ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 125 หลอมโอสถและหนอนไหม

            ในเวลาเดียวกันเพลิงหลอมโอสถที่เป็นแหล่งพลังงานความร้อนก็กำลังหลอมพลังปราณทั่วทั้งร่างของสวีหยางอี้อยู่เช่นกัน

            สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นำมาซึ่งความปลื้มปริ่ม แต่ที่มากกว่านั้นคือความกังวล

            “นี่เป็นเพียงก้าวแรกของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เองนะ...ยังห่างไกลกับคำว่า ‘คงกระพัน’ ยิ่งนัก... แล้วถ้าบรรลุวิชาในคัมภีร์เล่มนี้...ร่างกายฉัน... จะกลายเป็นอะไร...” ดวงตาของเขาฉายแววหลากอารมณ์“เส้นทางของฉันหลังจากนี้จะไปในทิศทางไหน...”

            แต่ผ่านไปหลายวินาที ความกังวลนี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยและถูกแทนที่ด้วยการตัดสินใจที่ฮึกเหิม

            กลายเป็นแบบนี้ แล้วมันเป็นอย่างไร?

            ในเมื่อตัวเองได้รับของขวัญแห่งวาสนาสูงส่งเช่นนี้จะให้มานั่งจับเข่าห่อเหี่ยวเป็นร้อยๆ ปีงั้นเหรอ? ไม่มีทาง

            ต่อให้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนามเขาก็เต็มใจฝ่าดงคมหนามนี้ไปให้ถึงที่สุด

            เพียงแค่ไม่รู้แก่นแท้ของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์แล้วจะให้เขาทิ้งมันไปงั้นเหรอ?

            “ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ คงไม่ใช่ตัวฉันแล้ว” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆสงบสติอารมณ์ คลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนหยิบบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน “ฝันให้ใหญ่ มองให้ไกลไปให้ถึง แบบนี้ถึงจะเป็นตัวฉัน”

            ในเวลาเดียวกัน ความคิดอีกอย่างก็ผุดขึ้นกลางใจเขา

            นี่... เป็นเพียงเพลิงหลอมโอสถที่จุดขึ้นจากพลังปราณของตัวเอง

            แล้วถ้า... เปลี่ยนเป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์ในตำนานพวกนั้นล่ะ?

            ควันบุหรี่ลอยคลุ้งทั่วห้อง เมื่อทิ้งก้นบุหรี่ใช้เท้าขยี้บนพื้นเขาก็สลัดความคิดฟุ้งเฟ้อทุกอย่างทิ้งไปและเพ่งมองไปที่จุดทะเลลมปราณตัวเองอย่างพินิจ

            “สุดท้าย... แกมันตัวอะไรกันแน่...”

            ตำแหน่งทะเลลมปราณก่อนหน้านี้ ไม่มีพลังปราณเหลืออยู่แม้แต่น้อยเดิมทีควรว่างเปล่าไร้วัตถุอื่นใด ทว่าตอนนี้กลับมีหนอนไหมปรากฏขึ้นมาหนึ่งตัว

            เป็นหนอนไหมสีขาว

            ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ แลดูนุ่มนิ่มคล้ายตัวอ่อน ดูไร้ซึ่งพิษภัย

            สวีหยางอี้ควบพลังจิตเป็นเท้า และเแตะๆ มันอย่างไม่ลังเลลำตัวอวบนุ่มของมันกระเพื่อมและขยับไปด้านข้างเล็กน้อย

            เขาออกแรงเตะมันอีกสองครั้ง

            มันขยับถอยออกไปตามแรงเตะ พร้อมกับส่งเสียง “อี๊ดๆ” ราวกับขอความเมตตาสวีหยางอี้ลูบคางครุ่นคิด สายตาจ้องมองแขกไม่ได้รับเชิญนี้อย่างเงียบงำ

            คล้ายกับว่า... มีแขกมาเยือนในทะเลลมปราณของตน...

            แรกเริ่มเป็นกล่องจิ๋วปริศนา ต่อมาเป็นบางอย่างคล้ายก้อนหิน จนมาถึง...

