แล้วก็ผ่านไปสองปี
ช่าย..ใช่ ไทม์สคิปไกลเลยเนอะ
แต่เชื่อผมเถอะ
พวกเธอคงไม่อยากฟังเื่ระหว่างนั้นหรอก..
มันน่าเบื่อมาก
เช้าตื่นมาโดนบังคับวิ่ง วิ่งเสร็จก็ถูกจับนั่งสมาธิทั้ง ๆ ที่เหงื่อโชก กินข้าว ฝึกวิชา กินข้าว ฝึกวิชา กินข้าว อาบน้ำ นั่งปรับลมหายใจ นอน..
ใช่..ช่าย.. มันน่าเบื่อ ผมยอมรับ
ผมถึงได้ไม่เล่าให้พวกนายฟังไง ไปฟังเื่ที่ผมเดินทางไปที่ยุทธทวีป(ยุท-ธะ-ทะ-วีป)เลยดีกว่า
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพวกเธอเคยลองมองทะเลกลางมหาสมุทรแอตแลนติกไหม
ไม่ใช่มองผ่านแผนที่หรือกูลเกิลแมพนะ หมายถึงมองด้วยตาของพวกเธอจริง ๆ น่ะ
บอกตามตรง..
ตอนที่ผมเห็นครั้งแรกนั้นมันสวยมาก ๆ ถ้าไม่นับว่าผมถูกหิ้วเหาะโฉบด้วยความเร็ว 180 กม. ต่อชั่วโมงน่ะนะ
แต่รวม ๆ แล้วมันก็สวยดี
ผืนน้ำเค็มกว้างสุดลูกหูลูกตา คลื่นพัดลมแรง เหมาะจะถ่ายรูปลงไอจีพร้อมแคปชั่นเหงา ๆ ว่า 'ใจกลางทะเลยังมีคลื่น แล้วใจฉันล่ะจะมีใคร' อะไรแบบนั้น (ไม่ต้องขำเลย ผมก็ไปค้น ๆ มาจากในเน็ตน่ะ ไปขำไอ้พวกที่ตั้งแบบนี้ดีกว่า)
สำหรับคนทั่วไป มันก็คงแค่ทะเลสวย ๆ
แต่ถ้าใครที่ 'มองเห็น' แบบพวกเราจอมยุทธ์ ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
กลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้..
มีดินแดนลับซ่อนอยู่ ไม่มีวันที่พวกนายจะมองเห็น ยกเว้นจะเป็จอมยุทธ์น่ะนะ
เพราะพวกเราเหล่าจอมยุทธ์ใช้ข่ายปราณปกคลุมทั้งหมด
มันเหมือนม่านบังตาอย่างหนึ่ง
และหลังม่านนั้นคือสถานที่ที่เราเรียกว่า 'ยุทธทวีป' หรือชื่ออย่างเป็ทางการที่คนทั่วไปรู้จักก็คือ 'ทวีปแอตแลนติก' ที่หายสาบสูญนั่นแหละ
ยุทธทวีปแบ่งออกเป็สี่อาณาจักรกับอีกสองดินแดนตรงกลาง
ผมจำได้แม่นเลย เพราะยี่ฟู่ของผม (ใช่ครับ คนที่เคยเป็ขอทานหน้าโรงเรียนผมนั่นแหละ แต่ตอนนี้ผมกราบเขาเป็ยี่ฟู่แล้ว อ๋อ..ใช่ ยี่ฟู่แปลว่าพ่อบุญธรรมน่ะ)
ท่านบังคับให้ผมท่องชื่อแต่ละที่ทุกวัน
ยังกับจะไปสอบความรู้รอบตัวเวอร์ชันยุทธภพ
ทิศเหนือคือ 'จักรวรรดิเต่าทมิฬ'
ทิศตะวันตกคือ 'นครหิมะพยัคฆ์ขาว'
ทิศใต้คือ 'แคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์'
ทิศตะวันออกคือ 'อาณาจักรปัญจมิตร'
ส่วนตรงกลางก็มีสองดินแดนใหญ่
'อารยธรรมขนนก' ที่อยู่บนเกาะรูปขนนก
กับ 'สำนักสี่ขุนเขา' ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบลิ่วจนบางทีผมนึกว่าเขาสร้างไว้ให้เทพอยู่
สองที่นี่คั่นกลางทวีปไว้พอดี คล้ายกับเป็สะพานเชื่อม (หรือไม่ก็เกราะกันศึก)
พวกอาณาจักรทั้งสี่แม้ไม่ใช่ศัตรูกัน แต่ถ้าไม่มีตัวกลางคอยถ่วงสมดุลไว้ ทวีปนี้คงวุ่นวายกว่านี้เยอะ
เอาล่ะ ๆ
ผมรู้.. ข้อมูลที่ผมเล่านั้นเยอะไปแล้ว และผมเข้าใจ..
ฉะนั้นผมเข้าเื่เลยก็แล้วกัน
ที่ท้องฟ้าเหนือเมืองนพบุรี หนึ่งในห้าเมืองใหญ่ของอาณาจักรปัญจมิตร
ตอนนั้นพวกเราสองคนกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนหลังคาโรงเตี๊ยมเก่า ๆ
หนึ่งคนคือชายชราหนวดเฟิ้มที่เสื้อผ้าขาดจนแทบกลายเป็ผ้าขี้ริ้ว
อีกคนคือผม..
เด็กหนุ่มในเสื้อบอลเก่า ๆ ของทีม AC Milan ที่แขนเริ่มรัดกล้าม
ใช่แล้ว.. ผมหมายถึง 'ผมเอง' กับ 'ยี่ฟู่' ของผม
ผ่านมาแค่สองปี
แต่พูดตรง ๆ ว่ายี่ฟู่ของผมน่ะ แทบไม่เปลี่ยนเลย
ก็แค่เพิ่มรอยตีนกาอีกสองสามเส้น แล้วก็เสียงบ่นที่ดูจะดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ
แต่ผมสิ..
เปลี่ยนจนบางคนอาจจำไม่ได้
ทรงผมรองทรงเกรียน ๆ ที่เคยโดนอาม้าไล่ไปตัดจนกว่าจะเห็นขอบเขียว ๆ ตอนเปิดเทอม
ตอนนี้ผมไว้ยาวจนต้องรวบเป็หางม้ากลางหลัง
ส่วนหุ่นที่เคยเหมือนเด็กหนุ่มนักกีฬาก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
กล้ามของผมตอนนั้นชัดใช้ได้เลย เป็กล้ามที่แม้ไม่ได้สวยแบบนักเพาะกาย แต่ทุกมัดนั้นล้วนเป็กล้ามเนื้อคุณภาพ (เอาแค่ว่าเดินผ่านกระจกยังอดมองตัวเองไม่ได้)
แล้วที่สำคัญที่สุด..
คือระดับวรยุทธ์ของผม
จากเมื่อก่อนที่เป็แค่คนไร้วรยุทธ์
พลังปราณอะไรผมไม่เคยรู้ว่ามีจริงมาก่อน
แต่หลังจากที่ผมฟื้นขึ้นมาและฝึกกับยี่ฟู่
ตอนนี้ผมขยับขึ้นมาถึง 'ััปราณขั้นต้น' แล้วครับ
ซึ่งสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกได้แค่สองปี..
ต้องเริ่มั้แ่ไม่มีอะไรเลย..
ต้องสร้างรากฐานใหม่หมด..
พูดได้เต็มปากเลยว่า..
ผมไม่ธรรมดา!
แต่ถ้าจะให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย
ก็ต้องบอกว่านอกจากพร์ของผมแล้ว..
สิ่งที่ทำให้ผมมายืนตรงนี้ได้ คือยี่ฟู่ของผม
เขาไม่ใช่แค่คนที่ช่วยชีวิตผมในวันนั้น
แต่เขายังเป็คนที่เคี่ยวเข็ญผมทุกเช้า
ลากผมขึ้นจากที่นอน
จับยืนม้าตอนฝนตก
และใช้ไม้เท้าทุบก้นผมเวลาแอบหลับระหว่างฝึกหายใจ
ถ้าเปรียบผมเป็เหล็กดี..
