป ผมก็ไม่มีที่ให้พักพิงนะสิครับ” นี้เป็นคำพูดของไลท์ที่ใช้ปลอบโยนท่านทั้งสอง



    ทว่าความเป็นจริง ถึงจะเสียร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้ไป ทางด้านของคนอื่นๆ ก็รู้แก่ใจกันดีว่า ตัวของไลท์นั้นมีหนทางของตัวเองเตรียมสำหรับเรื่องพวกนี้เอาไว้อยู่แล้ว



    ไหนจะเงินค่าเช่าฟาร์ม เงินสำหรับลงทุนในการทำฟาร์ม เงินที่ใช้ในการโป๊ะกลบหนี้กว่าอีกหลายหมื่นเหรียญทองมณี ที่ไลท์ได้ปิดยอดในก้อนเดียว


    หรือจะเป็นเงินที่ไลท์ถือครองเป็นเจ้าหนี้ที่ร้านรวงต่างๆ มากู้ยืมเงินไปจ่ายค่าเช่าที่ไปอีก

    เพียงแค่ทุกคนประเมินกันคร่าวๆ ก็พอจะรู้ว่าไลท์นั้น ใช้เงินไปมากมายทีเดียว แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือการที่ไลท์ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถทำทุกอย่างนี้ได้ โดยทั้งหมดมาจากการทำอาหารของเขาเพียงอย่างเดียว



    ‘หากท่านไลท์ย้ายไปเปิดร้านอาหารที่เมืองหลวง เขาจะมีอนาคตที่สดใสขนาดไหนกันนะ?’ คาห์นที่ยืนมองดู การประชุมของร้านอาหารอยู่รอบนอก ได้แต่จินตนการถึงภาพนั้น


    ซึ่งคาห์นก็รู้ดีว่าภาพนั้น คงจะไม่มีทางเกิดขึ้นในเร็ววันเพราะหลังจากได้เรียนรู้และรู้จักนิสัยใจคอกันมาได้สักระยะหนึ่ง

    คาห์นก็พอจะรู้ว่า ไลท์เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่เขาไม่ใช่คนทะเยอทะยานและกระหายอำนาจชื่อเสียง โดยยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย กลับกัน ไลท์จะค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคง โดยจับมือคนอื่นๆ เอาไว้ และเดินไปให้ถึงจุดหมายพร้อมกัน



    คาห์นนั้นไม่รู้ว่า การเดินไปข้างหน้าโดยทิ้งภาระเอาไว้เบื้องหลังกับการเดินไปข้างหน้าโดยมีผู้คนล้อมรอบ แต่ทำให้ไปถึงช้าลง แบบไหนมันจะดีกว่ากัน...แต่ถ้าให้ตัวเขาเลือก การก้าวเดินในแบบของไลท์ ถึงแม้จะช้าหน่อยแต่มันก็มั่นคงและไม่เหงาเปล่าเปลี่ยว เหมือนกับเดินเพียงลำพัง



    “เอาล่ะ ได้ข่าวว่าวันนี้ ท่านไวทเคานต์และเจ้าหน้าที่จากกิลด์สมาคมจะมากินที่ร้านอาหารของพวกเราเป็นวันสุดท้าย...พวกเรามาจัดเต็ม ต้อนรับพวกเขาอย่างเต็มที่เป็นการเลี้ยงส่งกันเถอะ” ไลท์ลุกขึ้นยืน

    และในทันทีที่ไลท์ลุกขึ้น ทุกๆ คนที่นั่งประชุมก็พลันลุกขึ้นยืน แทบจะพร้อมๆ กัน พวกเขาต่างยกชูกำปั้นขึ้นเหนือหัว ประหนึ่งได้รับการปลุกใจจากไลท์

    ก่อนที่หน้าประตูของร้านจะพลันมี ขบวนลูกค้าที่นำโดยท่านไวทเคานต์นิค เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มแฉ่ง



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy



    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน