เสียงการต่อสู้ในป่าบนเขานั้นความจริงแล้วดังอย่างยิ่งทว่าเสียงเหล่านั้นก็ไม่อาจเล็ดลอดออกมาจากม่านพลังที่ครอบอยู่ได้อย่างไรก็ตามม่านพลังก็กันได้เพียงแค่เสียงเท่านั้นภาพสถานการณ์ภายในนั้นยังสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและหากคิดจะเข้าไปภายในก็สามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ในเวลานี้นอกจากทหารหนุ่มที่ตามมาทีหลังแล้วก็คงจะมีแต่กลุ่มคนที่กางม่านพลังนี้ขึ้นมาเท่านั้นที่ทราบถึงการลอบสังหารในครั้งนี้
“พวกนั้นใช้เวลามากเกินไปแล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืด มันเป็นกระแสเสียงของสตรีที่ฟังคล้ายดรุณีแรกรุ่นทว่าความเย็นชาในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้ผู้คนขนหัวลุกได้ไม่ยากความขุ่นเคืองฉายชัดอยู่ในดวงเรียวดุจตาเหยี่ยวคู่นั้นจนผู้ใต้บังคับบัญชาจำต้องเอ่ยอาสาขึ้นว่า
“ให้ข้าลงไปจัดการดีหรือไม่ขอรับ?”
“ยังไม่ต้อง ถ้าพวกนั้นจัดการไม่ได้เจ้าค่อยลงไป”
แม้จะไม่พอใจกับการทำงานของกลุ่มนักฆ่าที่จ้างมาแต่หญิงสาวก็ไม่อยากเสี่ยงเปิดเผยตัวตน ตัวแปรในคราวนี้คลาดเคลื่อนไปมากองครักษ์ผู้นั้นมีฝีมือเกินตัวไปบ้างแต่ก็ไม่อาจนับเป็นอะไรได้คนที่เข้ามาทำให้เรื่องราวยุ่งยากขึ้นคือเด็กหนุ่มนาม “เสี่ยวปา” ผู้นั้นต่างหาก
ภายใต้เปลือกนอกที่เจ้าตัวพยายามทำให้ดูธรรมดาสามัญคือความแตกต่างที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเริ่มตั้งแต่รูปร่างหน้าตาที่ไม่คล้ายสามัญชน ไปจนถึงกระบวนท่าที่เขาใช้ออกวิชายุทธ์ของเขาดุดันร้ายกาจ ทว่าก็ไร้ระเบียบยิ่งนักคล้ายผู้ใช้จงใจปกปิดวิชาที่แท้จริงของตน
นัยน์ตาคมจับจ้องตัวแปรที่ควรระวังอยู่ครู่หนึ่งก็ผละออกสตรีในชุดดำแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าพิจารณาดูตำแหน่งของดวงดาวไปพร้อมกับนับนิ้วมือคำนวณเวลาที่เหลืออยู่พวกนางจำเป็นต้องทำงานให้เสร็จและออกจากพื้นที่นี้ก่อนรุ่งสาง หาไม่แล้วการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจถูกพบเห็นได้และหากเป็นเช่นนั้นแผนการที่พวกนางอุตส่าห์วางเอาไว้อย่างดีก็คงจะต้องล้มเหลวเป็นแน่
สายตาเย็นชามองกลับลงไปเบื้องล่างอีกครั้งเป้าหมายทั้งสามยังคงต่อสู้ดิ้นรนอย่างน่ารำคาญ นักฆ่าชั้นปลายแถวตกตายไปหลายคนที่ดูจะทำงานได้ดีก็มีเพียงสามพี่น้องนักฆ่าที่มีลมปราณสีแดงเท่านั้นแต่ตอนนี้พวกเขาก็เหลือเพียงสองคนเท่านั้นและหนึ่งในนั้นยังตกที่นั่งลำบากเพราะรับมือกับกระบวนท่าอันยุ่งเหยิงของเสี่ยวปาผู้นั้นไม่ได้
แม่ทัพยังรับมือกับหัวหน้านักฆ่าและนักฆ่าปลายแถวอีกห้าคนได้อย่างไม่ลำบากนักส่วนทหารองครักษ์ใกล้ตายนั้นไม่มีผู้ใดคิดจะสนใจในสายตาของนักฆ่าเขาก็เหมือนกับคนที่ตายไปแล้วส่วนพรรคพวกอีกสองคนก็กำลังรับมือกับศัตรูหลายคนไม่อาจแบ่งสมาธิมาสนใจช่วยเหลือเขาได้
ทั้งมู่เฟิงเทียนและเสี่ยวปาต่างคิดตรงกันว่านอกจากรีบจัดการศัตรูให้หมดแล้วพวกเขาก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรองครักษ์ผู้นั้นได้เขาจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการโคจรพลังปราณต้านพิษในร่างของตนเองเท่านั้น
“เคร้ง!”
เสี่ยวปารีดเร้นพลังปราณในร่างห่มเคลือบดาบของตนเอาไว้และฟาดฟันออกโดยแรงดาบเหล็กสามัญตัดใบมีดของหานลู่ออกเป็นสองซีกและเลยไปถึงมือที่กุมมีดเล่มนั้นอยู่ด้วย
“อัก!”
หานลู่กัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้องเอาไว้ในลำคอมือของเขาถูกผ่าจนนิ้วโป้งห้อยร่องแร่งราวกับกระดิ่งลมกลิ่นคาวเลือดที่ทั้งคาวและฉุนเฉียวเสียดแทงจมูกจนเสี่ยวปาต้องรีบถอยห่างเด็กหนุ่มรีบโคจรพลังปราณปกป้องจุดชีพจรสำคัญของตนทันที กลิ่นเลือดที่ไม่ธรรมดานั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคู่ต่อสู้ของเขาเป็นนักฆ่าที่ดื่มกินยาพิษและเลือดของเขาก็เป็นพิษที่ทำให้ถึงตายได้แม้เพียงแค่สูดดม!
‘ถ้าพี่รองรู้ข้าต้องโดนสวดยับแน่ๆ’
ทว่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะถูกพิษร้ายไปหมาดๆ กลับไม่กังวลเรื่องความเป็นความตายของตนเลยแม้แต่น้อยสิ่งที่ทำให้ว้าวุ่นใจจนต้องลอบทำสมาธิก็คือความเป็นได้นับร้อยแปดที่อาจจะเกิดขึ้นหากพี่ของตนทราบว่าน้องชายพลาดท่าให้กับลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้ต่างหาก แค่คิดถึงการ“อบรม” นานนับสองชั่วยามของพี่รองเสี่ยวปาก็ขนลุกชันไปทั้งร่างแล้ว
‘หากข้าไม่บอกพี่รองจะรู้ทีหลังไหมนะ?’
