Age of war

    ตอนที่ 47 ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

    ***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

    เปลวไฟนรกได้ปะทุขึ้นที่เหนือปราสาทของพวกเรา

    ยอดปราสาทถูกเปลวไฟแห่งพระสุริยะหลอมละลายจนกลายเป็นลาวาที่ร้อนระอุ

    แต่สัญญาณสมองจากองค์ราชินีทั้งห้ายังคงมีอยู่ภายในสนามรบแห่งนี้

    อยู่ตรงฐานข้างล่างของปราสาทตรงนั้น

    พวกเธอคงรีบกระโดดหนีลงมาจากยอดปราสาทสินะ

    แต่คงบาดเจ็บสาหัสอยู่ เลยไม่สามารถส่งข้อความหรือแม้แต่จะออกเสียงทางคลื่นสมองแจ้งพวกเรากลับมาได้

    “ท่านราชินี!? ”

    “ท่านราชินีบาดเจ็บหนัก แย่แล้ว! ”

    พวกลูกน้องต่างตื่นตระหนก

    ไอพวกไม่ได้เรื่อง

    “ทุกคนจงฟัง! นับแต่นี้ไป ข้า ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] จะเป็นผู้สั่งการแนวรบทางเหนือแทนองค์ราชินีโอเปอร์เอง! ”

    ข้าคำรามลั่นไปทั่วสนามรบ

    ง้าวขนาดยักษ์ได้ถูกชูสูงขึ้นท้องฟ้า

    ชุดเกราะสีส้มได้ทอประกายแสงอย่างงดงามแลดูน่าเกรงขาม

    ความตื่นตระหนกของทหารได้มลายหายไปจนหมดสิ้น

    “ทุกหน่วยประจำสถานีรบ ศัตรูกำลังจะเข้าสู่ระยะโจมตีแล้ว! ”

    คูน้ำที่กว้างสองกิโลเมตรตรงหน้าได้ถูกถมเต็มไปด้วยกองทัพของปีศาจยักษ์

    ชุดเกราะเกล็ดสัตว์ยักษ์ที่ดูน่าเกรงขามได้ทอประกายบนผืนน้ำที่กว้างใหญ่

    แพไม้จำนวนมากได้ถูกนำมาวางเรียงต่อกัน จนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองฟาก

    สัตว์สงครามหลากชนิดทั้งที่คุ้นตา และไม่คุ้นตาได้ถูกนำมาวางเป็นทัพหน้า

    ระยะหว่างเหลืออีกเพียงสี่ร้อยเมตร พวกมันก็จะเชื่อมสะพานมาถึงฝั่งนี้ได้สำเร็จ

    จุดเชื่อมต่อของศัตรูนั้นกระจายด้วยกันถึงสามจุด

    ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

    สะพานแต่ละจุดโจมตีจะมีสะพานเชื่อมมากกว่าสิบแห่ง และแต่ละแห่งมีความกว้างถึงห้าเมตร

    ส่วนกองทัพสัตว์ยักษ์บินได้นั้น พวกมันกำลังบินดูท่าทีอยู่ที่อีกฟากของแม่น้ำ

    จำนวนของพวกมันลดน้อยลงไปจากเมื่อสองวันก่อนเป็นอย่างมาก

    บางทีคงหวาดกลัวหญ้าเมาของพวกเรา เลยไม่กล้าบุกเข้ามาในตอนนี้

    “เตรียมยิงหน้าไม้ยักษ์! ”

    ระยะโจมตีหวังผลของหน้าไม้ทดแรงขนาดยักษ์คือสี่ร้อยเมตร ส่วนหน้าไม้ทดแรงทั่วไปคือสองร้อยเมตร

    และด้วยการยิงจากที่สูง ทำให้สามารถยิงได้ไกลขึ้นไปอีก

    แน่นอนว่ามันสามารถยิงได้ไกลกว่าสองกิโลเมตร แต่นั่นจะเป็นการยิงที่ไม่หวังผลลัพธ์

    ยิ่งระยะไกล โอกาสที่ลูกธนูจะถูกกระแสลมเบี่ยงก็ยิ่งมีมาก

    และถ้าเป็นการยิงขึ้นท้องฟ้า อย่างมากก็อยู่แค่ช่วงสองถึงสามร้อยเมตรเท่านั้น

    ดังนั้นระยะยิงหวังผลสุดท้ายที่สรุปได้ จึงอยู่ที่ช่วงสี่ร้อยเมตรจากยอดกำแพงเนินดิน

    กองทัพสีส้มต่างยกหน้าไม้ขึ้นเป็นทิวแถว

    ขึ้นหน้าลูกดอก ดึงจนสายรั้งตึงเครียด

    นำหัวธนูพันด้วยผ้าชุบน้ำมัน แล้วจุดไฟจนลุกโชน

    พร้อมที่จะยิงหนามแหลมทิ่มแทงแผดเผาอริศัตรู

    และในตอนที่เข้าสู่ระยะสี่ร้อยเมตร---

    “เล็งไปที่สะพานของศัตรู โจมตี! ”

    “##$$&! ”

    ทั้งสองฝ่ายต่างคำรามเสียงแห่งสงครามออกมาพร้อมกัน

    ลูกธนูสองแสนดอกได้พุ่งตรงไป ในขณะที่สัตว์ร้ายหางยาวจับสัตว์ร้ายทรงกลมโยนสวนกลับมา

    ลูกธนูติดไฟของพวกเราบางส่วนจมลงคูน้ำ บางส่วนปักลงบนร่างของสัตว์ร้ายที่ถูกขว้างมา และบางส่วนก็ปักลงบนตัวสะพาน

    สะพานของพวกปีศาจยักษ์เริ่มลุกโชนเป็นทะเลเพลิงบนผิวน้ำ

    สะพานบางเส้นได้ถูกเผาวอดวายจมน้ำหายไปครึ่งหนึ่ง แต่บางสะพานกลับถูกทหารของพวกมันเข้ามาดับไฟไปได้เสียก่อน

    “... พวกมันพ่นไฟได้”

    สัตว์ร้ายที่ถูกลูกธนูนั้น ได้พ่นเปลวเพลิงขนาดย่อมออกมาจากผิวของมันเอง

    จำนวนของมันมีราวหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยตัวได้

    สัตว์สงครามเหล่านี้มีลักษณะทรงกลม ไร้แขนขา และมีเพียงดวงตากับปากอันใหญ่โตบนผิวไร้ขนสีน้ำตาลที่หยาบหนา

    ดวงตาของมันมีสีแดงก่ำดูดุร้าย และสามารถแผ่ไอความร้อนออกมารอบตัวได้ประมาณหนึ่งเมตร

    ลูกธนูที่ปักลงไปบนผิวหนังที่หยาบกร้านนั้น ได้ถูกเปลวไฟซึ่งแผ่ออกมาจากผิวของมันกลืนกินลงไป

    “อันตราย…”

    ข้าสัมผัสได้ถึงอันตรายจากพวกมัน

    “ลองยิงธนูฆ่าพวกมันสักตัวดูซิ? ”

    “ไม่ได้ผลครับ พวกมันเผาลูกธนูทิ้งก่อนถึงตัวพวกมันไปหมดเลย”

    “อย่างงั้นหรือ…”

    ข้าหันไปมองดูเป้าหมาย

    พวกมันใช้เปลวไฟที่แผ่ออกมาเป็นโล่ป้องกันลูกธนูไม้ของพวกเรา

    และดูเหมือนว่าจะเห็นพวกเราเป็นศัตรูไปแล้ว เลยกำลังบินตรงขึ้นมาหากองทัพของข้าบนยอดเนินกำแพงแห่งนี้

