นายทหาร เป็นจำนวนมาก ต่างซุบซิบกันไปต่างๆ นาๆ เพราะเข้าใจว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการอันดับที่ 4 ที่มานั้นเป็นตำแหน่งลอย ไม่ควรมอบหน้าที่สำคัญเช่นนี้ให้
ซึ่งคนที่ควบคุมเสบียง ควบคุมอาวุธ และ กำลังพลสำรอง นั้น ล้วนมีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนของของตระกูลจ้าวทั้งหมด ซึ่งพวกมันก็มีตำแหน่งเป็นถึง รองแม่ทัพทั้งสามคน
คือ จ้าวชี จ้าวปา และ จ้าวจิ่ว ซึ่งทั้งสามล้วนเป็นน้องชายของ จ้าวซื่อ ที่ถูกหยางเฟยหลงฆ่าตาย ยิ่งทำให้พวกเขาจ้องมองราเชนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ตั้งแต่เข้ามาแล้ว
แม่ทัพเยว่ไคว เห็นเช่นนี้เลยเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“ ท่านกุนซือฉี เรื่องนี้ข้าคิดว่า มันสำคัญต่อขวัญและกำลังใจของกองทัพ ข้าจะให้รองแม่ทัพทั้งสามทำหน้าที่นี้ไปก่อน โดยมีแม่ทัพสิงชุนคอยบัญชาการทั้งหมด"
“ แต่ข้าว่า แม่ทัพเจ้าสิงชุนนั้นทำงานมากเกินไปแล้ว ควรจะให้ รองผู้บัญชาการหยางช่วยดูแล ในเรื่องนี้ ส่วนรองแม่ทัพทั้งสามก็ทำงานเหมือนเดิมไป ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่”
ทุกๆ คน เห็นองค์ชายรองหลี่คังเอ่ยออกมาเช่นนี้ ก็รู้สึกลำบากใจ แม่ทัพเยว่ไควจึงอมยิ้มแล้ว ก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้เหล่าแม่ทัพนายกองในที่ประชุมนี้ ถามคำถามเกี่ยวกับการศึก 3 ข้อ หากท่านรองผู้บัญชาการหยางแสดงวิสัยทัศน์ออกมาเป็นที่น่าพอใจของทุกๆ คน พวกเราก็คงจะไม่มีอะไรคัดค้าน”
ทุกๆ คนต่างเห็นด้วยกับ ความคิดของที่ปรึกษาแม่ทัพเยว่ไคว แต่องค์ชายรองหลี่คังคล้ายกับถูกตบหน้า ไม่มีใครเชือฟังคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ถูกกุนซือฉีกุ้ย พยักหน้าให้ใจเย็นๆ เพราะเขามีฉีอี้ เป็นผู้ช่วยราเชนในการตอบคำถามนี้อยู่แล้ว
ส่วนราเชนนั้นได้แต่พยักหน้ายิ้มๆ คล้ายไม่ใส่ใจ เพราะเขามีฉีอี้คอยตอบคำถามเหล่านี้ให้อยู่แล้ว
“ ข้ารองแม่ทัพจ้าวชี ทำหน้าที่ควบคุมเสบียงของเมืองเปี้ยนเฉินทั้งหมด ขอเรียนถามคำถามแรกต่อท่านรองผู้บัญชาการหยาง ท่านให้ความสำคัญต่อเสบียงประเภทไหนมากที่สุด และคิดว่า พวกกองทัพศัตรูจะมีเสบียงไว้ต่อสู้ได้นานขนาดไหน เสบียงของเรากับของพวกมันใครจะหมดก่อนกัน”
ทุก ๆ คนมองหน้าราเชนแล้วยิ้มหยามเหยียด แต่ราเชนยิ้มกว้างให้กับทุกๆ คน แล้วนั่งลงเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ ฉีอี้เรื่องพวกนี้ข้าได้สั่งสอนอบรมเจ้าเอาไว้แล้ว ตอบคำถามพวกเขาซิ อย่าให้สิ่งข้าพร่ำสอนเจ้า ต้องเสียเวลาเปล่า”
ฉีอี้ลุกขึ้นยืนประสานมือคำนับราเชน แล้วหันไปคำนับเหล่านายทหารทุกๆ คน แล้วเอ่ยออกมาว่า
“ ท่านรองผู้บัญชาการหยางให้ความสำคัญกับ น้ำมากที่สุด เพราะกองทัพหากปราศจากน้ำภายในสามวันก็จะตายแต่หากขาดอาหารทั่วไป ยังสามารถอยู่ได้เกินสามสัปดาห์ ส่วนเสบียงอาหารของกองทัพฮานนั้น พวกเรายังไม่มีข้อมูลแต่หากว่าพวกมันยกทัพกันมา ห้าแสนคนจริงๆ จะต้องกินอาหารวันละ 5 ตันต่อวัน หากต่อสู้เกิน1 เดือน ต้องใช้เสบียงอาหาร 150 ตันต่อเดือน นั่นคือกองทัพโดยทั่วไปรวมกับทหารของเราด้วย แต่กองทัพฮานนั้นมาจากนอกด่าน มักจะกินอาหารแห้งเป็นส่วนใหญ่ พวกมันสามารถกินอาหารเพียง 1 ใน 3 ของทหารโดยทั่วไป พวกมันสามารถอยู่ได้ถึง 3 เดือน ต่อเสบียง 150 ตันเท่านั้น ดังนั้นกองทัพของเราต้องบุกเข้าโจมตีพวกมัน ไม่เช่นนั้น เสบียงของเราก็อาจจะไม่เพียงพอก็ได้ เพราะในเมืองของเรายังมีชาวบ้านอีกเกือบล้านคน ที่ไม่ได้อพยพหนีไปไหน”
ทุกๆ คนได้ฟังฉีอี้ พูดก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่กลับมองราเชนแล้วส่ายหัวไม่ยอมรับ คล้ายกับไม่อยากเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่ราเชนเป็นผู้สั่งสอนฉีอี้ รองแม่ทัพจ้าวปา คุมอาวุธของกองทัพ หันหน้ามองราเชนแล้วถามออกไปว่า
“ ได้ข่าวว่าท่านรองผู้บัญชาการหยาง เป็นถึงทายาทของตระกูลหยางที่โด่งดังในแดนเหนือ หวังว่า คำถามนี้ท่านจะตอบให้ข้าหายสงสัยนะ”
ราเชนไม่ใส่ใจผายมือให้จ้าวปาเอ่ยถาม
“ ดี ถ้าเช่นนั้น สงครามครั้งนี้ พวกทัพฮานมีม้าศึกที่รวดเร็ว พร้อมกับ ธนูที่ใหญ่และแม่นยำ ว่ากันว่า พวกมันติดหัวธนูด้วยโลหะกันทุกๆ คน ท่านรองผู้บัญชาการคิดว่า พวกเราควรจะใช้อาวุธประเภทใด จัดการกับพวกมันดี”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เรื่องแค่นี้ ข้าได้อบรมสั่งสอน คนของข้าอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องความลับอะไร ฉีอี้ เจ้าอธิบายให้ท่านรองแม่ทัพซิ ข้าได้สั่งสอนอะไรเจ้าไปบ้าง”
ฉีอี้ ลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคำนับอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อว่า
