- 4 -
จิตมารเข้าแทรก
‘อ้ากกกก!’
เพ่ยอิงสะดุ้งลืมตาขึ้นมา หลังได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากศิลาแก้ว ร่างของป๋อเหวินชักเกร็ง ดวงตาที่แดงก่ำเริ่มมีสีดำมาปน
กำจัดจิตมารในร่างของเขา ทำไม? ทำไมทำอะไรไม่ได้เลย
เทพหนุ่มพยายามช่วยอย่างที่เคยทำ แต่มารร้ายของป๋อเหวินไม่เหมือนที่เจอมา มันแข็งแกร่งและมีพลังรุนแรง ป๋อเหวินเองก็พยายามต่อต้านอย่างที่สุด
“ป๋อเหวิน! มองมาที่เรา ท่านนึกถึงแค่เรา”
ดวงตาที่เริ่มมีสีดำปะปนก็หันหน้ามาอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากแสยะยิ้มชวนขนลุกให้เพ่ยอิง
“เฮือก....อ้ากกกก!” ป๋อเหวินส่งเสียงร้องอย่างทรมาน
“ป...ป๋อเหวิน”
เพ่ยอิงไม่สามารถช่วยอะไรได้ พลังของเทพหนุ่มถูกสะท้อนกลับ คงเป็เพราะมีพลังของมหาเทพและองค์ยูไลควบคุมเอาไว้
ผ่านไปพักใหญ่อาการของจอมมารเริ่มดีขึ้น เพ่ยอิงยังคงแนบใบหน้าอยู่กับศิลาแก้ว ดวงตาฟ้าครามสอดส่องด้วยความเป็ห่วง ร่างจิตของป๋อเหวินก็เดินออกมา
“ทำอะไรน่ะ?”
“เฮ้ย! โถ่เอ้ยจอมมาร เราใหมดเลย”
“หึ...ใจเสาะเสียจริง” เพ่ยอิงแสนจะหมั่นไส้รอยยิ้มเยาะของป๋อเหวินเหลือเกิน เมื่อครู่ยังทำเหมือนจะเป็จะตายอยู่เลย
“เราต้องผนึกร่างจิตของท่าน ป๋อเหวิน....”
“อย่าพูดจาไร้สาระ”
“ท่านจะต่อต้านจนตัวตายเลยหรือ จิตมารของท่านแก่กล้าขึ้นทุกวัน หากมันควบคุมท่าน –”
“ร่างกายของข้า ตัวข้าย่อมรู้ดี!!!”
“ป๋อเหวิน”
“ข้าเกลียดเทพอย่างพวกเ้านัก ทำเป็เมตตาต่อทุกสิ่ง จอมปลอมทั้งสิ้น!”
“....”
เพ่ยอิงแอบหน้าชาอยู่เหมือน คำพูดร้ายกาจจากปากของป๋อเหวินทำร้ายคนฟังชะมัด เทพหนุ่มอ่อนใจกับความพยายามของตน ป๋อเหวินคงไม่มีทางเปลี่ยนใจของตน
ไร้เสียงตอบรับของเพ่ยอิง จอมมารเห็นเพียงแค่ร่างของเทพ์หายไปในดงหมอก
“พ...เพ่ยอิง” เสียงที่เคยตะคอกเบาลงอยู่ในลำคอ และมันไม่มีใครได้ยินเสียงเขาอีกแล้ว
ร่างสูงโปร่งกลับมาที่วังเหลียนฮวา ใบหน้าเรียบตึงไร้รอยยิ้มอย่างทุกครั้ง เพ่ยอิงล้มตัวนอนลงบนที่นอนอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาไม่เคยต้องทำงานที่หนักหนาขนาดนี้มาก่อน
เพ่ยอิงพยายามที่จะเข้าใจป๋อเหวิน เขาอดทนทุกสิ่งอย่างและหวังดีกับจอมมารด้วยใจจริง
สุดท้ายเทพหนุ่มก็มายืนอยู่ในหอหลวง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บคัมภีร์และตำรา รวมไปถึงศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ประมุขหอหลวงคือสัตว์เทวะของ์ าาัหลงเฟย
“เพ่ยอิง! เ้าเด็กบ้านี่หายไปไหนมา”
“ท่านอา....”
าาัรีบตรงมาสวมกอดเพ่ยอิง เมื่อก่อนต้องมาอ้อนให้เขาอ่านหนังสือให้ฟัง พอโตมาก็หายหน้าหายตาไม่ค่อยได้เจอเลย
“เป็อะไรของเ้า ทำไมหม่นหมองเช่นนี้เล่า”
“เราแค่เหนื่อย”
“ได้ยินว่าเ้าลงไปกำราบจอมมารป๋อเหวิน ชื่อเสียงเ้ากระฉ่อนไปทั่ว”
“ปราบอะไรเล่าท่านอา เราแค่ลงไปช่วยให้เขาหลุดพ้น” เพ่ยอิงตอบเสียงเบา
“เคยได้ยินไหมเพ่ยอิง เราไม่มีวันรู้ว่าคนคนหนึ่งเจออะไรมาบ้าง เราไม่ควรตัดสินใครเพียงเพราะว่าเราไม่เคยเจอแบบเขา”
“แล้วเหตุผลอะไรที่เขาเจอ เราก็แค่อยากช่วย”
“เ้าก็อย่ารีบร้อน ให้เวลากับเขาหน่อย” ัหลงเฟยเองก็ไม่รู้จะเริ่มอธิบายอย่างไร มหาเทพกำชับว่าไม่ควรเล่าอะไรให้เพ่ยอิงฟัง อยากให้รู้จากปากของป๋อเหวินเอง
หุบเขาหนึ่งรัตติกาล ป๋อเหวินกลับเข้าร่างของตัวเอง เพ่ยอิงไม่กลับมาที่นี่อีกเลยนับแต่วันนั้น
ไม่เห็นหน้าก็ดีแล้ว เขาเองก็อึดอัดกับการอยู่ร่วมกับเทพ แต่ทำไมเขาต้องทำเหมือนว่าอยู่ไม่ได้ ดวงตาแดงก่ำจ้องผ่านหมอกหนา พบเพียงความว่างเปล่า
เทพใจเสาะยอมแพ้ง่ายดาย บน์จอมปลอมนั่นคงดีกว่าที่แห่งนี้ ความคิดสับสนวุ่นวายเข้ามาในสมองของป๋อเหวิน เขาไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน มันวุ่นวายใจจนอยู่แทบไม่ไหว
เพ่ยอิงใช้พลังอะไรกับตัวของเขากัน ทำไมถึงได้ร้อนรนใจเพียงเพราะไม่เห็นหน้า
“ป๋อเหวิน!”
“เ้า!!!”
“ในที่สุดเ้าก็ปลดปล่อยตัวเองทีล่ะน้อย” จอมมารป๋อเหวินมองคนตรงหน้าอย่างเคียดแค้น ไม่มีวันเสียหรอกที่เขาจะยอมออกไป ไม่มีวัน!
“ข้ามีไม้เด็ดอีกเพียบเลยป๋อเหวิน อย่างไรเ้าก็ต้องปลดปล่อยตัวเอง ฮ่าฮ่า!” ร่างตรงหน้าหายไปพร้อมเสียงหัวเราะ เหลือไว้เพียงแค่ป๋อเหวินที่เอาแต่โกรธแค้น จนอยากเอาดาบอัคนีปีศาจออกมาฟาดฟันให้หายแค้นใจ
เพ่ยอิงเรียกอี้เฉิงออกมาวิ่งเล่น เ้าตัวเล็กฤทธิ์ร้ายกาจ เรือนผมขาวปลิวไปตามแรงลม อายุของอี้เฉิงมากกว่ามหาเทพจวิ้นหยาง แต่เพราะมีรูปลักษณ์เหมือนเด็กจึงดูเหมือนอายุไม่มาก
“ให้ข้าไปสั่งสอนจอมมารไหม?”
“พอเถอะน่า”
“ก็เลิกทำหน้าเหมือนคนป่วยเสียที เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด”
“เพ่ยอิง....”
“หือ?”
“มีอะไรงั้นหรือ” อี้เฉิงเห็นเทพหนุ่มผุดลุกขึ้น สอดสายตาแลซ้ายขวาไปมา
“อี้เฉิงกลับไปก่อน”
“ก็ได้!” ิญญากระบี่ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก นานครั้งกว่าเพ่ยอิงจะยอมให้ออกมาวิ่งเล่น เ้าตัวชอบอ้างว่าอาจมีคนไม่หวังดี จึงไม่อยากให้อี้เฉิงเผยตัวมาก
“ใคร? ท่านเป็ใครกัน”
“ข้าเอง”
“ป...ป๋อเหวิน! ท่านมาทำอะไรที่นี่”
ร่างจิตไม่ตอบคำถามของเพ่ยอิง แต่เดินไปนั่งบนโขดหินรับลมอย่างสบายใจ ์ของเพ่ยอิงที่ว่าคงเป็ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แห่งนี้
“ออกมาได้อย่างไร?”