ยี่ฟู่ก็คงเป็ช่างตีดาบระดับตำนาน
ที่ไม่ยอมปล่อยให้ผมกลายเป็มีดปอกผลไม้
แม้บางทีผมจะอยากให้เขาใจดีขึ้นอีกสักนิดก็เถอะนะ (อย่างน้อยก็ปล่อยให้ผมได้กินข้าวก่อนค่อยฝึกบ้าง)
“ยี่ฟู่.. จะทำแบบนี้จริง ๆ เหรอครับ?”
ผมหันไปมองผู้ชายเคราเฟิ้มที่ตอนนี้กลายเป็ทั้งครู ทั้งพ่อ ทั้งหัวหน้าผู้คุมการฝึกของผมไปแล้ว
แววตาผมน่ะเหรอ..
ก็มีความกังวลนิดหน่อยพอประมาณ
แบบเด็กดีที่ไม่อยากให้พ่อไปต่อยประตูบ้านคนอื่น
แต่ยี่ฟู่ผม...
ฮึ.. เขาไม่รู้จักคำว่ากังวลหรอก
“ให้ไปเคาะประตูเรียกมันหรือ..
เหอะ!!
บ่าย ๆ เย็น ๆ กระมังถึงจะได้พบ สู้เราพังประตูเรียกมันมาจะไวกว่า”
พูดจบ.. เขาก็ไม่รออะไรอีกต่อไป พลังปราณระดับ 'ทำให้แมวหงายท้อง' ถูกปลดปล่อยออกมาทันที
ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี..
มันเหมือนอยู่ดี ๆ ลมทั้งเมืองก็หยุดพัด แล้วแรงดันมหาศาลก็ถาโถมมากลางอก
แบบถ้าใครเพิ่งกินข้าวเช้ามา คงกลืนข้าวต้มไก่ไม่ลงแน่
แล้วทันทีที่ยี่ฟู่ของผมทำแบบนั้น..
เมืองทั้งเมืองก็เงียบลงในทันที ก่อนที่จะมีเสียงซุบซิบดังขึ้นรอบ ๆ ตัวของเรา
คนกล้า.. ก็มอง
คนกลัว.. ก็รีบหาที่หลบ
ส่วนผมก็ยังลอยตัวนิ่ง ๆ อยู่กลางฟ้าเหนือเมืองนพบุรีกับยี่ฟู่ของผมนี่แหละครับ
แล้วไม่นาน..
ท่ามกลางเสียงซุบซิบของผู้คนที่ถูกพลังปราณของยี่ฟู่กระตุ้น..
มันก็เริ่ม..
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!
เสียงฝีเท้าทหารบุกล้อมดังรัวขึ้นรอบตัว
ในเวลาแค่ครึ่งอึดใจ พวกเราโดนทหารชุดเกราะสีน้ำตาลแก่ล้อมไว้แ่าไม่ต่างจากปลาในโอ่ง
ศาสตราหลากชนิดถูกชูขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่พวกเราเหมือนผมกับยี่ฟู่เป็วัตถุต้องสงสัย
ซึ่งเอาจริง ๆ ก็ไม่ผิด..
ก็ยี่ฟู่ของผมเล่นเคาะประตูจวนเ้าเมืองแรงไปหน่อย
มั้ง...
“เ้าเป็ใคร!! ถึงกล้ามาก่อความวุ่นวายเหนือจวนเ้าเมือง!”
เสียงทหารคนหนึ่งะโขึ้น..
ทหารนายนั้นสวมผ้าคลุมสีขาวมีตราวานรปักอยู่ตรงหน้าอก
ดูแล้วน่าจะเป็หัวหน้านายกองทหารแถวนี้ (หรืออย่างน้อยก็คือคนที่แต่งตัวเท่สุดในกลุ่ม)
ยี่ฟู่หันไปมองเขานิดเดียว แค่นั้นจริง ๆ
ไม่มีคำพูด.. ไม่มีท่าทีอะไร..