    ไม่มีขาและแขน แล้วใช้วิธีบินในการเคลื่อนไหวแทนเช่นนั้นหรือ…

    *บรึ้ม! *

    ในตอนนั้นเองที่เกิดเปลวไฟจำนวนมากเกิดขึ้นบนยอดเนินกำแพงของพวกเรา

    พวกปีศาจยักษ์ได้ยิงท่อนเหล็กยาวสามเมตรสวนกลับขึ้นมา

    เมื่อท่อนโลหะดำนั้นกระแทกเป้าหมาย มันจะระเบิดกระจายตัวออกเป็นกองเพลิงขนาดย่อม

    กองทัพสีส้มของข้าบางส่วนได้จมอยู่ในกองเพลิง ส่วนกลุ่มที่ไม่กลายเป็นเหยื่อ ต่างเร่งรีบขึ้นหน้าไม้ชุดใหม่เพื่อยิงสวนกลับไป

    เป็นการยิงแลกต่อสู้ที่ดุเดือด ศัตรูไม่ยอมถอย ส่วนพวกเราเองก็มิหวาดเกรงกลัวกองเพลิงที่ลุกโชนบนยอดกำแพงแห่งนี้

    “พวกเจ้ายิงธนูสกัดพวกปีศาจยักษ์ต่อไป เดียวข้าจะลงไปจัดการพวกสัตว์ร้ายเหล่านั้นเอง”

    “ต้องการหน่วยรบไหมครับ? ”

    “ไม่ต้อง ข้าคนเดียวพอ”

    งานสนุกแบบนี้จะมอบให้คนอื่นทำได้ยังไงกันละ?

    ข้ากระโดดลงจากยอดเนินกำแพง แล้ววิ่งถลาลงไปตามทางลาดกำแพงเนินดิน

    “ฮึ? พ่นลูกไฟออกมาได้อย่างงั้นหรือ? ”

    เจ้าสัตว์สงครามตัวหนึ่งพ่นบอลไฟขนาดเล็กมาตรงหน้าข้า

    ข้าใช้ง้าวยักษ์ปัดใส่อย่างรุนแรง

    สิ่งที่มันพ่นออกมาจากปากนั้น คือก้อนเหลวหนืดน่าเกลียดบางอย่างที่ติดไฟได้

    เมื่อสิ่งนั้นถูกง้าวข้าปัดอย่างรุนแรง มันก็แตกกระจายออกจนเชื้อไฟหมดและดับมอดลง

    “กี๊ส!? ”

    เจ้าสัตว์สงครามแสดงความแปลกใจออกมา แต่ข้าไม่สน

    “ลองเจอนี่หน่อย”

    ข้าขว้างมีดสั้นใส่ลูกตาของมัน แล้วใช้ง้าวฟันเข้ากลางลำตัวของมันเต็มแรง

    ผิวหนังที่หนาได้ฉีกแยกออกพร้อมกับของเหลวจำนวนมากที่ปริแตกออกมา

    ข้ารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาในทันที

    “แย่แล้ว! ”

    ข้ารีบยกง้าวขนาดยักษ์ขึ้นมาบังส่วนใบหน้าเอาไว้

    ทันทีที่สารเหลวภายในร่างมันสัมผัสกับอากาศ สิ่งนั้นก็ลุกเป็นไฟ

    มันปะทุอย่างรุนแรงแล้วกลายเป็นแรงระเบิดสนั่นหวั่นไหว

    ร่างของข้ากระเด็นออกมาพร้อมกับง้าวของตน

    โชคดีที่ไม่ได้รุนแรงมาก

    ชุดเกราะเหล็กระดับสูงกับง้าวเหล็กยักษ์ได้ช่วยปกป้องข้าเอาไว้

    “พวกมันระเบิดตัวเองได้…”

    ข้าไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน

    น่าสนุก

    สัตว์สงครามทรงกลมพวกนี้มีประมาณหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยตัว

    นั่นแปลว่าข้าสามารถสนุกกับพวกมันได้ถึงหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยครั้ง

    ดีละ เข้ามาเลยไอพวกลูกหมา!