            “แต่เดี๋ยวนะ...” แววตาของเขานิ่งค้างฉับพลัน เพราะเขาเห็นสิ่งบางอย่างในบริเวณนั้นเพิ่ม

            รอบๆ หนอนไหมมีเศษอะไรบางอย่างกระจายเกลื่อน บางอย่างที่เล็กมากถ้าไม่เพ่งสายตามองดีๆ ก็จะมองไม่เห็น

            นั่นมัน... เศษคล้ายสะกิดของก้อนหิน และเขาก็รู้จัก “ก้อนหิน”นั้นเป็นอย่างดี

            มันคือเปลือกนอกของก้อนหินที่ลอยอยู่ในทะเลลมปราณก่อนหน้านี้ ซึ่งภายหลังได้เกิดรอยแตกร้าวขึ้นทั่วทั้งก้อน

            ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นมาได้ ตอนที่ต่อสู้อย่างดุเดือดที่บึงบงกชจตุทิศบังเกิดเสียงแตกร้าวบางอย่างดังขึ้นในร่างกายเขาหลังจากนั้นเขาลองตรวจสอบดูพบว่าเมล็ดคล้ายก้อนหินนั้นหายไปแล้ว...แล้วตอนนี้ก็ปรากฏหนอนไหมตัวนี้ขึ้นมาแทนที ไม่นึกว่ามันจะอยู่ใต้ก้นทะเลลมปราณ!ก่อนหน้านี้ก็เพ่งจิตสำรวจภายในหลายต่อหลายครั้งก็ไม่เจอมันมาก่อน!

            ถ้าไม่เป็นเพราะพลังจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์สูบพลังปราณออกไปจนแห้งเหือดและปรับสร้างวงจรพลังปราณ แปรสภาพทะเลลมปราณของเขา เกรงว่าเขาคงไม่มีวันได้รู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ใต้ก้นทะเลลมปราณตัวเองไปตลอด

            นี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ออกมาจาก “ไข่หิน” ก้อนนั้นสินะ

            มันกิน “เปลือกไข่” ของตัวเองก่อนหน้านี้ประทังชีวิตและอาศัยอยู่ในทะเลลมปราณของเขามาตลอด

            สวีหยางอี้นิ่งเงียบ เขายังไม่กล้าด่วนสรุปว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มาจากไหนจากอาวุธราชันย์ หรือจากการฝึกวิชาเวท

            “ถ้าเป็นอย่างที่คิดก็ดีไปแต่ถ้าเป็นกาฝากที่ปี้ปัวเจินเหรินทิ้งไว้ตอนเฮือกสุดท้ายของชีวิตละก็...” เขานึกหวั่นไม่กล้าคิดต่อ“หรืออาจเป็นวิชาเก่าแก่พิลึกพิลั่นของตระกูลหมิง... ที่ทิ้งไว้ตอนที่ตัวเผลอ”

            “ในเมื่อแกชอบอยู่ในนี้ ก็อยู่ต่อไปแล้วกัน” นิ่งลงสักพักเขาก็สลายร่างพลังจิตของตัวเองต่อมาพลังปราณบริสุทธิ์หลายพันเส้นก็ลอยเข้ามาล้อมรอบหนอนไหมตัวนี้เป็นกรงพลังปราณหนาแน่น

            ถ้ายังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรสวีหยางอี้ไม่มีทางปล่อยมาคลานออกมาตามอำเภอใจแน่นอน

            โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตประเภทหนอนไหมแบบนี้... พวกมันสามารถกลายร่างได้อีก

            ตอนนี้มันอาจดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ใครจะรู้ ถ้าหากมันกลายร่างหรือวิวัฒนาการเป็นสัตว์ประหลาดบางอย่างขึ้นมาล่ะ?