เด็กหนุ่มกลอกตาครุ่นคิดหาทางหนีทีไล่ขณะที่มือก็ฟาดฟันดาบปลิดชีวิตนักฆ่าปลายแถวที่รุมล้อมอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันก็คอยระวังเลือดพิษที่กระจายออกมาจากร่างของนักฆ่าบางคนด้วยเสี่ยวปาเพิ่งสูดดมเลือดพิษเข้าไป ยามนี้จึงต้องระวังอย่างยิ่งที่จะไม่สูดพิษเข้าไปเพิ่มอีกและแน่นอนว่าเขาต้องไม่สัมผัสกับเลือดพิษเหล่านั้นหาไม่แล้วผลลัพธ์คงจะไม่สวยงามสักเท่าไหร่
เสี่ยวปากวาดสายตามองโดยรอบอย่างระแวดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักฆ่าที่มีพลังปราณสีแดงที่ดูจะประสานการโจมตีกับนักฆ่าคนอื่นๆโดยเฉพาะคนที่เขาเพิ่งจะเฉือนมือไป
“ฮ่าห์!”
นักฆ่าผู้มีพลังปราณสีแดงคำรามลั่นยามที่มันรีดเร้นพลังออกมาทั่วร่างกลุ่มก้อนพลังปราณถูกซัดออกแทนอาวุธลับ รวดเร็วดุดันยิ่งกว่าธนูที่พุ่งออกจากแล่ง
เสี่ยวปาชักดาบออกจากลำตัวของนักฆ่าเคราะห์ร้ายคนหนึ่ง แล้ววาดดาบสร้างกระแสลมรุนแรงปัดพลังปราณเหล่านั้นทิ้งไปการวาดดาบในครั้งนี้เขาจำเป็นต้องใช้พลังและสมาธิอย่างมากและนั่นก็กลายเป็นการเปิดช่องว่างให้กับหานลู่ที่รอจังหวะอยู่แล้ว
“ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!”
อาวุธลับอาบยาพิษถูกซัดออกด้วยพลังปราณทั้งสามชิ้นพุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าและเพราะหานลู่เล็งโจมตีที่จุดบอดกว่าเสี่ยวปาจะรู้ตัวอาวุธเหล่านั้นก็เข้ามาใกล้เกินกว่าจะปัดป้องได้เสียแล้ว
“ชิ”
เด็กหนุ่มกัดฟันระงับสติที่เดือดพล่านเบี่ยงกายหลบคมอาวุธอย่างทุลักทุเลยิ่ง พร้อมกันนั้นเขาก็ต้องคอยป้องปัดดาบสั้นของนักฆ่าพลังปราณสีแดงไปด้วยคมอาวุธกรีดเนื้อของเขาเป็นรอย เลือดสีแดงสดหลั่งไหลออกมาจากปากแผลนั้น ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างรวดเร็วเสี่ยวปาจำต้องทุ่มเทสมาธิโคจรพลังปราณในร่างเข้าต้านพิษอย่างเลี่ยงไม่ได้และนั่นส่งผลให้พลังปราณที่ผสานเข้ากับอาวุธลดน้อยลงด้วยโชคยังดีที่เขาจัดการนักฆ่าปลาแถวไปได้หลายคนแล้วทำให้ไม่ตกเป็นรองเท่าไรนักแม้จะถูกรุมอยู่ก็ตาม
ข้างฝ่ายแม่ทัพหนุ่มเองก็สามารถสังหารนักฆ่าไปได้หลายคนแต่ก็ไม่อาจทำให้หัวหน้านักฆ่าบาดเจ็บได้มากนัก อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางฝั่ง มู่เฟิงเทียนก็ดีกว่าเสี่ยวปาเพราะเขาไม่ได้รับบาดเจ็บและยังไม่ถูกพิษแม่ทัพหนุ่มเพียงสูญเสียพลังปราณไปมากเท่านั้น และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปมู่เฟิงเทียนก็มั่นใจว่าเขาจะสามารถสังหารนักฆ่าเหล่านี้ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน
ทว่าเหตุการณ์ก็ไม่เป็นไปดั่งที่แม่ทัพหนุ่มคาดหวังเอาไว้
ในขณะที่ฝ่ายนักฆ่ากำลังเป็นรองอยู่นั้นเองนักฆ่าอีกกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาสมทบที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือนักฆ่ากลุ่มใหม่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังปราณในขั้นสีเหลืองทั้งสิ้น
“บัดซบ!”
ทั้งแม่ทัพหนุ่มและเสี่ยวปาต่างสบถออกมาไม่เป็นภาษาสีหน้าของทั้งคู่เคร่งเครียดขึ้นหลายเท่าตัวมู่เฟิงเทียนจำต้องโคจรพลังปราณขั้นสูงสุดไม่มีการเก็บงำพลังเอาไว้ใช้ในยามคับขันอีกต่อไป เพราะครานี้ถึง “ยามคับขัน”ที่ว่านั่นแล้ว
กระแสลมปราณสีแสดห่อหุ้มร่างของแม่ทัพหนุ่มเอาไว้ราวกับเกราะที่มีชีวิตดาบที่เคยฟาดฟันอย่างรุนแรงจนสามารถผลักศัตรูให้ถอยออกไปได้หลายก้าวก็พลันทรงพลังขึ้นถึงขั้นที่สามารถผลักคู่ต่อสู้ที่พลังปราณยังไม่ถึงขั้นมีสีให้กระเด็นไปได้แต่ถึงจะทรงพลังขึ้นอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้มีพลังปราณในขั้นสีเหลืองนับสิบคน
‘พวกมันไม่คิดจะปล่อยให้ข้ารอดไปได้จริงๆ’
คิ้วของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ดีเลยแม้จะไม่ชอบใจแต่มู่เฟิงเทียนก็รู้ดีว่าพวกเขาควรจะหนีทว่าด้วยจำนวนและความแข็งแกร่งของศัตรูในตอนนี้ต่อให้พวกเขาหนีกลับเข้าไปในค่ายได้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดพ้นจากความตาย
พลังปราณสีเหลืองไม่ใช่สิ่งที่สามารถดูแคลนได้ แม้ว่ามันจะเทียบชั้นกันไม่ได้กับผู้ที่มีพลังปราณสีเขียวหรือสูงกว่าก็ตามหากเปรียบเทียบความแข็งแกร่งด้วยทหารราบที่มีพลังปราณในขั้นก่อนสีแดงผู้ที่มีพลังปราณในขั้นสีเหลืองก็คงจะเทียบได้กับทหารหนึ่งร้อยนายด้วยจำนวนนับสิบเช่นนี้ หากพวกเขาเข้าโจมตีค่ายของมู่เฟิงเทียนการตายของทหารสักสองพันคนก็ยังนับว่าโชคดีอย่างที่สุดแล้ว
“เสี่ยวปา!”
มู่เฟิงเทียนส่งเสียงเรียกทหารหนุ่มใต้บังคับบัญชาเขาไม่ได้เอ่ยคำใดต่อแต่เด็กหนุ่มก็ทราบความนัยที่เขาต้องการสื่อเสี่ยวปาเหลือบมองทหารองครักษ์ที่แน่นิ่งไปแล้ว แววตาของเขาปรากฏความลังเลขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่มันจะหายไปเหลือไว้เพียงแววตาที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวอย่างชายชาติทหารผู้หนึ่งพลังปราณสีชมพูระเบิดออกจากร่างของเขาป้องปัดอาวุธร้ายที่พุ่งเข้ามาอย่างหมายชีวิตของเขาออกไปเสี่ยวปาถีบเท้าจนพื้นดินยุบลงไปเป็นหลุม ส่งตัวเองลอยข้ามสนามรบไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างมู่เฟิงเทียน
“สีชมพู?”
แม่ทัพหนุ่มพึมพำออกมาด้วยตกตะลึงความระแวงสายหนึ่งวูบผ่านจิตใจอันกล้าแกร่ง ยามนี้เขาไม่อาจไว้ใจใครได้และเด็กหนุ่มน่าสงสัยผู้นี้ก็เข้าประชิดตัวเขาได้เสียแล้ว
“ขอรับ” เสี่ยวปารับคำอย่างไม่คิดอะไรมาก เขารู้ว่าแม่ทัพกำลังนึกสงสัยแต่เวลานี้เขาไม่อาจอธิบายอะไรได้มากนัก “ข้ารู้ว่าท่านสงสัยแต่ขอท่านแม่ทัพโปรดวางใจว่าข้าอยู่ฝ่ายเดียวกับท่านแน่นอนขอรับ”
“หลักฐาน?”
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยับกายเบี่ยงออกแต่มือซ้ายก็ยังกำมีดที่จ่อคอเด็กหนุ่มเอาไว้ไม่ยอมลด ขณะมือขวาก็ตั้งดาบในท่าเตรียมพร้อม ยามนี้ศัตรูเพียงล้อมพวกเขาเอาไว้เท่านั้นราวกับฝูงสุนัขป่าที่เดินวนรอบลูกกวางตัวน้อยๆที่ไม่อาจหนีไปไหนได้
เสี่ยวปากวาดสายตามองศัตรูที่กำลังลำพองใจอย่างระแวดระวังคราหนึ่งก่อนที่เขาจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อและยัดป้ายหยกขาวขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือใส่มือของแม่ทัพหนุ่ม
มู่เฟิงเทียนยอมละมีดออกไปจากลำคอขาวของเด็กหนุ่มเขาใช้นิ้วโป้งลูบผ่านผิวหน้าที่สลักลวดลายเอาไว้ของหยกแผ่นนั้นก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้น และแทบจะห้ามตัวเองมิให้หันไปมองหน้า “เสี่ยวปา” ผู้นั้นไม่ได้ตราสัญลักษณ์ที่ถูกสลักบนหยกขาวชิ้นนั้นมิใช่ของที่จะทำเลียนแบบขึ้นได้โดยง่ายอีกทั้งยังไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไป
หยกขาวนั้นหายากยิ่ง และลวดลายก็มีรูปแบบเฉพาะยากปลอมแปลงผู้ที่จะถือป้ายหยกแบบนี้ได้มีเพียงข้ารับใช้คนสนิทของเชื้อพระวงศ์หรืออ๋องเท่านั้นหลักฐานยืนยันตัวตนของเสี่ยวปาจึงช่วยคลายความระแวงในใจของมู่เฟิงเทียนลงไปได้มากแต่กระนั้นก็ยังมีข้อสงสัยบางประการที่อยากจะถามออกไปทว่ามันก็เป็นอย่างที่เสี่ยวปากล่าวไว้
พวกเขาไม่มีเวลาสำหรับการอธิบาย
“ตูม!”
เสียงระเบิดหนักทึบดังกึกก้องยามที่พลังปราณอันหนาแน่นปะทะกันปราณสีเหลืองเหลือบทองนั้นแม้ดูอ่อนแสงกว่าแต่กลับทรงพลังจนผลักมู่เฟิงเทียนและเสี่ยวปากระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่เบื้องหลังจนหักโค่นลง
“อัก!”
เสี่ยวปาผู้มีพลังปราณต่ำกว่ากระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง รสชาติสนิมเหล็กในปากที่ไม่ได้สัมผัสมานานทำให้เด็กหนุ่มลอบร้อง“แย่แล้ว” อยู่ในใจ สายตาของเขาเริ่มพร่าเลือนเพราะแรงกระแทกทำให้เขาเสียสมาธิไม่อาจโคจรพลังปราณต้านพิษได้อย่างต่อเนื่องเสี่ยวปารีบโคจรปราณในร่างอีกครั้งเพื่อสกัดกั้นไม่ให้พิษลุกลามไปมากกว่าเดิมขณะเดียวกันเขาก็ต้องกัดฟันหยิบดาบลุกขึ้นต้านการโจมตีระลอกต่อมาร่วมกับแม่ทัพหนุ่มที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้แม้ว่ากระแสพลังปราณที่ห่อหุ้มเป็นเกราะคุ้มภัยอยู่นั้นจะอ่อนแรงลงมากก็ตาม
“ท่านแพ้แล้ว ท่านแม่ทัพ ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์”
หนึ่งในนักฆ่ากล่าวขึ้นอย่างดูแคลนสำหรับผู้มีพลังปราณขั้นสีเหลืองเช่นเขาผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตขั้นสีแดงก็เป็นได้เพียงคู่ซ้อมมือชั้นเลวเท่านั้น
มู่เฟิงเทียนกัดฟันจนเกิดเสียง สมองพยายามคิดหาทางหนีทีไล่แต่ก็จนปัญญา ศัตรูครานี้ระดับสูงเกินไป ด้วยระดับพลังของเขาและเสี่ยวปาหากหนีไปได้ก็คงจะถูกไล่ทันภายในระยะห้าลี้เป็นแน่
ทว่าก่อนที่ผู้ถูกล่าจะได้หนี ก่อนที่ผู้ล่าจะโจมตี ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันก็พลันเกิดขึ้น
“ฉึก!”
เสียงคมอาวุธชำแรกผ่านเนื้อและกระดูกดังแผ่วเบานักเมื่อเทียบกับเสียงปะทะกันของพลังปราณก่อนหน้านี้ทว่าผลที่ตามมากลับยิ่งใหญ่กว่ากันอย่างเทียบไม่ติด
“ตุบ”
ร่างสูงใหญ่ของนักฆ่าที่ชี้ดาบเย้ยหยันแม่ทัพหนุ่มแห่งเคว้นหลงทรุดลงคุกเข่ากับพื้นดวงตาเบิกค้างก่อนจะค่อยๆ ปิดลงพร้อมกันกับร่างที่ค่อยๆ เอนล้มลงกระแทกพื้นเขาล้มลงไปแล้วก็นอนแน่นิ่งอยู่เช่นนั้นไม่มีแม้กระทั่งลมหายใจเป็นความตายที่เงียบงันและน่าสยดสยองเสียยิ่งกว่าการถูกฉีกกระชากร่างออกเป็นชิ้นๆเสียอีก
นักฆ่าทั้งหมด รวมไปถึงมู่เฟิงเทียน เสี่ยวปาและสตรีชุดดำผู้บงการกลุ่มนักฆ่าอยู่เบื้องหลังทั้งหมดต่างจ้องร่างไร้วิญญาณของนักฆ่าผู้นั้นอย่างตกตะลึงเขาเป็นผู้มีพลังปราณในขั้นสีเหลือง ผู้ที่มีพลังเทียบเท่ากับทหารร้อยคนทรงพลังจนสามารถกดดันแม่ทัพได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว กลับตายลงง่ายๆ เช่นนี้ด้วยธนูดอกหนึ่ง
ธนูเพียงดอกเดียวที่ปักทะลุท้ายทอยของเขาคือสาเหตุการตายที่ไม่มีใครเห็นเป็นอื่นได้พวกเขาไม่รู้ว่ามันเคลือบยาพิษเอาไว้หรือไม่แต่เหล่านักฆ่าต่างคิดเห็นตรงกันว่าเป็นไปไม่ได้พวกเขาต่างมีภูมิต้านทานพิษที่สูงมาก ต่อให้ถูกพิษร้ายไม่อาจรักษาก็ยังสามารถอดทนได้หลายอึดใจไม่ใช่ตายทั้งยืนก่อนที่จะล้มลงราวกับหุ่นกระบอกที่ไร้คนเชิดเช่นนี้
“ฟุบ!”