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    ข้าจำวิธีต่อสู้ด้วยง้าวและมีดของเจ้านั้นได้

    ไม่ผิดแน่ มันคือศัตรูผู้แข็งแกร่งคนนั้น

    ศัตรูที่ต้องใช้แม่ทัพถึงห้าคนในการรุมเอาชนะ

    “กองทัพยักษาแห่งปฐพี จงคุ้มกันสะพานนี้ด้วยชีวิต! ”

    “โอ้ว! ”

    “กองทัพอสูร สนับสนุนกองทัพของบานาซะ! ”

    “รับทราบค่ะ! ”

    ข้ากับแครอทต่างเดินทัพคู่กันมา

    แนวบุกทิศเหนือใกล้จะเข้าถึงอีกฟากของคูน้ำแล้ว

    แต่การยิงต่อต้านของศัตรูนั้นรุนแรงมาก ไม่มีทางที่จะเข้าไปใกล้ได้มากกว่านี้เลย

    ทั้งที่เหลืออีกเพียงหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น

    พวกเราพยายามยิงโต้กลับ แต่ศัตรูที่อยู่สูงกว่า ย่อมมีอำนาจการยิงได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว

    แถมด้วยสะพานที่กว้างไม่มากพอ เลยทำให้พวกเราไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพด้านจำนวนได้อย่างเต็มที่เท่าไหรนัก

    แถมอสูรบอมที่ส่งไปสร้างความปั่นป่วน กลับโดนคนที่น่าจะเป็นแม่ทัพศัตรูขวางเอาไว้เสียอีก

    ไม่สิ ฝีมือระดับนั้นคงเป็นแม่ทัพตัวจริงนั่นละ

    มันสูงสองเมตร สวมเกราะสีส้มทั้งตัว และใช้แขนทั้งสี่ถือง้าวพร้อมกับมีด เข้ากวาดล้างอสูรบอม

    วิ่งอย่างรวดเร็ว แทงลงอย่างมิหวาดกลัวเปลวไฟที่แผ่พุ่งเข้าทำร้าย

    แถมยังใช้การระเบิดตัวเองของพวกอสูรบอม ในการเป็นแรงพลักพุ่งตัวเข้าหาศัตรูรายถัดไป

    สังหารอสูรอย่างต่อเนื่อง ราวกับ [อสูรร้ายแห่งการกลืนกิน] ในตำนานของพวกเรา

    “ไม่เป็นไรหรอกบานา พวกเราทำภารกิจนี้สำเร็จแน่นอน”

    แครอทเข้ามาตบหัวไหลของข้าด้วยรอยยิ้ม

    “เพราะว่า? ”

    “เพราะว่านั่นยังไงละ”

    เธอชี้ไปตรงหน้า

    ที่ริมฝั่งของศัตรูนั้น มีบางอย่างกำลังผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ

    มันคืออสูรวัว สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอยู่ในโลกเดิมของพวกเรา

    ถึงจะไม่รู้จัก แต่การฝึกใช้งานหาใช่ปัญหาไม่

    พวกมันเป็นอสูรที่ร้ายกาจ อีกทั้งยังทรงพลังไม่แพ้พวกอสูรปีกเลยทีเดียว

    ไม่สิ บางทีอาจร้ายกาจกว่าพวกอสูรปีกด้วยซ้ำ

    และตัวตนที่ว่านั้นจำนวนสองหมื่นห้าพันตัว ก็กำลังปีนขึ้นจากน้ำเพื่อบุกไปที่แนวรบของศัตรูแล้ว



    ***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

    สัตว์ก็คือสัตว์วันยังค่ำ

    พวกสัตว์สงครามของศัตรูต่างเริ่มหวาดกลัวข้า แล้วพากันวิ่งหนีไปที่คูน้ำ

    ช่างน่าเบื่อจริง

    “... สัตว์สงครามหน้าใหม่หรือ? ”

    ในตอนนั้นเองที่ผิวน้ำตรงหน้าเริ่มกระเพือมอย่างต่อเนื่อง

    สิ่งมีชีวิตคล้ายวัวขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นมาจากผิวน้ำ

    พวกมันมีเขาที่ใหญ่โต ตัวสูงสิบเมตร มีกรงเล็บแหลมคมยาว ผิวหยาบกร้านสีม่วง และมีใบหน้าที่ดุร้าย

    ดวงตาสีแดงก่ำได้จับจ้องมาหาศัตรูตรงหน้า

    หรือก็คือตัวข้านั่นเอง

    “ขอดูความสามารถหน่อยซิ? ”

    ข้าวิ่งเข้าไปพร้อมกับง้างง้าวขึ้นมา

    “โอ๊ว!? ”

    สัตว์ร้ายตอบสนองด้วยการเหวี่ยงกรงเล็บอันใหญ่โตเข้าใส่

    ขนาดฝ่ามือของมันกว้างกว่าหนึ่งเมตร หากโดนเข้าคงได้ตายคาที่ในทันที

    ข้าก้มตัวลงต่ำ แล้วมุดลอดช่องว่างใต้รอยแยกของกรงเล็บเข้าไป

    ง้าวในมือได้ถูกเหวี่ยงฟันอย่างรุนแรงไปที่แขนของมันจากด้านข้าง

    “หืม? ผิวแข็งมาก… ”

    แต่ง้าวของข้ากลับไม่อาจระคายผิวมันได้

    “กร๊อก! ”

    สัตว์สงครามสีม่วงคำรามด้วยโทสะ

    มันใช้หางที่ยาวเรียวแหลม อีกทั้งยังหยาบกร้านราวกับใบเลื่อย ฟาดมันเข้าใส่ข้า

    ข้ากระโดดหลบพร้อมกับใช้มือทั้งสามที่ว่างอยู่ ปามีดสวนกลับไป

    มีดสองเล่มที่ปาใส่หน้าท้องกับระหว่างขาของมัน ได้ถูกดีดกระเด็ดกลับออกมา

    ไข่แม่งแข็งเวอร์…

    มีเพียงแค่มีดซึ่งปาใส่ลูกตาเท่านั้น ที่สามารถปักทะลุลงไปได้

    “โกร๊วววว! ”

    เลือดสีม่วงได้ไหลออกมาจากเป้าตาของมัน

    มันคำรามด้วยโทสะอีกครั้ง พร้อมกับแสงที่สุกสว่างออกมาจากเขาของมัน

    ลูกบอลเพลิงขนาดย่อมได้ปรากฏขึ้นจากอากาศที่ว่างเปล่า

    เปลวไฟได้วิ่งวนรอบตัว หมุนวนราวพายุ และหลอมเข้าด้วยกันเป็นลูกบอลสีแดงฉาน

    มันไม่ใช่ลูกบอลเพลิงที่ลุกไหม้ แต่เหมือนกับก้อนพระอาทิตย์ที่ถูกอัดแน่นเอาไว้

    “โกร๊ว! ”

    เจ้าสิ่งที่ดูอันตรายได้ถูกปล่อยออกมา

    เกิดแรงลมตีกระจายออกไปโดยรอบพร้อมกับการพุ่งตัวที่บ้าคลั่ง

    ข้ารีบเบี่ยงตัวหลบเส้นทางการวิ่งของพระอาทิตย์จิ๋วนั้น

    พื้นดินโดยรอบถูกเจ้าสิ่งนี้แผดเผาทำลาย จนเป็นเส้นทางขนาดหนึ่งเมตรที่ลากยาวขึ้นไปบนเนินกำแพง