            “ฉันยังไม่ขอเสี่ยงดีกว่า” ในที่สุดเขาก็ปลดการเพ่งจิตสำรวจภายในออกมาสวีหยางอี้เคาะนิ้วกับอะไรสักอย่างส่งเสียง “ก๊อกๆ” ในเวลาเดียวกันก็บ่นพึมพำไปได้“ฉันจะต้องบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายให้เร็วที่สุดหลังจากเข้าใจและใช้งานอาวุธราชันย์ได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญมือแล้วฉันจะใช้อาวุธราชันย์สะกดเจ้านี่เอาไว้”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก สายตามองไปยังเตาหลอมอย่างเป็นประกาย

            “ซ่า...” สสารสีดำจากใบอู่ฟางดูเหมือนแม่เหล็ก วัตถุดิบสามชนิดที่รวมกันเป็นสารกึ่งของแข็งดูคล้ายก้อนโลหะนาทีนี้เอง พวกมันได้หลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบทางเคมี

            ภายในห้อง ไร้ลมพัด ไร้เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงลมหายใจถี่กระชั้นและหนักหน่วงแววตาอันคาดหวังสะท้อนออกมาจากดวงตาสวีหยางอี้เป็นเกือบหนึ่งนาทีเต็มที่สสารดิ้นรนหลอมรวมเข้าด้วยกันรูปทรงบิดเบี้ยวยืดหดไปมาไม่เป็นรูปร่าง จนในที่สุด...

            มันก็นิ่งสงบแล้ว

            สวีหยางอี้สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่อัดแน่นอยู่ด้านใน ฤทธิ์ทั้งสี่ชนิดที่ไม่เข้ากันนาทีนี้มันม้วนขดตัวอยู่สี่มุมอย่างนิ่งสงบ แยกตัวออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

            “สำเร็จแล้วงั้นเหรอ?” เขาเม้มปากเล็กน้อยสายตาจ้องมองวัตถุรูปร่างบิดเบี้ยวดูขี้เหร่จนไม่รู้ว่าเป็นทรงอะไรรู้แค่ว่ามันดูพิลึกกึกกือ

            ตั้งแต่เขาเริ่มเข้าฌานรอบที่สองมาจนถึงตอนนี้เป็นเวลาเกือบปีเต็มเห็นจะได้ ในที่สุด... เขาก็เงยหน้าถอนหายไปยาวๆออกมาอย่างโล่งอก พ่นระบายมวลความรู้สึกอัดอั้นออกจากใจ ความว้าวุ่นกระวนกระวายพลันอันตรธานสลายไปพร้อมห้วงลมหายใจ

            ไม่มีเสียงร้องตะโกน และยิ่งไม่มีการกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจเขาได้แต่จ้องดูร่างอ่อนที่ดูขี้เหร่ของเม็ดโอสถด้วยสายตาลุ่มลึกภายในใจบังเกิดอารมณ์หลากหลายผสมปนเป

            ผู้บุกเบิกทุกคน ล้วนต้องเดินท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิดเพียงลำพังพูดไม่ได้ ระบายไม่ออก รวมเวลาของการฝึกวิชาการควบคุมไฟเข้าไป ถือว่าเขาฝึกวิชาเวทในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ได้สองปีแล้วและแล้วก็ได้เม็ดโอสถตั้งต้นที่สมบูรณ์เสียที

            หากมีนักหลอมยายุคโบราณอยู่ตรงนี้บางทีพวกเขาอาจหัวเราะให้กับตำรายาที่เขาหลอมอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้มีวัตถุดิบปรุงยาแค่สี่ชนิด หนำซ้ำยังเป็นตำราที่ระดับความเสถียรของเปลวไฟคงที่แต่กลับเสียเวลาเป็นสองปีกว่าจะเดินมาถึงขั้นนี้ ทว่าสวีหยางอี้ก็รู้สึกพอใจยิ่งนัก

            นี่เป็นเม็ดโอสถตั้งต้นเม็ดแรกและเม็ดเดียวในยุคสมัยปัจจุบัน!

            ต่อจากนี้... ถึงเวลาควบแน่นเม็ดยาหลอมรวมองค์ประกอบทางเคมีเป็นหนึ่งเดียว

            “รอก่อนแล้วกัน...ฝู่หยุนเจินเหริน” เขายิ้มมุมปากขึ้นอย่างกระหายเลือดแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างเย็นชา “ถึงตอนนั้น ฉันจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ให้คุณเอง...ของขวัญที่คุณคาดไม่ถึง...”