เสียงแหวกอากาศของลูกธนูเรียกสติของทุกคนกลับมาอีกครั้งหนึ่งต่างฝ่ายต่างเตรียมพร้อมป้องกันตนเองเต็มที่ ด้วยไม่อาจแน่ใจได้ว่าเจ้าของลูกธนูนั้นเป็นมิตรหรือศัตรู
แต่คำตอบก็ค่อนข้างชัดเจนทีเดียวสำหรับฝ่ายของมู่เฟิงเทียนเพราะธนูที่พุ่งมาจากความมืดเหล่านั้น เล็งเป้าไปที่พวกนักฆ่าเพียงฝ่ายเดียวและทุกคนก็จะล้มลงด้วยลูกธนูหนึ่งดอกที่ปักเข้าตรงท้ายทอย เฉกเช่นศพแรก
“เคร้ง!”
มีสี่ศพที่ล้มลงอย่างฉับพลันก่อนที่หนึ่งในนักฆ่าจะสามารถใช้ปราณของตนสกัดกั้นธนูลึกลับนั้นเอาไว้ได้ส่วนคนอื่นๆ แม้จะหลบเลี่ยงไปได้แต่ก็ถูกยิงบาดเจ็บตำแหน่งที่ถูกยิงนั้นไม่ใช่จุดตายแต่ก็สามารถสร้างความตื่นตระหนกให้กับพวกมันได้เป็นอย่างดี
เพราะถูกยิงเข้ากับตัว บรรดานักฆ่าจึงได้รู้ว่าธนูเหล่านี้ไม่ได้อาบยาพิษไว้มันทำให้เกิดความสับสนและสงสัยขึ้นเป็นทวีคูณพวกมันไม่เข้าใจว่าธนูธรรมดาเช่นนี้จะสังหารผู้มีวรยุทธ์สูงได้อย่างไรและหนึ่งในคำตอบที่ผุดขึ้นในใจของพวกมันก็ยิ่งทำให้สูญเสียจิตใจที่เยือกเย็นมั่นคงอย่างนักฆ่าไปจนหมด
‘ยอดยุทธ์?’
สตรีในชุดดำขมวดคิ้ว นางถึงกับเผลอขบริมฝีปากด้วยความกังวลผู้ที่มีฝีมือระดับนี้หาใช่คนธรรมดาไม่ และต่อให้นางยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ไม่อาจเสี่ยงมีเรื่องกับยอดยุทธ์ระดับนี้ได้พวกนางยังมีภารกิจใหญ่ต้องจัดการ ไม่อาจเสี่ยงสร้างศัตรูหลายทางได้ และหากยอดยุทธ์ผู้นี้เป็นพวกของมู่เฟิงเทียนพวกนางก็ต้องรีบสืบให้ชัดเจนว่าเขาเป็นใครและมีความสัมพันธ์เช่นไรกับแม่ทัพใหม่ผู้นี้
“ถอย!”
สิ้นเสียงตะโกนของหญิงสาวบรรดานักฆ่าต่างมองสบตากันอย่างงุนงงแต่เพียงอึดใจเดียวพวกมันก็รีบทำตามคำสั่งทันที ทว่าพวกเขาก็ทำได้เพียงตั้งท่าเท่านั้นเมื่อเงาร่างหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากความมืดน้าวสายธนูยิงลูกศรพุ่งตรงไปยังที่มาของเสียงสั่งการนั้นครั้นเมื่อยิงศรออกไปแล้วเขาก็ใช้คันธนูต่างไม้พลองฟาดฟันทะลุเกราะปราณสีทองส่งนักฆ่าเคราะห์ร้ายกระเด็นไป มืออีกข้างหนึ่งของเขาถือไว้ด้วยกระบี่ที่มีใบสีขาวสะอาด ยามฟาดฟันในความมืดมองเห็นเป็นแสงสีขาวเรืองรองลำแสงนั้นพุ่งผ่านลำคอของนักฆ่าคนหนึ่ง พริบตาต่อมาศีรษะของเขาก็ตกลงสู่พื้น
ชายผู้นั้นไม่แม้แต่จะหยุดดูผลงานของตัวเอง เขาพุ่งตรงไปยังร่างในชุดสีดำที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้ราวกับลูกนกปีกหักท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนรอบข้าง และตัวของสตรีชุดดำผู้นั้นเองด้วย
‘อ---อะไรกัน?’
สตรีชุดดำมองแขนที่ถูกธนูปักของตัวเองอย่างสับสนนางมั่นใจว่านางหลบลูกศรดอกนี้พ้นแล้ว แต่เหตุใดมันจึงปักอยู่ที่แขนของนางได้และทันทีที่มันปักเข้าไปในเนื้อก็คล้ายกับว่ามันหยั่งรากลงในร่างของนางอีกทั้งยังมีแรงที่มองไม่เห็นฉุดกระชากนางลงจากต้นไม้อีกด้วยพลังชนิดนี้นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันแปลกประหลาดจนนางไม่อาจทำใจเชื่อได้แม้ว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเองก็ตาม
“ถอย!”
นางตะเบ็งเสียงลั่นหมายให้ความดังของน้ำเสียงขับไล่ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวออกไปจากจิตใจของนางและลูกน้องร่างบางหยัดกายลุกขึ้นก่อนจะเซถลาเข้าไปหาชายลึกลับผู้นั้นด้วยแรงฉุดกระชากที่มองไม่เห็นดวงตาคู่งามเบิกกว้างก่อนจะหรี่ลงพร้อมกับฟันที่กัดแน่นนางตัดสินใจได้ในชั่วพริบตานั้นเองมือเรียวชักมีดสั้นขึ้นมาเฉือนเนื้อแขนตัวเองทิ้งอย่างไม่คิดเสียดาย ทั้งเนื้อและลูกธนูหลุดออกจากร่างของนางในเสี้ยวอึดใจต่อจากนั้นฝ่ายหญิงสาวก็รีดเร้นพลังปราณสีมรกตของตนออกมาอย่างไม่คิดปิดบังทะยานร่างขึ้นสูงเสียดฟ้า แล้วก็พุ่งหายไปจากสายตาราวกับดาวตกสายหนึ่ง
“ชิ!”
ชายผู้นั้นทำเสียงขัดใจที่พลาดปลาตัวสำคัญไปอย่างน่าเสียดายมือขวาวาดกระบี่ขาวไปด้านข้าง สะบั้นชีวิตของนักฆ่าไปอีกคนหนึ่งก่อนจะพลิกกระบี่แนบกับท่อนแขนแล้วหยิบลูกธนูในซองที่คาดอยู่ตรงต้นขาขึ้นพาดสายจากนั้นก็ยิงลูกธนูออกไปในความมืด ติดกันถึงสามครั้ง สามคราและหลังจากที่ลูกศรพุ่งออกจากแล่งไป ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่มากนักก็มีเสียงวัตถุบางอย่างตกกระแทกกิ่งไม้หักลู่ลงจนถึงพื้นบ่งบอกว่าลูกธนูของเขาไม่พลาดเป้า
“ท่านแม่ทัพ เสี่ยวปา ไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?”
ชายผู้นั้นหันกลับมาถามสองคนที่อยู่เบื้องหลังแรกทีเดียวใบหน้าของเขาไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนนัก แต่เมื่อเมฆเบื้องบนเคลื่อนพ้นจากจันทร์เสี้ยวดวงโตรูปหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏให้เห็นแก่สายตา
โครงหน้าหล่อเหลาติดหวานเล็กน้อย คิ้วเข้มดกหนารูปตาคมดุจเหยี่ยว แต่ทอประกายอ่อนโยนเช่นนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก“เทียนหมิงชู” ทหารรับใช้ของหมอเทวดาเซี่ยผู้นั้น
“พ---พี่เทียน?”
ลูกตาของเสี่ยวปาแทบจะถลนออกจากเบ้าปากอ้ากว้างจนแทบจะยัดกำปั้นเข้าไปได้ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าสมองตื้อตันไปหมดด้วยไม่คาดคิดว่าพี่ชายที่ดูใจดีและอ่อนแอผู้นั้นจะมีฝีมือถึงเพียงนี้อีกทั้งยังสังหารผู้คนได้อย่างไร้ความลังเลอีกด้วย เขารู้สึกราวกับว่ากำลังจ้องมองคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยอยู่อย่างไรอย่างนั้นเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ
ฝ่ายมู่เฟิงเทียนแม้จะประหลาดใจเช่นเดียวกับเสี่ยวปาทว่าปฏิกิริยาที่แสดงออกนั้นกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“เจ้าเป็นใครกันแน่”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความหวาดระแวงไม่ไว้ใจดาบเล่มโตและมีดสั้นยังคงถูกยกขึ้นในท่าพร้อมสู้แม่ทัพหนุ่มเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขาพร้อมที่จะสู้จนตัวตายหากจับได้ว่าเทียนหมิงชูเป็นศัตรูที่แฝงตัวเข้ามาแสร้งทำตัวเป็นพันธมิตร
หมิงชูไม่แปลกใจนักที่แม่ทัพหนุ่มตั้งท่าพร้อมสู้เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วว่ามู่เฟิงเทียนจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้รอบตัวมู่เฟิงเทียนมีแต่ศัตรู แล้วอยู่ๆ คนธรรมดาที่ดูอ่อนแออย่างเขากลับโผล่มาจัดการนักฆ่าหลายคนได้ในพริบตาเป็นใครก็ต้องหวาดระแวงด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งในตอนนี้แม่ทัพหนุ่มทั้งอ่อนแรงและบาดเจ็บอยู่ในสภาพที่ตกเป็นรองอย่างมาก ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นธรรมดา
เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจก่อนจะหยิบธนูขึ้นสะพายบ่ากระบี่ขาวถูกยกขึ้นเช็ดทำความสะอาดด้วยมือที่หุ้มพลังวิญญาณธาตุน้ำเอาไว้พร้อมกันนั้นหมิงชูก็พูดอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
“ทุกสิ่งที่ข้าเคยบอกท่านล้วนเป็นความจริงเพียงแต่มีบางเรื่องที่ข้ามิได้บอกแก่ท่าน”
เพียงประโยคเริ่มต้นก็ทำให้มู่เฟิงเทียนกระชับดาบในมือแน่นขึ้นแล้วฝ่ายเสี่ยวปา แม้จะระแวงอยู่บ้างแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ตั้งท่าป้องกันตัว เพราะรู้ดีว่าฝีมือระดับเทียนหมิงชูผู้นี้ต่อให้เขาดิ้นรนอย่างไรก็คงจบชีวิตลงในชั่วพริบตาเหมือนกับนักฆ่าเหล่านั้นเป็นแน่
“อันที่จริงคุณหนูมู่ซินกับข้าก็รู้จักเป็นอย่างดี นางขอให้ข้าคอยคุ้มกันท่านอย่างลับๆและยังมอบป้ายหยกชิ้นนี้ให้ข้าพกติดตัวเอาไว้ด้วย”
พูดถึงตรงนี้หมิงชูก็โยนป้ายหยกชิ้นหนึ่งให้มู่เฟิงเทียนแม่ทัพหนุ่มไม่ได้รับมันไว้ แต่ปล่อยให้มันตกลงพื้น และสั่งให้เสี่ยวปาเก็บป้ายหยกชิ้นนั้นขึ้นมาให้เขาดู
“เป็นป้ายหยกประจำตัวท่านอาจริงๆแต่ของเช่นนี้ใช่ว่าจะหามาไม่ได้”
มู่เฟิงเทียนบอกปัดหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวของหมิงชูอย่างไม่ไยดีความหมายแฝงในประโยคของเขาก็คือป้ายหยกเช่นนี้สามารถทำปลอมขึ้นได้ไม่ยากเพราะเนื้อหยกก็ไม่ใช่หยกน้ำดีอะไรยิ่งไปกว่านั้นตัวอักษรที่แกะสลักไว้ก็เป็นรูปแบบตัวอักษรที่นิยมกันในหมู่ชนชั้นสูงเป็นแซ่และชื่ออย่าง่ายๆ ไม่วิจิตรพิสดารอย่างป้ายหยกของวังอ๋องหรือเชื้อพระวงศ์และต่อให้ป้ายหยกชิ้นนี้เป็นของจริงเทียนหมิงชูผู้มีฝีมือสูงยิ่งก็ย่อมสามารถหาทางขโมยมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ฝ่ายหมิงชูเมื่อได้ยินคำโต้ตอบของมู่เฟิงเทียนเด็กหนุ่มก็ทอดถอนหายใจเสียงดังพลางเก็บกระบี่ที่สะอาดเหมือนใหม่เข้าฝักก่อนจะชี้นิ้วไปที่ป้ายหยกนั้นและกล่าวแก้ต่างให้ตนเองว่า
“จริงอยู่ว่ามันหาได้ไม่ยากแต่ท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่าผู้ที่นำข้ามาฝากฝังให้เป็นทหารรับใช้ท่านก็คือคุณหนูมู่ซินอาของท่าน เช่นนี้แล้วยังจะระแวงข้าอยู่อีกหรือ?”
“วรยุทธ์เจ้าไม่สามัญทั้งๆที่ท่านหมอเซี่ยยืนยันว่าเส้นลมปราณเจ้าพิการไม่อาจใช้พลังปราณได้เช่นนี้แล้วจะไม่ให้ข้าระแวงได้อย่างไร?”
มู่เฟิงเทียนจำต้องยอมรับว่าเขาลืมไปเสียสนิทว่าเป็นท่านอามู่ซินที่ยัดเยียดเด็กหนุ่มผู้นี้มาให้แก่เขาแต่กระนั้นแม่ทัพหนุ่มก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว แต่เล็กจนโตเขาถูกสั่งสอนมิให้ไว้ใจผู้ใดและต้องคิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเสมอซึ่งมู่เฟิงเทียนก็ปฏิบัติตามคำสอนแรกได้เป็นอย่างดีจะมีก็เพียงคำสอนในข้อหลังเท่านั้นที่เขาทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะเป็นคนอารมณ์ร้อน ชอบที่จะพุ่งชนกับปัญหาตรงๆ มากกว่า
“เส้นลมปราณข้าพิการจริงแต่พลังที่ข้าใช้ออกเป็นพลังวิญญาณต่างหาก ข้อเท็จจริงนี้ท่านอาหญิงของท่านก็ทราบดีหาไม่แล้วนางจะฝากฝังท่านให้ข้าคอยดูแลหรือ? ทีนี้ท่านคงไว้ใจข้าได้แล้วกระมัง?ข้าจะได้รีบรักษาเสี่ยวปา เขาถูกพิษมานานเกินไปแล้ว หากปล่อยไว้คงได้จบชีวิตลงเหมือนทหารผู้นั้นเป็นแน่”
หมิงชูพูดพลางมองไปยังร่างไร้วิญญาณขององครักษ์ร่างใหญ่ผู้นั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งเสียใจทั้งรู้สึกผิดที่ตนตามมาไม่ทันช่วยชีวิตเขา ครั้นพอกล่าวถึงเสี่ยวปาหมิงชูก็เบนสายตาไปยังเด็กหนุ่มที่ในยามนี้มีใบหน้าซีดเซียวราวกับซากศพเหงื่อกาฬไหลอาบร่าง ลมหายใจหอบกระชั้น ทุกลมหายใจเข้าออกเต็มไปด้วยความทรมานแม้แต่มือที่ชูป้ายหยกอยู่นั้นก็สั่นระริกสภาพคล้ายคนเป็นไข้ป่าแต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสาเหตุของอาการเหล่านั้นคือพิษร้ายที่อยู่ในร่างของเด็กหนุ่มต่างหาก
“เอาเถอะ ข้าจะลองเชื่อใจเจ้าดูสักครั้ง”
ในที่สุดมู่เฟิงเทียนก็ยอมลดอาวุธลงเขาถอยออกไปหลายก้าวเพื่อเปิดทางให้หมิงชูเข้ามาดูอาการที่น่าเป็นห่วงของเสี่ยวปามีดสั้นถูกเก็บไปแล้ว แต่แม่ทัพหนุ่มก็ยังคงถือดาบเอาไว้ในมือเพื่อความไม่ประมาท แม้คำพูดของหมิงชูจะฟังดูน่าเชื่อถือแต่เขาก็ยังวางใจได้ไม่สนิทนักและเขาก็ไม่แน่ใจว่านักฆ่าพวกนั้นจะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ การเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนจึงเป็นทางเลือกที่อุ่นใจกว่า
หมิงชูเห็นท่าทีของแม่ทัพหนุ่มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเขาใช้พลังวิญญาณตรวจอาการของเสี่ยวปาควบคู่ไปกับการตรวจตามแบบแผนของแพทย์อาการของเด็กหนุ่มไม่น่าวางใจสักเท่าไหร่ หากไม่รีบพากลับไปให้หมอเทวดาเซี่ยรักษาก็คงจะต้องรีบขับพิษออกให้เร็วที่สุด
“ท่านไม่ต้องระแวงข้าถึงขนาดนั้นก็ได้นะขอรับทีกับพวกนักฆ่าท่านยังยอมให้พวกมันล่อลวงเข้ามาในป่าลึกทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่น่าไว้ใจแท้ๆ แล้วจะมาระแวงอะไรกับทหารตาดำๆ เช่นข้ากันเล่า”
หมิงชูตรวจอาการของเสี่ยวปาไปก็อดที่จะพูดตัดพ้อออกมาไม่ได้อย่างไรก็ตามน้ำเสียงของเขาก็หาได้จริงจังไม่คล้ายกับพูดหยอกเย้าท่านแม่ทัพที่ทำอะไรบ้าบิ่นเกินไปจนเกือบจะพลาดท่าเพราะการตัดสินใจของตัวเองเล่นๆ เท่านั้น
ทำไมหมิงชูจะไม่รู้ว่ามู่เฟิงเทียนจงใจเดินเข้าไปติดกับดักของศัตรูเพื่อที่จะได้จบปัญหาลงโดยเร็วมันเป็นการตัดสินใจที่กล้าและบ้าจนเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีสมองหากหมิงชูไม่รู้มาก่อนว่ามู่เฟิงเทียนเป็นญาติกับมู่ซินเขาก็คงคิดว่าแม่ทัพผู้นี้ไร้สมองจริงๆ ทว่าพอรู้ว่าทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันเด็กหนุ่มก็คิดไปอีกทางหนึ่ง เขาคิดว่าบางทีมู่เฟิงเทียนผู้นี้อาจจะอารมณ์ร้อนและมีความมั่นใจในตัวเองสูงเหมือนมู่ซินก็เป็นได้หาไม่แล้วคงไม่ตัดสินใจทำอะไรบ้าบิ่นได้ถึงขนาดนี้
“สถานการณ์เช่นนี้หากข้าไม่ทำให้พวกมันโผล่หางออกมามีหรือที่จะได้เห็นตัว?”
แม่ทัพหนุ่มยังคงยืนกรานว่าความคิดของตัวเองถูกต้องเขาทำถูกแล้วที่ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อให้พวกมันโผล่หัวออกมาแค่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีนักฆ่าที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นไว้ใช้งานทำให้เสียแผนเท่านั้น
มู่เฟิงเทียนจำต้องยอมรับว่าหากไม่ได้เทียนหมิงชูกับเสี่ยวปาเขาก็อาจจะจบชีวิตลงตามแผนการของคนพวกนั้นไปแล้ว
“ข้าว่าท่านยอมรับมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าประเมินกำลังฝ่ายตรงข้ามผิดไปมาก”
หมิงชูจงใจเน้นเสียงคำว่า “มาก”เพื่อที่จะเตือนให้แม่ทัพผู้นี้ตระหนักถึงความบ้าบิ่นของตนเองถึงหมิงชูจะมั่นใจว่าตนสามารถปกป้องมู่เฟิงเทียนจากความตายได้แต่มันจะดีกว่าหากแม่ทัพหนุ่มจะใจเย็นมากกว่านี้ การดูแลคนที่วิ่งเข้าหาอันตรายอยู่ตลอดนั้นต่อให้เป็นเทพเซียนก็มีโอกาสพลาดได้เหมือนกัน
“แล้วจะให้ข้าทนอยู่ในสถานการณ์คลุมเครือไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรต่อไปเช่นนั้นรึ?"
“ท่านควรทำเช่นนั้น แค่ทนอึดอัดนิดหน่อยจะเป็นไรไปใช่ว่าพวกมันจะส่งทัพมาตีกระหนาบยามออกศึกเสียเมื่อไหร่ นี่ท่านกลับเอาชีวิตมาเสี่ยงหากไม่มีข้าท่านกับเสี่ยวปาคงได้เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่แล้ว!”
หมิงชูตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเขาจับเสี่ยวปานั่งลงกับพื้น คิ้วหนาขมวดชิดจนแทบจะรวมเป็นเส้นเดียวกันอาการของเสี่ยวปาต่อให้พาลงเขาไปหาหมอเทวดาได้ทันก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะถอนพิษในร่างของเขาได้หมดสมุนไพรที่จำเป็นก็หาไม่ได้ง่ายๆหมิงชูนึกเสียดายที่เจ้าเสี่ยวทู่ตัวดีไม่ได้ติดตามมาด้วยหาไม่แล้วมันคงช่วยเขาตามหาสมุนไพรเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วแต่ตอนนี้มันกำลังจำศีลเพื่อเลื่อนระดับอยู่ในป่าหงหลงเขาไม่อาจติดต่อสื่อสารอะไรกับมันได้เลยท่านอาจารย์เซี่ยวอวิ๋นบอกว่าการจำศีลเพื่อเลื่อนขั้นของสัตว์อสูรนั้นอาจกินเวลาหลายปีหรืออาจจะหลายสิบปี ขึ้นอยู่กับว่าพวกมันเลื่อนระดับขึ้นมากแค่ไหนหมิงชูจึงทำได้แต่รอเท่านั้น
ส่วนอาการของเสี่ยวปาในตอนนี้หมิงชูคิดว่ามันคงจะดีกว่าหากเขาขับพิษทิ้งไปเสีย
“เดี๋ยวข้าจะใช้พลังวิญญาณขับพิษให้”
เขาบอกคนเจ็บของตนแล้วก็เริ่มทำการขับพิษทันทีเสี่ยวปาพยักหน้ารับรู้ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อกระแสพลังนั้นแทรกผ่านจุดที่เขาเดินพลังปราณปิดกั้นเอาไว้ได้อย่างง่ายดายอีกทั้งมันยังไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่พลังปราณของเขาเลยแม้แต่น้อยกระแสพลังนั้นเปรียบได้กับความร้อนที่เดินทางผ่านไปได้ทุกหนแห่งโดยไม่ทำลายตัวกลางที่มันเดินทางผ่านไปพลังงานเหล่านั้นผลักดันพิษที่แทรกซึมอยู่ในเลือดและอวัยวะภายในของเขาให้ออกมาทางผิวหนังและก่อนที่พิษร้ายจะได้สำแดงฤทธิ์ของมันอีกครั้งพิษร้ายก็ถูกทำให้สลายกลายเป็นไอราวกับน้ำที่ระเหยไปเพราะความร้อน มันเป็นการขับพิษที่ต่างไปจากที่เสี่ยวปารู้จักแต่กระนั้นเขาก็ไม่คิดติดใจสงสัยเพราะคิดว่ามันเป็นความแตกต่างของการขับพิษด้วยพลังปราณกับการขับพิษด้วยพลังวิญาณ
เสี่ยวปาไม่รู้และจะไม่มีวันรู้ด้วยว่าหมิงชูกำลังใช้เขาเป็นหนูทดลองวิธีการขับพิษที่เพิ่งคิดขึ้นมาสดๆร้อนๆ
ฝ่ายแม่ทัพมู่เฟิงเทียนก็หาได้สนใจการขับพิษที่หมิงชูกำลังทำอยู่ไม่ในสายตาของเขา หากคนที่มีฝีมือระดับหมิงชูบอกว่าทำได้ก็ย่อมทำได้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องตั้งข้อกังขาดังนั้นแทนที่แม่ทัพหนุ่มจะสนใจสีหน้าแปลกประหลาดของคนเจ็บอย่างเสี่ยวปาเขากลับให้ความสนใจกับคำพูดของหมิงชูเกี่ยวกับปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่แทนเขาแค่นเสียงหัวเราะคล้ายจะประชดประชันต่อชะตาของตน และความคิดของหมิงชูแล้วกล่าวโต้แย้งว่า
“เฮอะ! ไม่ส่งทัพมาตีกระหนาบเช่นนั้นรึ?เจ้ามั่นใจว่าเยว่หลิงที่ปิดประตูเมืองใส่ทัพของเราจะไม่ใช่พวกเดียวกับนักฆ่าพวกนั้นรึ?”
“เยว่หลิงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้นแน่!”
ทันทีที่ได้ยินคำถามกึ่งประชดประชันของมู่เฟิงเทียนเสี่ยวปาที่สมควรจะควบคุมพลังปราณให้สงบเพื่อให้การขับพิษเป็นไปได้โดยสะดวกก็พลันตะเบ็งเสียงค้านขึ้นมาหมิงชูที่อยู่ใกล้กับเด็กหนุ่มที่สุดถึงกับสะดุ้งแต่ก็ยังคงดำเนินการขับพิษต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหาอันใด
มู่เฟิงเทียนมองสบตากับเสี่ยวปาถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เจ้าเป็นเพียงบ่าวที่ถือป้ายหยกตระกูลหลินจะไปรู้เรื่องของเจ้านายได้อย่างไร?”
แม่ทัพหนุ่มหมายถึงป้ายหยกชิ้นเล็กที่เสี่ยวปาแสดงให้เขาดูเพื่อยืนยันตัวตนก่อนหน้านั้นมันเป็นป้ายหยกที่ประณีตเสียยิ่งกว่าป้ายหยกประจำตัวผู้นำตระกูลใหญ่ทว่าสำหรับวังหลิน มันเป็นเพียงป้ายหยกที่มอบให้คนรับใช้พกติดตัวไว้เพื่อยืนยันตัวตนเท่านั้นมู่เฟิงเทียนไม่เชื่อว่าบ่าวอย่างเสี่ยวปาจะล่วงรู้เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้านายในวังหลินที่เป็นผู้กุมอำนาจแท้จริงของเมืองเยว่หลิง
“ข้าสนิทกับท่านหญิงรองแห่งวังหลินหลินอวี้เหมย นางรักเมืองเยว่หลิงยิ่งกว่าสิ่งใด และไม่คิดช่วงชิงอำนาจการเมืองการที่นางจะคิดร้ายต่อทัพเสริมที่มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ของเมืองเยว่หลิงอย่างที่ท่านกล่าวหาจึงไม่มีทางเป็นไปได้ขอรับ”
เสี่ยวปายืนยันอย่างหนักแน่นแต่กระนั้นมู่เฟิงเทียนก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี
“การเมืองนั้นซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิดไม่แน่ว่านางอาจจะตกลงแลกเปลี่ยนความปลอดภัยของเมืองเยว่หลิงแลกกับการกำจัดข้าก็เป็นได้”
“ท่านหญิงรองไม่ทำอะไรอ้อมค้อมแบบนั้นหรอกขอรับการศึกครานี้ศัตรูแข็งแกร่งเกินไปเยว่หลิงจึงต้องการกำลังสนับสนุนซึ่งทางการก็ส่งท่านแม่ทัพกับกองกำลังนับหมื่นมาแล้วท่านหญิงรองจะไปทำข้อตกลงกับผู้อื่นให้ได้อะไรขึ้นมา?ส่วนสาเหตุที่เยว่หลิงต้องปิดประตูเมืองก็เพื่อต้องการแจ้งให้ท่านแม่ทัพทราบว่ามีคนประสงค์ร้ายต่อท่านและสายของพวกมันก็แฝงตัวเข้ามาในเมืองเยว่หลิงแล้วเท่านั้นข้าคิดว่าข้อความนี้ท่านแม่ทัพเองก็แจ้งแก่ใจดีมิใช่หรือขอรับ”
มันเป็นเรื่องจริงอย่างที่เสี่ยวปากล่าวมู่เฟิงเทียนย่อมรู้ได้ทันทีว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเมื่อเยว่หลิงไม่ยอมเปิดประตูเมืองต้อนรับเขาแต่แม่ทัพหนุ่มก็ยังไม่แน่ใจว่าเมืองเยว่หลิงนั้นอยู่ฝ่ายใดกันแน่ตอนที่กลุ่มนักฆ่าอ้างชื่อเจ้าเมืองเยว่หลิงและแสดงป้ายสัญลักษณ์เพื่อหลอกล่อเขาออกมาจากค่ายมู่เฟิงเทียนก็เชื่อไปถึงห้าหกส่วนแล้วว่าเมืองเยว่หลิงอยู่ฝ่ายศัตรูทว่าครานี้เขากลับได้รับฟังคำยืนยันจากผู้ที่อยู่ในวังหลินทั้งยังอ้างว่ารู้จักกับท่านหญิงรองเป็นอย่างดีว่าเมืองเยว่หลิงไม่คิดทำร้ายเขาแม่ทัพหนุ่มจึงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก เขาไม่ใช่คนที่คลุกคลีอยู่ในวงการเมืองมานานจนเชี่ยวชาญเรื่องการอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้คนก็อ่อนด้อยยิ่งนักมู่เฟิงเทียนจึงเลือกที่จะไม่ไว้ใจผู้ใดและระวังตัวอยู่ตลอดเวลาแทนที่จะมาคิดหาคำตอบว่าพวกเขาควรไว้ใจหรือไม่แต่กระนั้นเขาก็ยังต้องจัดอันดับความไม่น่าไว้ใจของคนครอบตัวอยู่ดี
“นักฆ่าพวกนั้นมีตราทองเหลืองประจำตัวเจ้าเมืองเยว่หลิง”
แม่ทัพหนุ่มจ้องตาเสี่ยวปาอย่างคาดคั้นฝ่ายเด็กหนุ่มก็ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าได้ในทันทีว่า
“เยว่หลิงถูกกดดันหนักจนต้องเลือกทำตัวเป็นกลางไม่ยุ่งเกี่ยวท่านคิดว่าการขโมยป้ายทองเหลืองสักป้ายจะเป็นเรื่องยากนักหรือ?ข้าคิดว่าพวกมันคงต้องการป้ายความผิดให้เมืองเยว่หลิงและวังหลินมากกว่า”
“ดูเจ้าจะมั่นใจ?”
“ข้าย่อมมั่นใจเพราะหากพวกมันเป็นคนของวังหลินจริงก็ต้องรู้จักข้า และจะไม่ทำร้ายข้าอย่างแน่นอนท่านอย่าลืมว่าข้าเป็นคนสนิทของท่านหญิงรอง หลินอวี้เหมย นะขอรับ”
เสี่ยวปายืดอกทำหน้ามั่นอกมั่นใจเป็นอย่างยิ่งยามที่กล่าวว่าตนเป็นคนสนิทของท่านหญิงรองแห่งวังอ๋อง
“เจ้าสำคัญถึงเพียงนั้น?”
แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อถือ เสี่ยวปาทำหน้ายุ่งกล่าวยืนยันออกมาอย่างมั่นใจว่า
“สำหรับท่านหญิงรอง ข้าก็เป็นเหมือนน้องชายร่วมสายเลือดผู้คนที่คุ้นเคยกับวังหลินล้วนทราบกันดีทุกคน ดังนั้นข้าจึงมีความสำคัญมากแน่นอน”
“เช่นนั้นเจ้าก็สามารถบอกให้เมืองเยว่หลิงเปิดประตูเมืองให้ข้าได้สิ?”
“เรื่องนั้นเพียงท่านแม่ทัพแสดงราชโองการก็สามารถให้พวกเขาเปิดประตูเมืองให้ได้แล้วขอรับ”
คำตอบของเสี่ยวปาจะว่ากวนประสาทก็ใช่จะว่าเป็นการเลี่ยงตอบก็ได้เช่นกัน มู่เฟิงเทียนฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มทั้งสองคนตรงหน้าเขาจะมิใช่คนใสซื่อธรรมดาเสียแล้วและน่ากลัวว่าจะเป็นคนประเภทที่สร้างเรื่องปวดหัวให้เขาได้เป็นอย่างดีเสียด้วย
“ข้าก็แค่ลองถามดูเมืองที่รู้ว่ามีอันตรายอย่างนั้นข้าไม่คิดจะเข้าไปหรอก”
“และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เยว่หลิงปิดประตูเมืองใส่ท่านขอรับ”
คำกล่าวของเสี่ยวปาทำให้มู่เฟิงเทียนขมวดคิ้วอีกครั้งเขาคล้ายกับจะจับความผิดปกติบางอย่างได้ แต่ก็ต้องปล่อยผ่านไปเมื่อหมิงชูที่รักษาอาการของเสี่ยวปาเสร็จแล้วเอ่ยแนะนำว่าพวกเขาควรจะกลับค่ายกันเสียที
“ข้าขับพิษให้เสี่ยวปาหมดแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้และท่านแม่ทัพก็ต้องทำแผลเช่นกัน ทางที่ดีเรารีบกลับกันดีกว่า”
“จัดการกับศพเหล่านี้เสียก่อนจะดีกว่า”
มู่เฟิงเทียนกล่าวแล้วก็กวาดสายตามองซากศพบนพื้นโดยรอบก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ศพขององครักษ์ร่างใหญ่ที่เขาเลือกมาคุ้มกันในการเดินทางครั้งนี้
“เป็นฝ่ายเราที่ถูกโจมตีข้าคิดว่าทิ้งศพพวกมันเอาไว้แบบนี้ก็ดีแล้ว พวกมันจะได้กลัวพวกเราขึ้นมาบ้าง”
เป็นเสี่ยวปาที่ออกความเห็น เขามองศพนักฆ่าเหล่านั้นอย่างไม่แยแสสักเท่าไหร่แต่เมื่อเลื่อนสายตามายังร่างขององครักษ์ที่ตนไม่อาจช่วยชีวิตเอาไว้ได้ประกายตาของเขาก็เปลี่ยนไป เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะหันไปกล่าวกับมู่เฟิงเทียนว่า
“แต่สำหรับเขาข้าคิดว่าเขาควรได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม”
ความหมายของเสี่ยวปาก็คือแม้จะไม่สามารถส่งร่างขององครักษ์ผู้นั้นกลับบ้านได้แต่อย่างน้อยเขาก็ควรได้รับการทำพิธีทางศาสนาอย่างถูกต้อง
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็ช่วยกันแบกเขากลับค่ายด้วย”
แม่ทัพหนุ่มสั่งแล้วก็เดินนำกลับค่ายไปทันทีปล่อยให้เด็กหนุ่มทั้งสองช่วยกันแบกร่างไร้วิญญาณขององครักษ์ผู้นั้นกลับค่ายท่ามกลางเสียงบ่นของเสี่ยวปาที่รู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกใช้งานหนักเกินไปเสียแล้วในคืนนี้