เงียบเหมือนพวกยอดฝีมือที่เห็นพลังของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกว่าไม่คุ้มจะเปลืองน้ำลาย
ส่วนผมเหรอ?
ก็แอบตื่นเต้นอยู่นะ..
แต่ไม่ใช่เพราะกลัวอะไรนะ
แต่มันเป็ครั้งแรกในชีวิตเลยที่ผมได้เจอจอมยุทธ์คนอื่น ที่ไม่ใช่ยี่ฟู่หรือเงาของตัวเองในกระจก
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ผมได้แต่ฟังยี่ฟู่เล่า
ว่ายุทธทวีปเป็ยังไง
ว่าคนที่นี่มีฝีมือแค่ไหน
ว่าโลกใบนี้ใหญ่กว่าถนนเยาวราชมากขนาดไหน
ตอนนี้ผมได้เห็นกับตาแล้ว..
และมันทำให้หัวใจผมเต้นเร็วขึ้นนิดหน่อย (อะ ๆ ยอมรับก็ได้ว่าโคตรตื่นเต้นเลย)
“ค่อย ๆ ลงพื้นตามข้ามา!!
หากไม่อยากเจ็บตัว!!”
เสียงนั้นยังติดจะขึงขังแบบทหารกล้าผู้ทำตามหน้าที่ด้วยความมั่นใจ
แต่จากมุมที่ผมมองอยู่..
ก็แอบสงสารเขาอยู่นิด ๆ
เขาไม่รู้หรอกว่าคนที่เขาพูดด้วยตอนนี้คือใคร
ด้านยี่ฟู่ของผม.. แววตาของเขานี่สิ..
เปลี่ยนจาก 'เบื่อโลก' เป็ 'เบื่อที่จะอดทน' แทบจะทันที
“เจ็บตัว?”
เสียงยี่ฟู่ต่ำจนเหมือนเสียงฟ้าครึ้มก่อนพายุมา
แล้วทันใดนั้น...
บรรยากาศก็เย็นะเื
สายตาของเขาเปลี่ยนไปชัดเจน กลายเป็สายตาของคนที่พร้อมจะปาโลกนี้ทิ้งถ้ามันกวนใจเขามากพอ
“เด็กสมัยนี้ดูปีกกล้าขาแข็งกันเกินวัยยิ่งนัก”
ยี่ฟู่เอ่ยเสียงเรียบ
แต่แรงอาฆาตที่แผ่ออกมาทำผมที่ต้นคอผมลุกวาบ
“ไหน!!
ไอ้คนไหนอยากทำให้ข้าเจ็บตัวก็เชิญดาหน้ากันเข้ามาได้เลย!!”
ใช่ครับ..
ตอนนี้ยี่ฟู่ของผมเปิด 'โหมดห้ามกวนตี...' เอ๊ย ห้ามกวนโมโหเต็มพิกัด
แล้วทหารนายนั้นน่ะเหรอ..
ยืนตัวแข็งเหมือนโดนแช่แข็งในช่องฟรีซ
ใครจะไปกล้าเข้าไปฟันคนที่เพิ่งโชว์พลังระดับ 'กลืนโลกาขั้นปลาย' ต่อหน้าต่อตาแบบนั้นกันล่ะครับ!?
คือในเมืองนพบุรีนี่..
ต่อให้ขุดใต้ดินหรือมุดหลังคา ก็คงหาได้ไม่กี่คนหรอกครับที่สู้กับยี่ฟู่ได้จริง ๆ
แล้วทันใดนั้นเอง..
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา..
“ไม่พบกันเกือบยี่สิบปี..