“คงเป็ทางเดียวที่ข้าจะได้มาพบเจอกับเ้า เพ่ยอิง ถอดใจกับมารอย่างข้าแล้วหรือ”
“ปะ ป๋อเหวิน ไม่เป็อะไรใช่ไหม”
“อย่าทอดทิ้งข้าไว้แบบนั้น กลับมาอยู่กับข้าเพ่ยอิง” ป๋อเหวินเอ่ยวาจาประหลาดออกมา ทำให้เพ่ยอิงนิ่งค้างอย่างไม่เชื่อหู ก่อนที่ร่างจิตของป๋อเหวินจะเลือนหายไปในอากาศ
“ป๋อเหวิน!!!”
“ไหน? จอมมารนั่นอยู่ที่ใด?” อี้เฉิงเอ่ยถามเสียงดัง เ้าตัวเล็กวิ่งหน้าตื่นมาหาเพ่ยอิง
“อี้เฉิง! ทำไมยังอยู่ที่นี่ล่ะ”
“เอ๋!?....อะไรของเ้า เผลอหลับไปแล้วฝันหรือไง”
“ฝะ ฝัน! ฝันหรือ” เพ่ยอิงยกมือลูบใบหน้าของตน ป๋อเหวินออกจากหุบเขาหนึ่งรัตติกาลไม่ได้ แสดงว่าเมื่อครู่ก็เป็นิมิตฝันเฟื่องของเขาเอง
ที่หุบเขาหนึ่งรัตติกาล ร่างกำยำโดนรัดตรึงด้วยตรวนขององค์ยูไล หลับตานิ่งเป็หุ่นปั้น ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มราวกับพบเจอเื่ดีในห้วงนิททรา
ซัวเหิงยังคงอยู่ที่ป่ามรณะ หลังโดนองค์ยูไลผนึกเขากลับคืนที่เดิมเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ิญญาดาบอัคนีปีศาจคิดหาหนทางช่วยเ้านาย ก่อนที่ร่างของป๋อเหวินจะถูกมารร้ายควบคุมจิต ซัวเหิงรับรู้ถึงร่างจิตที่สมบูรณ์ของป๋อเหวิน ยังรู้อีกด้วยว่าหากยังใช้ร่างจิตต่อไป จิตมารจะเข้าแทรกจนร่างจิตแตกดับ และร่างจริงกลายเป็มารร้ายเต็มตัว
ิญญาดาบยังหวังว่าเพ่ยอิงจะช่วยเหลือป๋อเหวิน แม้ว่าจอมมารจะทำตัวไม่น่าช่วยเลยก็ตาม
เพ่ยอิงเดินปรี่ไปที่ตำหนักขององค์ยูไล โดยมีอี้เฉิงวิ่งตามอยู่ข้างหลัง ่นี้มหาเทพจวิ้นหยางไม่ค่อยอยู่ที่วัง ท่านชอบปลีกวิเวกหาความสงบในที่ส่วนตัว
“ท่านอาจารย์”
“เพ่ยอิง อ่า...อี้เฉิงก็มาด้วยหรือ” ดวงตาสงบนิ่งมองไปที่เ้าตัวเล็กิญญากระบี่ อี้เฉิงพยักหน้ารัว ฉีกรอยยิ้มกว้างให้องค์ยูไล
“เกิดนิมิตขึ้นกับเรา แปลกมากเลยท่านอาจารย์”
“อย่างไร?”
“ป๋อเหวินไม่สามารถออกจากหุบเขาหนึ่งรัตติกาล แต่หากเขามาทางนิมิตเล่า” เพ่ยอิงตาโตในสิ่งที่ตัวเองกำลังคิด เป็อย่างนั้นเมื่อครู่ก็ไม่ใช่เื่ฝันเฟื่องน่ะสิ
“เ้าทอดทิ้งเขาหรือ?”
“ป..เปล่าท่านอาจารย์ เราแค่กลับมาพักผ่อนหย่อนใจ”
“เพ่ยอิง”
“....”