            เขาสะกดความตื่นเต้นลง สมาธิของสวีหยางอี้กลับมาจดจ่อกับคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์อีกครั้ง

            ... 

            หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป สวีหยางอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            “สองขั้นตอนสุดท้าย...” เขาระบายยิ้ม “ง่ายกว่าที่คิด”

            “การควบแน่นเม็ดยาคือการใช้พลังจิตบีบให้ก้อนโอสถตั้งต้นมีรูปทรงกลมกลึงสวยงามเหมือนตอนแรกต้องอาศัยความละเอียดอ่อน” เขาไล่นึกถึงสองขั้นตอนสุดท้าย “ส่วนการขึ้นรูปเม็ดยากลับยุ่งยากกว่าหน่อย...”

            หลังจากการฝึกวิชาหฤโหดของปฐมบทสองบทแรกอย่างทักษะการควบควบคุมไฟและเพลงยามาสองปีเต็มความอดทนและความมั่นใจของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

            “การขึ้นรูปเม็ดยามีคำอธิบายวิธีการของสิบห้าสำนักไว้ในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ล้วนแต่เป็นเคล็ดวิชาลับทั้งสิ้น... 99% ของการปรุงยาควบแน่นเม็ดยาที่ทำมาก่อนหน้านี้ หากไม่มี 1% ของการขึ้นรูปเม็ดยาก็คงเรียกโอสถวิเศษเต็มปากไม่ได้”

            “ในขั้นตอนนี้มีคำอธิบายในคัมภีร์อย่างละเอียด ดังนั้นจึงง่ายและราบลื่นกว่าขั้นตอนก่อนหน้านี้มาก”

            ตัวเองทุ่มเทเวลาหนึ่งปีเต็มให้กับการปรุงยา ตอนนี้เขาแทบรอผลลัพธ์ไม่ไหวแล้ว

            หลังจากนั้น เวลาผันผ่านไปอีกระลอกอย่างรวดเร็วคล้ายสายธารเชี่ยวประหนึ่งห้องฝึกตนแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

            ...

            ณ ทางเดินพื้นหินสีขาว มีผู้คนเดินผ่านไปมา ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่กลุ่มหนึ่งกำลังเดินตามผู้เฒ่าสีหน้าเคร่งขรึมในชุดคลุมสีดำตัวใหญ่เสียงรองเท้าดังระงมทั่วโถงทางเดิน

            สีหน้าของเชียนเริ่นไม่ค่อยดีเท่าไรนักเขานึกไม่ถึงว่าร่างแยกของเทียนฉายเจินเหรินจะออกไปข้างนอกนานถึงสามเดือนครึ่งขนาดนี้

            ระหว่างทางมีเสียงผู้ฝึกตนวัยรุ่นพูดคุยกันอยู่ตลอด ทั้งเจ้าหน้าที่พนักงานในศาลสีหน้าร้อนรนใจเสียงพูดคุยเบาบางระคนเสียงเดินบางแผ่ว แม้เสียงภายในอาคารจะเบาบางจนแทบไม่ได้ยินแต่ก็ขับให้ศาลแห่งนี้สงบอย่างน่าครั่นคร้าม

            เมื่อเชียนเริ่นเดินมาถึงประตูบานใหญ่สูงยี่สิบเมตรผู้ชายในชุดสูทเรียบหรูสามคนก็คลี่ยิ้มขึ้นอย่างจริงใจ พร้อมโค้งคำนับ“ขอต้อนรับท่านอาวุโส กระผมรับคำสั่งมาจากเจินเหรินให้ต้อนรับ...”