ไหนเลยจอมยุทธ์ช่างถึงได้ทำเสียเอิกเกริกเช่นนี้เล่า”
เสียงนี้ฟังแล้วดูนิ่ง ดูมั่นใจ และดูมีอำนาจ
ยังไม่ทันที่ผมหันไป คนพูดก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกเราเรียบร้อย
เขาเป็ชายร่างใหญ่ ผิวสีดำแดง หนวดเฟิ้มฟู คิ้วหนาขนาดที่น่าจะใช้แทนพู่กันจีนได้
ชุดที่ใส่ก็ไม่ใช่เล่น ผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มที่ตัดเย็บเนี้ยบกริบ ด้านหลังแปะตัวอักษรสีทองตัวเบ้อเริ่มว่า 'ซุน'
ผมไม่ได้รู้จักเขาหรอกครับ..
แต่แววตาของยี่ฟู่ตอนนี้บอกผมได้ทันที..
ว่านี่คือเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมานาน
“ไม่เจอแค่ไม่กี่ปี..
ตอนนี้เ้าได้เป็เ้าเมืองไปแล้วหรือเ้าลิงน้อย”
ยี่ฟู่ยกคิ้วขวาขึ้นเล็กน้อยพร้อมอมยิ้ม
นั่นคือภาษายี่ฟู่ที่แปลว่า 'คิดถึงแหละ แต่กวนก่อนหนึ่งดอกตามมารยาท'
ทันทีที่ยี่ฟู่หลุดปากเรียกเ้าเมืองว่า 'เ้าลิงน้อย' เสียงสะอึกพร้อมกับลมหายใจของทหารรอบ ๆ ก็แทบจะหยุดพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย
คือ..
ผมไม่รู้หรอกนะว่าในยุทธภพการเรียกใครว่า 'ลิง' นี่มันหยาบมากแค่ไหน
แต่ถ้าคนที่ถูกเรียกเป็ 'เ้าเมืองนพบุรี ซุน ต้าชิง' ผู้นำตระกูลพญาวานร หนึ่งในห้าตระกูลเสาหลักของแผ่นดินนี้เนี่ย
มันก็น่าจะเข้าข่าย 'พูดงี้ตายฟรีก็ไม่แปลก'
พวกทหารต่างหันขวับไปทางเ้าเมืองกันเป็แถว
สีหน้าพวกเขานี่พูดแทนความคิดได้ชัดมากครับ
‘เสร็จแน่ แก่มากแล้วยังไม่เจียมอีก’
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น..
ตรงข้ามสิ้นดี..
ท่านเ้าเมืองซุนต้าชิงกลับยิ้ม..
ใช่ครับ..
เขายิ้มแบบจริงใจ แถมยังไม่มีแม้แต่นิดเดียวของแรงกดดันทางพลังปราณ
เขาไม่ได้โกรธด้วยซ้ำ!
“เ้าคุณปู่ของฉันตอนนี้เกษียณแล้ว”
เ้าเมืองเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สุภาพแบบคนชนชั้นสูงจริง ๆ
“เ้าคุณพ่อจึงได้รับสืบทอดตำแหน่ง 'ผู้เฒ่าวานร' ต่อจากท่าน...
จอมยุทธ์ช่างเองก็ดูไม่แตกต่างจากเมื่อก่อนเลย..
ยังดูเป็คนง่าย ๆ เช่นเคย”
พูดจบ..
เขาก็หันกลับไปต่อว่าทหารของตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววตำหนิ
“ไร้มารยาทสิ้นดี!!
ใครสั่งใครสอนให้พวกเอ็งยกอาวุธใส่ท่านผู้นี้กัน!
พวกเอ็งไม่รู้หรือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเอ็งมีพระคุณต่อแผ่นดินยุทธทวีปถึงเพียงไหน!!”
เงียบเลยครับ.. ทหารทุกนายเงียบกริบ!!
ตอนแรกจะเห็นเ้านายไล่ตีคนแก่
กลายเป็ต้องก้มหน้าก้มหัวเหมือนเด็กโดนจับได้ว่าลอกการบ้าน
แล้วทันใดนั้นเอง..
เสียงหนึ่งในหมู่ทหารก็ร้องออกมา
“ขะ...ข้านึกออกแล้ว!
หัตถ์ภูติแห่งซือซาน!!
จอมยุทธ์ช่างซื่อ!!
ศิษย์คนรองของท่านจอมปราชญ์กระบี่ฟ้า หลี่ จงิ!!”
ผมถึงกับเป่าลมหายใจออกเบา ๆ แบบ 'ฮูว์...' อย่างไม่รู้ตัว
ก่อนจะเหลือบตาไปมองยี่ฟู่ที่ยืนลูบเคลาอันขาวโพลนของเขาอย่างสง่างาม...
จริง ๆ มันควรจะดูเป็ท่าประหลาดนิด ๆ ด้วยซ้ำ
แต่พอมาอยู่บนตัวเขาตอนนี้แล้ว
มันกลับดู เอ่อ.. ประหลาดเข้าไปใหญ่..
ตอนแรกผมก็คิดว่าเื่ที่ยี่ฟู่เล่ามา มันคงจะเวอร์ไปบ้างนิดหน่อย แบบตาแก่ขี้โม้ทั่ว ๆ ไป
แต่พอได้เห็นกับตาว่าแค่เอ่ยชื่อของเขา
พวกทหารที่ก่อนหน้านี้แทบจะเอาหอกจ่อคอพวกเราก็หุบอาวุธกันอย่างพร้อมเพรียง
นั่นแหละ..
ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าเื่เล่าที่เขาโม้มาตลอดสองปี..
อาจเป็เื่จริง..
แล้วเ้าเมืองท่านซุนต้าชิงก็หันมามองผม
“นั่นลูกชายของพี่รึ?”
เขาถามยี่ฟู่ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ผมจับได้ถึงแววประหลาดใจเล็ก ๆ ในนั้น
ก็สมควรแหละ..
ปากร้าย.. ซาดิส.. ขี้บ่น.. แถมยังนอนกรนเสียงดัง
ผู้หญิงที่ไหนจะมาถูกใจคนแบบนี้ (อย่าไปฟ้องท่านนะว่าผมพูดแบบนี้ ถือว่าขอล่ะ..)
“ใช่แล้ว! นี่ลูกข้า!
แต่เป็ลูกบุญธรรม”
ยี้ฟู่ตอบเรียบ ๆ แต่สายตาที่เขาหันมามองผมนี่สิ
ผมรู้เลยว่าต้องทำอะไร
ผมรีบประสานมือ ค้อมตัวตามมารยาทที่ฝึกมา
“หลิว เจี้ยน คารวะผู้าุโ”
คำว่า 'หลิว เจี้ยน (สายน้ำ,กระบี่) ' ที่ผมเอ่ย..
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจเ้าเมืองแห่งนพบุรีเข้าเต็ม ๆ
ดวงตาของเขาถลึงขึ้นราวกับเจอผี
ใช่ครับ..
ผมรู้ดีว่าแซ่หลิวน่ะมีอยู่หลายคน
แต่คนแซ่หลิวที่อยู่ข้างหัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน..
มันก็มีความหมายเพียงอย่างเดียว
ตัวผม...คือสายเืของ 'เกล็ดครามแห่งซื่อซาน' หลิวหลง และ 'องค์หญิงสามแห่งแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์' หนานจื่อฮว่า ลูกสาวแท้ ๆ ของจักรพรรดิแห่งแคว้นนั้น
พูดให้ชัดอีกที...
เืในร่างของผมไม่ใช่แค่เืของวีรบุรุษ แต่มันยังมีสายเืของราชวงศ์ไหลเวียนอยู่ด้วย
แล้วคุณจะถามว่า ผมรู้สึกยังไงเหรอ?
เอาจริง ๆ นะ..
ผมอยากจะล้มตัวลงนั่ง หยิบจอกชาขึ้นกระดกแล้วจะพูดว่า
ขอเวลากินน้ำชาก่อน..
เดี๋ยวเล่าต่อให้ฟัง..