    *บรึ๊ม! *

    ก่อนจะระเบิดออกอย่างรุนแรงบนยอดเนินดิน

    ลูกพระอาทิตย์ขนาดจิ๋วได้ขยายตัวออกจนใหญ่โตกว่าสิบเมตร

    ขยายตัวและกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่มันสัมผัส

    พื้นที่โดยรอบสิบเมตรได้กลายเป็นหลุมกว้างขนาดใหญ่

    ทุกสิ่งทุกอย่างได้หายจากไปไม่เหลือ

    ทั้งลูกน้อง ทั้งอาวุธ ทั้งชุดเกราะ ทุกอย่างถูกความร้อนเหลือจินตนาการแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

    ชุดเกราะดินกับเกราะเหล็กกล้า ล้วนแต่ถูกหลอมจนกลายเป็นวัตถุเหลวที่ไม่ต่างกัน

    ไม่เหลือสิ่งใดทิ้งเอาไว้จากการพองโตของพระอาทิตย์ขนาดจิ๋วเหล่านั้น

    “... ทุกหน่วย ทิ้งหินยักษ์ลงมาได้”

    “แต่ท่านขุนพล---”

    “ไม่ต้องห่วง ตัวข้าหลบได้อยู่แล้ว”

    ลูกเหล็กทรงกลมขนาดใหญ่สองถึงสามเมตรเริ่มถูกกลิ้งลงมาจากเนินกำแพง

    โลหะที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงได้กลิ้งทิ้งตัวเข้าใส่ฝูงของสัตว์สงคราม

    แต่ต่อหน้าสัตว์สงครามสีม่วงสูงสิบเมตรตัวนี้ มันก็เป็นได้แค่เพียงของเล่นเท่านั้น

    ลูกเหล็กกลมต่างถูกกรงเล็บอันทรงพลังของพวกมันตบฉีกทำลาย

    แต่นี่ละคือโอกาส

    ข้าใช้จังหวะที่พวกมันสนใจลูกเหล็ก ปามีดสวนเข้าใส่ดวงตาของพวกมัน

    หลังจากปิดตาจนมืดบอด ข้าก็กระโดดปีนร่างของมัน แล้วใช้ง้าวแทงทะลุเพดานปากจากข้างในสู่ข้างนอก

    บางทีถึงผิวนอกจะแข็งแกร่ง แต่ผิวหนังภายในน่าจะอ่อนนุ่มเหมือนสัตว์ทั่วไป

    ข้าคิดเช่นนั้น และได้เดิมพันโจมตีเข้าไปในปากของมัน

    คมง้าวของข้าได้เสียบทะลุไปจนถึงสมองของมันจนสิ้นชีพลง

    “หนึ่งตัว…”

    ข้าถีบใบหน้าของมันเพื่อส่งตัวเองไปหาสัตว์สงครามตัวที่สอง

    แทงง้าวลงไปที่ดวงตาสีแดงก่ำ แล้ววาดลวดลายเพื่อแทงทำลายจากภายในช่องปาก

    “ตัวที่สอง…”

    แล้วก็ตัวที่สาม

    ข้าต้องใช้สมาธิสูงมาก กับการหลบกรงเล็บที่โจมตีสวนกลับมา

    มันไม่ใช่ง่ายเลยที่จะแทงลงไปอย่างแม่นยำที่กระพุงแก้มของพวกมันจากข้างใน

    ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะล่อให้พวกมันอ้าปากกว้างออกมา

    แถมหากพลาดโดนกรงเล็บอันใหญ่โตนั้นเพียงทีเดียว ข้าคงได้ถูกส่งกลับไปเกิดใหม่แน่

    แต่ข้ายังสู้ได้

    สนุก ช่างเป็นสัตว์สงครามที่ต่อสู้ด้วยแล้วให้ความรู้สึกสนุกยิ่งนัก

    ข้าฉีกหน้ายิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวภายใต้เกราะหมวกสีส้ม

    พวกสัตว์สงครามที่สัมผัสจิตสังหารของข้าได้นั้น ต่างสะดุ้งตัวแล้วถ่อยร่นทิ้งระยะออกไปเป็นทิวแถว

    อะไร? หมดไฟสู้แล้วหรือ?

    “ไม่เข้ามา ข้าเข้าไปเองนะเฟ้ย”

    ข้าถีบพื้นพุ่งเข้าใส่พวกมันอีกครั้ง

    สัตว์สรงครามตรงหน้าคงรู้ตัวว่าไม่อาจหลีกหนีได้ จึงคำรามก้องแล้วพุ่งเข้าใส่

    ฝูงสัตว์ยักษ์สีม่วงได้ถาโถมเข้าใส่จุดสีส้มที่เป็นร่างของข้า

    ประหนึ่งก้อนหินขนาดเล็กที่โยนลงไปในมหาสมุทร

    แต่อย่าได้ดูถูกหินก้อนเล็กเชียว

    เพราะไม่ว่าผืนน้ำจะใหญ่เพียงใด ก้อนหินเพียงชิ้นเดียวก็สามารถทำให้ผิวน้ำแตกกระเพื่อมได้แล้ว

    และข้าก็คือก้อนหินชนิดที่ว่านั้น

    ร่างของสัตว์สงครามผิวม่วงได้ถูกฆ่าเพิ่มอีกหนึ่ง

    ควันฝุ่นลอยคลุ้งทำให้กลิ่นของข้าถูกกลบจนมิด

    ฝูงสัตว์ที่เข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ทำให้โจมตีถูกพวกเดียวกันเอง

    โจมตีได้อย่างป่าเถือน ดุดันสมดั่งสัตว์ป่า

    และเพราะเป็นเช่นนั้น ข้าจึงใช้ประโยชน์จากความบ้าคลั่งของพวกมันเอาในการเอาชนะ

    ข้าฆ่า ฆ่า ฆ่า และฆ่าพวกมันจนลืมที่จะนับไปแล้ว

    ร่างกายสีม่วงขนาดยักษ์ได้นอนเรียงรายไปทั่ว

    ถมสูงจนกลายเป็นภูเขาที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรง

    เลือดสีม่วงได้สาดกระเซ็นจนย้อมชุดเกราะของข้าเป็นสีม่วง

    ไอสังหารทำให้สัตว์สงครามเริ่มลังเลที่จะเข้ามาโจมตีต่อ

    พวกมันแตกฮือและวิ่งหนีไปจากข้า

    ช่างดูน่าขันยิ่งนัก ที่สัตว์ยักษ์สูงสิบเมตรจะมาหวาดกลัวสิ่งมีชีวิตตัวเล็กสูงสองเมตรอย่างข้าเนี่ย

    สุดท้ายสัตว์ก็ยังเป็นสัตว์วันยังค่ำ

    “อ๊า… พวกมันข้ามฝั่งมาได้แล้ว”

    ในตอนนั้นเองที่ความสนุกชุดใหม่ได้ยังเกิดขึ้นตรงหน้าข้า

    สะพานของพวกปีศาจยักษ์ได้ทอดยาวฟาดสู่พื้นดินฝั่งนี้แล้ว

    ส่วนกองทัพของข้าที่ต่อต้านด้วยธนูจากยอดกำแพงนั้น มีจำนวนลดลงจนเหลือแค่ห้าหมืนนายเท่านั้น

    ในขณะที่กองทัพของศัตรูยังมีเพิ่มเรื่อย ๆ ราวกับเป็นอนันต์

    …ฮึ ฮึ ฮึ แพ้ด้วยจำนวนอย่างช่วยไม่ได้เลยสินะ?

    แต่ท่ามกลางความตายตรงหน้า ข้ากลับรู้สึกสนุกมาก

    สนุกจริง ๆ

    หัวใจเต้นแรง เลือดภายในร่างสูบฉีดอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ข้าต้องการและโหยหายิ่งนัก

    เอาอีก ขอคู่ต่อสู้ที่โหดดินมากกว่านี้อีก!

    หึ หึ หึ… ฮะ ฮะ ฮะ! สงครามครั้งนี้มันสนุกจริง ๆ ให้ตายสิ!