            น้ำเสียงยังไม่ทันสิ้นสุด ร่างของเชียนเริ่นก็โฉบผ่านพวกเขาไปทันทีทั้งสามตกตะลึงแต่ก็ไม่ขุ่นเคือง จากนั้นก็รีบเดินตามหลังเข้าไปเพื่อชี้ทาง

            ท่ามกลางห้องโถงพิจารณาคดีขนาดใหญ่ที่ออกแบบช่องรับแสงธรรมชาติได้อย่างลงตัวบรรยากาศเงียบสงัดดั่งสุสาน มีเสียงกระทบของพื้นรองเท้าดังสะท้อนไปทั่วห้องเชียนเริ่นไม่มีอารมณ์มาสนใจรอบข้าง ขณะที่เขากำลังก็เดินเลี้ยวไปมุมหนึ่ง อยู่ๆก็มีน้ำเสียงอันคุ้นเคยดังลอยมา “สหายเชียนเริ่น?” 

            “สหายเฉิน” เชียนเริ่นหยุดฝีเท้าลงทันที เขาไม่สนใจผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ก็จริงแต่สำหรับขั้นจู้จีเหมือนกัน เขาต้องทักทายสารทุกข์สุขดิบ

            “เป็นสหายเชียนเริ่นจริงๆ ด้วย” เสียงรองเท้าดังกระชั้นเข้ามา ผู้ฝึกจตนร่างอ้วนท้วมไว้จอนผมสีดอกเลาด้านหลังมีผู้ช่วยเลขาฯขั้นเลี่ยนชี่สิบกว่าคนตามติดเขาเดินเข้ามาหาเชียนเริ่นพลันประสานมือทักทาย “ไม่เจอกันตั้งสามสิบปีนายบรรลุระดับกลางแล้วสินะ ยินดีด้วย”

            “คำนับท่านอาวุโส” ประหนึ่งนัดแนะกันมาเป็นอย่างดี ผู้ฝึกตนแซ่เฉินที่เป็นผู้ช่วยสิบกว่าคนที่อยู่ด้านหลังโค้งคำนับเปล่งเสียงพูดขึ้น“ขอแสดงความยินดีกับท่านอาวุโสอย่างยิ่ง”

            ผู้ช่วยที่อยู่ด้านหลังเชียนเริ่นรีบโค้งคำนับผู้ฝึกตนขั้นจู้จีอีกฝ่ายเช่นกัน

            เมื่อเจ้านายขั้นจู้จีเจอหน้ากันพวกเขาที่เป็นผู้ช่วยจำเป็นต้องรู้หน้าที่ของตน ถ้าพูดมากไม่รู้กาลเทศะหรือพูดผิดสักประโยค ถ้าเป็นสมัยก่อนพวกเขาอาจถูกฆ่าตายตรงนี้ได้เลย

            “สหายมีธุระอะไรถึงบึ่งมาถึงศาลสูงสุดแบบนี้?” ผู้ฝึกตนแซ่เฉินคลี่ยิ้มจับมือกับเชียนเริ่น“ถ้ามีเวลาว่าง มิสู้แวะไปเยี่ยมตระกูลเฉินของพวกเรา สามสิบเอ็ดปีก่อนหน้านี้ ผู้ฝึกตนระดับเดียวกับฉันทั้งเจ็ดคนได้เข้าไปในมิติลี้ลับของถ้ำเซียนที่เขาฉางไป๋ทุกวันนี้ยังจำเรื่องราวในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำอยู่เลย...เอ๊ะ จริงสิได้ยินว่าสหายปู้อวี่ก็ประจำการอยู่ที่อวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ยไม่ใช่เหรอ?เขาเป็นลูกน้องนายใช่ไหม?”

            แววตาของเชียนเริ่นดูเหม่อลอยรำไร จากนั้นก็เขาหายใจอย่างอนาถ“สหายปู้อวี่ตายแล้ว”

            “อะไรนะ?” ผู้ฝึกตนแซ่เฉินตกตะลึงใบหน้าสะท้อนสีหน้าไม่อยากเชื่อออกมาอย่างเด่นชัด จากนั้นก็รีบไล่ถามต่อ“เป็นไปได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้สหายปู้อวี่ใกล้จะบรรลุระดับระดับปลายแล้วไม่ใช่เหรอแล้วสามสิบปีหลังจากนั้น...”

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน