ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 12-3 : ศัตรู

            วันรุ่งขึ้นไมตรีก็มอบหมายงานใหม่มาอีกแม้จะมีวินัยในการตื่นเช้าได้สำเร็จแต่ก็ต้องง่วงหงาวหาวนอนทั้งวันเพราะนอนหลับดึก จากการเล่นเกมปลดปล่อยพันธนการเมื่อคืนกาแฟช่วยได้น้อยมาก เหมือนเป็นยายื้อชีวิตมากกว่า ถ้าไม่กินจะยิ่งแย่ที่ผ่านมาหนึ่งเดือนผมไม่เคยตื่นเช้าเลยสักวัน แน่นอนว่าปรับตัวไม่ทันผมยังไม่อยากใช้สิทธิเปลี่ยนเวลาทำงานให้สายกว่านี้เพราะกลัวจะโดนหาว่าเป็นแค่เด็กฝึกงานดันเรื่องมาก

            พอเข้าสู่วันที่สามผมเริ่มปรับตัวได้ชินกับการทำงานในรูปแบบนี้ รอบนี้ไมตรีทดลองให้ทำกระบวนการที่เหมือนจริงมากขึ้นเขาให้ผมเลือกข่าวที่จะทำเองแต่ห้ามเอาข่าวในวันปัจจุบัน ผมต้องเริ่มจากการดูว่าข่าวไหนเป็นกระแสที่มีการพูดถึงในวันนั้นแล้วหาข่าวเดียวกันจากสื่อปฐมภูมิอื่นมาให้ครบ แทบทั้งหมดจะมีอยู่ในโลกออนไลน์ แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็ยังมีรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งดึงข้อมูลมาได้เช่นกันขั้นตอนนี้ให้เอไอของแอปวอทส์ อัพ ทูเดย์ที่อิสราแนะนำช่วยได้ผมก็จะใช้เวลานั่งอ่านแต่ละอัน แล้วก็รวบรวมมาคร่าว ๆ ถ้าเห็นว่าประเด็นไหนที่ยังขาดสามารถบอกหัวหน้า เพื่อให้สั่งทีมข่าวปฐมภูมิไปทำข้อมูลตรงนั้นมาเพิ่มได้อีกทีแต่เนื่องจากยังใช้ข่าวเก่าผมจึงยังไม่ได้ทำจุดนี้เมื่อรวบรวมข้อมูลจากสำนักข่าวปฐมภูมิครบถ้วนแล้ว รวมถึงของสำนักข่าวซัมนิวส์ที่ไปทำเพิ่มด้วยก็มาถึงขั้นตอนสรุปจับใจความ เพื่อเขียนไว้ท้ายข่าว และเขียนบทวิเคราะห์ก่อนส่งให้ไมตรีซึ่งจะไปตรวจทานอีกครั้งพร้อมกับกองบรรณาธิการคนอื่นเพื่อตรียมนำเสนอโดยประสานงานกับทีมกราฟฟิกและทีมดูแลเว็บไซต์

            คนไม่ได้เสียงานให้เอไอ แต่กำลังเสียงานให้คนที่ใช้เอไอเป็น

            ผมเริ่มเข้าใจเอไอแคเทกอรีสองก็วันนี้เนื้องานสรุปข่าวของผมก็ไม่สามารถตัดสินว่าดีหรือไม่จึงต้องมีมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ สมมุติเจ้าของกิจการลดการจ้างงานจาก 100 คน เหลือ50 คนหรือทำเองคนเดียว คนที่เหลืออยู่ต้องมีทักษะมัลติทาสก์ พร้อมรับผิดชอบสิ่งที่เอไอช่วยทำแทนตำแหน่งที่ว่างลงถ้าคนคนหนึ่งมั่นใจว่าตรวจทานเอไอทั้ง 99 ตำแหน่งไหวก็สามารถทำธุรกิจคนเดียวด้วยความช่วยเหลือของเอไอก็ย่อมได้