“ลืมไปหรือเปล่าว่าเราคือยูไล และเ้ากำลังโป้ปดต่อหน้าพุทธองค์”
“ท่านอาจารย์...คือว่าเรา –”
เพ่ยอิงกลืนคำพูดของตัวเองลงคอ หลุบตาต่ำมองฝ่ามือของตนเอง อี้เฉิงเห็นว่าเ้านายกำลังลำบากใจก็รีบโต้ขึ้นมา “ท่านยูไล จอมมารนั่นนิสัยแย่มาก เพ่ยอิงของข้าเหนื่อยใจทุกวัน”
“อี้เฉิง!”
“หน้าเ้ายิ่งกว่าคนอมทุกข์ร้อยชาติ”
“เงียบไปเลย”
เพ่ยอิงส่งสายตาดุไปให้ิญญากระบี่ปากมาก อี้เฉิงเชิดหน้าไม่ใส่ใจ ดูจากปรภพก็ยังรู้เลยว่าเทพหนุ่มเพ่ยอิงกำลังสับสนวุ่นวายใจ จอมมารนั่นทำให้เทพที่เคยสดใสหม่นหมองลง
“นี่มันเื่อะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมเราต้องปลดปล่อยป๋อเหวิน ทั้งที่เขาหวังร้ายต่อ์”
“เ้าคิดเช่นนั้นรึ?”
เมื่อคราวป๋อเหวินโจมตี์ องค์ยูไลส่งเพ่ยอิงไปอยู่ที่มหาสมุทรฉางอัน เหตุผลในครั้งนั้นก็เพื่อฝึกวิชาควบคุมกระบี่สาดแสงธารา เพ่ยอิงไม่ได้เห็นาด้วยตาของตัวเอง
“เราไม่เข้าใจ....”
“ไม่มีผู้ใดกระจ่างแจ้งทุกสิ่งเพียงชั่วครู่”
“ต้องทำอย่างไรต่อท่านอาจารย์ ป๋อเหวินจิตใจหนักแน่น”
“แต่เขาก็ยอมอ่อนให้เ้าตั้งหลายครั้ง”
“หือ?”
“เพ่ยอิง...เ้าเป็เพียงผู้เดียว จิตใจของเ้าดั่งสายน้ำชโลมความร้อน อี้เฉิงเลือกเ้าก็เพราะสิ่งนี้”
เทพหนุ่มเอ่ยลาองค์ยูไล กลับมานอนก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง การเป็เทพบน์ของเขาไม่ใช่เื่ง่าย เพ่ยอิงเติบโตมาในตำหนักองค์ยูไล เขากลายเป็อัจฉริยะของ์ หลังจากที่ครองกระบี่สาดแสงธารา รองจากจอมมารป๋อเหวิน ที่ครองดาบอัคนีปีศาจได้ก่อนหน้า
“อี้เฉิง”
“ว่าอย่างไร?” เ้าตัวเล็กที่นอนหนุนหน้าท้องเพ่ยอิงอยู่ ตอบรับขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ผนึกดาบอัคนีปีศาจไว้ที่ไหน เ้าพอรู้หรือไม่?”
“ป่ามรณะ”
“หา!? เราไม่มีทางไปป่ามรณะได้แน่นอน” ขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้ยังไม่กล้าเฉียดใกล้ เพ่ยอิงขนลุกซู่ทั้งตัว เื่เล่าของป่ามรณะที่เคยได้ยินหลั่งไหลเข้ามาในสมอง มีเพียงสองคนที่ผ่านพ้นเข้าไปในนั้นแล้วรอดกลับมาอย่างปลอดภัย คือมหาเทพจวิ้นหยาง และ จอมมารป๋อเหวิน
“สองคนนั้นเข้าไปด้วยวิธีไหน? ถึงไม่ได้รับอันตรายจากป่ามรณะ”
“ฟังนะเพ่ยอิง! เ้าไม่มีทางไปที่นั่นได้ เพราะข้าไม่มีวันยอม”
“ไม่ได้จะไป –”
“ข้ารู้จักเ้าดีกว่าผู้ใดทั้งสิ้น เ้าจะช่วยจอมมารนั้นจนถึงที่สุด” อี้เฉิงขึ้นมานอนคว่ำหน้าบนตัวของเพ่ยอิง ปากเล็กจ้อราวกับพ่อกำลังสอนลูก เทพหนุ่มหลับตาลงหลีกหนีเสียงบ่น
“ก็มันเป็หน้าที่ของเรา ต้องช่วยเขาให้หลุดพ้นไม่ใช่รึ?”
“ขึ้นอยู่ที่ตัวของจอมมารด้วย ถ้าเขาไม่อยากหลุดพ้น เ้าจะทำอย่างไรได้”