            ผมรู้สึกพร่าลายไปหมดขณะไล่สายตาตามกระแสข่าวสารที่แอปวอทส์อัพ ทูเดย์ป้อนเข้ามาไม่หยุดหย่อนข้อมูลจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ...ทว่าเยอะเกินไปจนน่าเวียนศีรษะผมเคยลองปิดฟิลเตอร์แล้วกดดูในส่วนของข่าวรอบโลกแบบเรียลไทม์ครั้งหนึ่งมีการอัปเดตข่าวสารพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว พ็อปอัปแสดงเรื่องราวด่วนเด้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น การอภิปรายทางการเมือง สิ่งแวดล้อม ของทุกประเทศในโลกผมรู้สึกเหมือนไล่จับหนูหลายตัวที่วิ่งไปคนละทางถึงแม้จะปรับมาเป็นข่าวรอบประเทศไทยใหม่ก็ไม่ต่างกันเพราะแต่ละจังหวัดก็จะมีสำนักข่าวท้องถิ่นมีเรื่องสากเบือยันเรือรบ มีแม้แต่เรื่องซุบซิบนินทาและเรื่องความขัดแย้งที่ถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียไม่หยุดหย่อนไม่ต่างจากยุคผม จำเป็นต้องใช้ฟิลเตอร์คัดกรองให้เหลือแต่ข่าวการเมืองในประเทศและก็รวมข่าวเฉพาะจังหวัดที่ผมอยู่ ถ้ามีน้อยเกินไปค่อยเพิ่มจังหวัดอื่นไปด้วย

            “นักจับใจความและผู้สื่อข่าวคือหัวใจที่จะทำให้เนื้อข่าวออกมาดี เราเลยต้องทำงานร่วมกัน”คำพูดของอิสรายังคงก้องอยู่ในหัวผม แต่จำเป็นต้องสลัดความคิดนี้ทิ้ง เมื่อนึกถึงวีรกรรมที่ผมทำกับเธอกับการแสดงความเป็นเจ้าของของสหายที่พยายามจีบอิสราชัดเจน แค่งานยังเอาตัวรอดไม่ได้คงไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องอื่นสิ่งที่ปรับอีกอย่างหนึ่งในรอบนี้คือการมีกำหนดเวลาที่เคร่งครัดแถมยังเพิ่มจำนวนข่าวที่ต้องทำเป็นสองเท่า จนผมต้องทำงานไปด้วยดูเวลาไปด้วยปาดเหงื่อไปด้วยผมตระหนักดีว่าการกลั่นกรองประเด็นที่ซับซ้อนเหล่านี้ให้เป็นการสรุปที่กระชับเป็นเรื่องยากไม่มีทางทำได้สมบูรณ์แบบ คงได้แต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด

            หลังจากผ่านมาได้ชั่วโมงหนึ่งผมเลือกข่าวปฐมภูมิที่จะทำได้แค่ครึ่งเดียวรู้สึกหมดอารมณ์ที่จะทำต่อเลยลองเปลี่ยนบรรยากาศหาข่าวทุติยภูมิจากสำนักข่าวอื่นอ่านดูบ้างบังเอิญเหลือบไปเห็นข่าวหนึ่งในหน้าแรกของสำนักข่าวทันโลกซึ่งสะกิดใจแม้ไม่ใช่ข่าวการเมือง100% มันเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ผมเจอเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอัยการยกฟ้องประธานบริษัทไทยนิวออโต้คาร์ เนื่องจากอุบัติเหตุเกิดจากความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว

            “ไม่มีอะไร100% แต่รับรองว่าข้อผิดพลาดนี้ต้องน้อยกว่ามาตรฐานที่ยูเอ็นดีกำหนด นั่นคือหนึ่งในล้านยังไงก็ดีกว่าอัตราอุบัติเหตุที่คนขับแน่“ พรหมาณฑ์รชาวิมลสรากร ประธานบริษัทวัย 65ปีกล่าว

            “แต่ถ้าเป็นเราขับจะไม่เกิดอุบัติเหตุเลยนะ เราเชื่อมั่นในฝีมือตัวเอง”เสียงหนึ่งโผล่มาจากฝูงชนที่ร่วมชมการแถลงการณ์ ระหว่างที่นักข่าวกำลังสัมภาษณ์

            “ปัญหาคือคนอื่นไม่ได้เชื่อในตัวท่านเท่าที่ท่านเชื่อในตัวเองท่านอย่าเห็นแก่ตัว กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย” ประธานบริษัทตอบโต้ทันควันผมครุ่นคิดดูคำพูดของเขาก็ดูมีเหตุผล สิ่งแบบนี้ควรวัดด้วยสถิติแทนความรู้สึกจริงๆ เพื่อนคนหนึ่งในรุ่นผมไม่เคยประสบอุบัติเหตุจราจรแต่พอขับรถชนครั้งแรกก็ลาจากโลกไปเลย จึงไม่มีเสียสถิติการเกิดอุบัติเหตุซ้ำสองบทความของสำนักข่าวทันโลกนี้ปิดท้ายด้วยคำแนะนำให้ประชาชนนำรถของตนเองทุกคันไปตรวจเช็คที่ศูนย์ใกล้บ้านอีกครั้งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้ไม่สามารถต่อทะเบียนจ่ายภาษีประจำปีได้หากไม่ตรวจเช็คประชาชนควรตรวจสอบสถานะการตรวจเช็คระบบของรถยนต์สาธารณะด้วยก่อนขึ้นทุกครั้งซึ่งจะมีลิงก์ในแอปเนวีอยู่แล้วผมรู้สึกว่าในส่วนของความคิดเห็นท้ายบทความดูมีประโยชน์มากกว่าที่ผมเขียนมากโขคงต้องพัฒนาฝีมืออีกเยอะ

            เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงยังเหลืออีกสามหัวข้อที่ต้องเลือกผมดูนาฬิกาข้อมือปาเข้าไป 11โมงแล้ว ยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้นสาเหตุหนึ่งที่ผมทำงานได้อย่างเชื่องช้าเพราะความรู้สึกผิดต่ออิสราโผล่ขึ้นมากวนใจบ่อย ๆ จนไม่มีสมาธิบางครั้งมันก็ย้อนไปตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ผมยอมรับว่ามีแรงดึงดูดบางอย่างเกิดขึ้นในอกผมอารมณ์ที่หลากหลายปะทุขึ้นภายในหัว จนรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ได้คุยกับหญิงสาวผู้นี้ผมนึกถึงดวงตาเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้นที่จ้องมาตอนเราอยู่กันสองต่อสองในห้องนึกถึงเสียงนุ่มนวลมีจังหวะของเธอยังกระซิบอยู่ข้างผมนึกถึงบาดแผลบนหน้าผากของเธอที่ทำผมเจ็บปวดรวดร้าวไปด้วย

            “พอกันที” ผมบอกตัวเองแล้วผุดลุกขึ้นยืน ต้องทำอะไรสักอย่างกับความรู้สึกที่ก่อกวนจิตใจนี่ผมสาวเท้าออกจากห้องเดินอ้อมไปอีกฟากหนึ่ง ก่อนไปหยุดยืนนิ่งหน้าประตูของห้องอิสรามือของผมยกขึ้นค้างอยู่กลางอากาศราวกับมีพลังงานบางอย่างสะกดไว้ ปลายนิ้วห่างจากปุ่มออดไม่ถึงเซนติเมตร

            ทำอะไรของมึงวะต้าร์ เข้าไปก็รบกวนเธอเปล่า ๆ

            เสียงในหัวผมตะโกนก้อง ผมลดมือลงรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนัก ๆ ถ่วงอยู่ที่ขาแต่แล้วภาพรอยยิ้มของเธอก็แวบเข้ามาในความคิด เธอกล่าวขอบคุณผมที่เป็นห่วง ผมสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งไหน ๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายรอบตัวมีคนที่เดินไปมาอยู่แค่สองสามคน และดูไม่ได้ใส่ใจผมเลยสักนิด

            มึงแน่ใจเหรอว่าจะไม่มีใครเห็นโดยเฉพาะไอ้หมอนั่น

            ผมถอนมือออกมาชายตามองกล้องวงจรปิดที่ห้อยอยู่บนเพดาน นอกจากภาพมุมกว้างแล้วมันยังจับการเคลื่อนไหวของผู้คนที่เดินไปมาได้อย่างละเอียดบางทีรฐรักษ์เพื่อนของอิสราก็อาจกำลังมองดูภาพจากกล้องอยู่จากที่ไหนสักแห่งแล้วอาจเอาไปบอกสหาย กลายเป็นว่าผมแกว่งเท้าหาเสี้ยนต้องไปอยู่กลางความขัดแย้งทั้งๆ ที่แค่ทำงานหาเลี้ยงชีพรอเวลาถูกส่งกลับไปปี พ.ศ. 2563 ดีๆ ก็ได้

            ผมหมุนตัวเดินจากไป ยอมแพ้ให้กับความขี้ขลาดของตัวเอง

            ...ทว่าเมื่อก้าวไปได้สองก้าวก็ได้ยินประตูเลื่อนเปิดด้านหลัง

            “ประชามีอะไรรึเปล่า”เสียงอ่อนหวานที่ก้องอยู่ในหัวผมก่อนหน้านี้กลายเป็นความจริงผมหันขวับไปเผชิญหน้ากับอิสราที่ยืนอยู่ตรงประตูฝั่งด้านในห้องเธอคงเห็นผมยืนหน้าห้องผ่านกระจกทางเดียว

            “ท่านหายดีรึยัง”ผมเพิ่งรู้ตัวว่าถามคำถามโง่ ๆ ออกไป แผลที่ไหนจะหายได้ในคืนเดียว

            “ดีขึ้นแล้วหละ”อิสราใช้มือเสยผมสีดำที่ย้อยลงมาปรกหน้าผากเผยให้เห็นผิวหนังที่เรียบสนิทผมตกตะลึงที่บาดแผลนั้นหายแล้วลืมไปว่านี่มันยุคอนาคตที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวล้ำดูเหมือนว่าหญิงสาวจะสังเกตสีหน้าเหวอของผมได้

            “อันนี้พลาสเตอร์สีเนื้อเฉย ๆ”อิสราใช้มืออีกข้างลองลอกขอบพลาสเตอร์ปิดแผลตรงมุมหนึ่งพลิกขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง แผลถลอกเมื่อวานนี้ยังมีขนาดเท่าเดิม แถมรอบ ๆดูบวมขึ้นเล็กน้อย สรุปคือแค่ใช้แผ่นปิดแผลหลอกตา

            “เราขอโทษนะ ที่ทำให้ท่านเจ็บ”ผมก้มศีรษะเล็กน้อย ให้ดูสุภาพขึ้น “แล้วเราก็ขอโทษที่เมื่อวานนี้ไม่ได้ขอโทษท่าน”

            “เมื่อวานนี้ท่านก็ขอโทษไปแล้วนี่เราจำได้ สงสัยท่านจะตกใจเลยลืม” อิสรายิ้มแย้มขณะพูด ผมจำไม่ได้จริง ๆว่าผมพูดไปตอนไหน ตอนนั้นสติคงกระเจิดกระเจิงไปไกลแล้วเธอบอกว่าถ้าไม่เชื่อก็จะเปิดภาพจากเอวีเอสอีให้ดูผมเพิ่งรู้ว่าสร้อยคอที่ประดับด้วยอัญมณีลายดอกไม้ที่เธอสวมมีกล้องขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ด้วยผมผิดหวังเล็กน้อย ทีแรกนึกว่าจะเจอคนที่เกลียดการใช้เอวีเอสอีเหมือนกัน

            “เอาเป็นว่าเรายกโทษให้ท่านแล้วนะไม่ต้องขอโทษเราอีก ท่านรู้แล้วก็อย่าทำสัญญาณเตือนภัยดังเป็นครั้งที่สองก็พอ”

            “ขอบคุณท่านมาก”ผมมองใบหน้าที่สดใสนั้น ก่อนขอตัวไปทำงานต่อ เราทั้งคู่โบกมือล่ำลากันเมื่อพ้นจากระยะสายตาของเธอแล้วผมคลี่ยิ้มอย่างพอใจคนเดียว รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกทั้งที่งานยังไม่เสร็จเลยสักชิ้น

            ผมซื้ออาหารเที่ยงสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อแต่ไปนั่งกินที่โรงอาหารเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวน ใช้เวลาเพียง 15 นาทีก็กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิมผมใช้เวลาช่วงบ่ายทำงานที่คั่งค้างต่อหลังจากที่ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาในใจกับหญิงสาวที่ผมชอบแล้วก็รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก

            ผมเขียนบทความอย่างรวดเร็ว ยิ่งใช้ปุ่มคอนทราสต์จากแอปวอทส์อัพ ทูเดย์ที่อิสราแนะนำเมื่อวาน งานยิ่งวิ่งฉิว ผ่านไปแค่ชั่วโมงเดียวผมเขียนเสร็จไปแล้วสามบทความ รู้เช่นนี้คงใช้ตั้งนานแล้วอิสราบอกว่าการช่วยสรุปความเป็นสิ่งพื้นฐานแรก ๆ ที่เอไอทำได้เพียงแต่สำนักข่าวเราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่เหนือกว่าเครื่องจักรทำข่าวเจาะลึกได้ตรงประเด็นกว่าเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ยังเลือกเสพข่าวทุติยภูมิแทนที่จะสั่งเอไอให้สรุปข่าวแล้วเล่าออกมาง่าย ๆ ดีดนิ้วครั้งเดียวก็เสร็จ เธอย้ำว่าในเมื่องานสรุปข่าวเป็นแคเทกอรีสอง ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาก้าวกระโดดไปไกลแค่ไหนผู้คนก็ยังเชื่อใจมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี ผมนึกถึงคำพูดไมตรีเขาเชื่อว่าจะเก่งกว่าเอไอได้ก็ต้องเริ่มทดลองจากทำด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวช่วยก่อน

            เราคงผ่านจุดนั้นมาแล้วมั้ง

            ผมทึกทักเอาเองจากนั้นก็ลงมือใช้เอไอต่อ แวะพักดื่มกาแฟเป็นช่วงสั้น ๆ เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วกลับไปประจำโต๊ะทำงาน ผ่านไปอีกสองชั่วโมงก็เหลือเพียงสองบทความ ถือว่าเร็วขึ้นมากจากวันแรกไม่แน่ใจว่าทักษะตัวเองพัฒนาขึ้นหรือได้เอไอช่วยกันแน่รู้ตัวอีกทีก็เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงออฟฟิศจะปิด

            ในตอนนั้นเองมีเสียงกริ่งดังขึ้นผมชะงักไปห้าวินาทีจึงตระหนักรู้ได้ว่าเป็นเสียงออดของห้องผมเพราะเพิ่งเคยมีคนมากดเป็นครั้งแรกผมเอื้อมมือไปกดปุ่มให้ประตูปรับเป็นกระจกเงาทางเดียวชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องผมด้วยหน้าตาดุดัน

            “มันมาทำไมวะเนี่ย” ผมกระซิบกับตัวเองสหายกดออดซ้ำอีกครั้ง ผมพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ชายคนนี้จะมาให้คำแนะนำเรื่องงานแก่ผมจะมาคุยงานก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะเรายังไม่ได้ทำงานร่วมกันบางทีเขาอาจจะมาดุด่าผมเพิ่มเติมจากเมื่อวานเพราะยังแค้นไม่หายยังไงก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่

            “เรารู้ว่าท่านอยู่ในนั้น”สหายกดออดซ้ำเป็นครั้งที่สาม ผมลองคิดหาทางออกใช้ข้ออ้างว่าไปทำงานภาคสนามเหมือนผู้สื่อข่าวคงไม่ได้หรือถ้าผมแกล้งทำเป็นไม่อยู่เขาอาจจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องไมตรีถ้าอ้างว่าไปเข้าห้องน้ำเขาอาจจะยืนรอจนถึงเวลาเลิกงานเลยก็ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นผมกดปุ่มจากนั้นประตูจึงเลื่อนเปิดอัตโนมัติ

            สหายพรวดเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำเชิญบีบให้ผมต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว ประตูไม่สามารถเลื่อนปิดได้เพราะลำแขนกำยำของเขาดันกรอบประตูตรงตำแหน่งเซนเซอร์พอดีสายตาคมกริบของเขากวาดมองสำรวจไปทั่วห้อง ราวกับจะประเมินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในนี้

            “ห้องโล่งดี...สมกับเป็นเด็กใหม่”สหายพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง ช่างเสียมารยาทสิ้นดี

            “มีอะไรรึเปล่า”ผมแสร้งถอดหูฟังเอวีเอสอีออกอย่างเชื่องช้าเพื่อมีเวลาข่มความขุ่นเคืองไม่ให้แสดงออก

            “ทำไมตอบช้านัก” สหายบอกตอนนี้สายตาเขาวนกลับมาที่ผม สีหน้าเหมือนไม่สบอารมณ์ผมรึเปล่าที่ต้องเป็นฝ่ายโกรธ 

            “ขอโทษที เมื่อกี้ไม่ได้ยิน”ผมฝืนใช้น้ำเสียงปกติ ก้มมองเครื่องเอวีเอสอีในมือ สื่อเป็นนัย ๆว่าเมื่อครู่นี้ฟังเพลงอยู่ “ท่านมีอะไรก็ว่ามาเลย”

            สหายเหลียวมองซ้ายขวาก่อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผมแหงนคอเพื่อสบตาชายหน้าหล่อที่ตัวสูงกว่า  

            “ขอถามท่านอะไรตรง ๆ ได้ไหมด้วยสัตย์แบบเดียวกับนักการเมือง”

            “มีอะไรก็ว่ามาเลย” ผมตอบปัด ๆ จริง ๆอยากเถียงว่าไม่ใช่นักการเมือง

            “ท่านชอบอิสราใช่ไหมตอนที่สัญญาณกันขโมยดัง ท่านแอบฟังเราคุยกับอิสราใช่ไหม”สหายพูดเน้นชื่อของหญิงสาวให้หนักแน่นขึ้น ใจผมเต้นรัวเมื่อได้ยินประโยคนั้นชายผู้นี้พูดเหมือนตาเห็น

            “ท่านเอาอะไรมาพูด”สัญชาตญาณผมบอกให้ปฏิเสธไว้ก่อน เขาไม่มีทางมีหลักฐานมัดตัวผมได้

            “รู้ไหมว่า อิสราเป็น ‘ทรานส์เจนเดอร์’[1]”สหายบอกสีหน้าเคร่งเครียดราวกับเป็นตลกหน้าตาย แถมยังพูดสำเนียงอังกฤษใส่ผมอีก

            “เราไม่เชื่อหรอก”ผมโต้ตอบไปโดยไม่ได้มีหลักฐานสนับสนุนเทคโนโลยีการผ่าตัดแปลงเพศยุคนี้อาจสมบูรณ์แบบ แต่ผมเชื่อในสัญชาตญาณตนเองอิสราไม่มีทางเป็นหญิงข้ามเพศได้ 

            “เราล้อเล่น”มุมปากของสหายยกขึ้นเล็กน้อย “หรือว่าท่านชอบเรา”

            “จะบ้าเหรอ” ผมตะโกนอยู่มาจนอายุปูนนี้ ผมรู้ตัวแล้วว่ารสนิยมทางเพศเป็นแบบไหนผมไม่เคยชอบผู้ชายเลยสักครั้งสหายหันไปด้านข้างก่อนชี้นิ้วทาบปากทำเสียงชู่วให้ผมเงียบ

            “แสดงว่าเหลือตัวเลือกเดียวก็คือท่านชอบอิสรา ที่เราอยากจะบอกก็คือ เรากำลังจีบอิสราอยู่และถ้าท่านยังไม่เลิกก็ถือว่าเป็นศัตรูของเรา” สหายกล่าว แม้ว่าร่างกายจะบึกบึนพอๆ กัน แต่แววตาของเขาที่จดจ้องทำให้ผมรู้สึกกลัวจนขนลุก รู้เลยว่าชายผู้นี้เอาจริงราวกับว่าเขาพร้อมทำลายอาชีพ ทำลายชื่อของผมได้ทุกเมื่อหากไปขวางทางเขาผมไม่รู้ว่าเขาเคยทำแบบนี้กับคนที่จีบก่อนหน้านี้หรือไม่

            “ท่านมาบอกเราแค่นี้เหรอ”ผมถามน้ำเสียงสั่นเครือโดยไม่รู้ตัว

            “ใช่ เห็นท่านไม่มีโซเชียลมีเดีย เราเลยมาบอกให้รู้ไว้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน... แค่นี้แหละ”

            พอพูดจบชายผู้นั้นก็เดินจากไปยกมืออำลาไปด้านหลังให้ผมโดยไม่หันมามอง ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แต่มันไม่ใช่ลมหายใจแห่งความโล่งอก กลับเป็นความรู้สึกกังวลใจละลอกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาแทนที่

     


    [1]Transgender คนข้ามเพศ