“ โล่ และ ลวดตาข่ายเงิน หรือหน้าไม้ ทวนยาว ล้วนเป็นอาวุธที่สามารถจัดการกับพวกมันได้ ขอเพียงเราล่อให้พวกมันมาติดกับดักค่ายกลของเราก็พอ ท่านรองผู้บัญชาการมีค่ายกลโล่ ตาข่ายเงิน ค่ายกลหน้าไม้ ค่ายกลทวนยาว ที่ศัตรูบุกเข้ามาแล้วยากที่จะหนีออกไปได้” ฉีอี้อธิบายแทนราเชน ที่นั่งพยักหน้าฟังอย่างเดียว
“ เป็นความคิดของรองผู้บัญชาการหยางเองจริงๆ รึ? ทำไมคุณชายหยางไม่เป็นผู้อธิบายเสียเองเล่า” รองแม่ทัพจ้าวปา แค่นเสียงไม่พอใจ ที่ราเชนยิ้มพรายแล้วหรี่ตามองจ้าวปา กล่าวว่า
“ ข้าเป็นถึง รองผู้บัญชาการ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องให้ข้าอธิบาย ฉีอี้เขาเป็นลูกน้องของข้า ในเมื่อเขาเรียนรู้จากข้าไปมากมาย ดังนั้นข้าจึงอยากให้เขาพูด และแสดงความสามารถออกมา ข้าก็พร้อมจะส่งเสริมเขา ในอนาคตเขาอาจจะได้เป็นรองผู้บัญชาการต่อจากข้าก็เป็นได้”
ราเชนเอ่ยอย่างไม่สนใจว่าใครจะอธิบาย
“ ถ้าเช่นนั้นแล้วกำลังพลสำรองเล่า ท่านคิดจะเลือกระหว่างนักโทษประหาร หรือ เด็ก สตรี และคนชรา?”
จ้าวจิ่วเขามีหน้าที่จัดหากำลังพลสำรอง และนำมาฝึกฝนเพื่อช่วยรบในยามจำเป็น เอ่ยอย่างเชื่อมั่นว่า ราเชนหรือแม้แต่ฉีอี้ คงไม่สามารถเลือกผู้ใดกันแน่ที่จะเหมาะสมที่สุด
“ เรื่องนี้ง่ายดายยิ่ง ฉีอี้ข้าสอนเจ้าไว้ว่าอย่างไร” ราเชนเอ่ยออกมาเช่นนี้ ทุกๆ คนได้แต่ส่ายหัว ส่วนฉีอี้ก็ไม่ทำให้ราเชนต้องผิดหวัง เขากล่าวว่า
“ พวกเราควรเลือกนักโทษประหารมากกว่าใคร เพราะอย่างน้อยพวกมันก็มีความคิดว่า ยังไงก็ต้องตาย หากว่าพวกมันเอาชัยศัตรูได้ ก็จะมีความหวังในชีวิตต่อไป ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ”
“ เฮอะ พวกมันไร้ระเบียบวินัย ควบคุมได้ยาก หากมันไม่ทำตามคำสั่ง พอได้อาวุธแล้วพวกมันหันกลับมาสู้กับพวกเรา หรือไม่ก็หลบหนีทหารไป จะแก้ปัญหานี้อย่างไร”
“ ก็แค่เปลี่ยนพวกมันเป็นกองทัพหน้า เดนตาย ไม่ต้องเป็นพลสำรอง หากใครคิดหนี ก็จะถูกทหารของพวกเราที่อยู่ด้านหน้า สังหารสิ้นก็เท่านั้น”
“ ข้ากำลังพูดถึงพลสำรอง ไม่ได้ให้พวกมันเป็นกองหน้าเดนตายไม่”
“ ข้าก็แนะนำไปอย่างนั้น ตามหลักพิชัยยุทธแล้ว พวกเราไม่ควรนำพวกนักโทษมาเป็นกองหนุน มันจะไม่ช่วยให้กองทัพของเราแข็งแกร่งขึ้น พวกเด็ก สตรี และคนชรานั้นยังดีเสียกว่า เพราะพวกเขาต่างก็หวงแหนพื้นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่มากกว่าพวกนักโทษเหล่านั้น”
“ นี่คือ ความคิดของรองผู้บัญชาการหยางด้วยหรือไม่” จ้าวจิ่วหันมามองหน้าราเชน
“ ใช่”
ราเชนตอบสั้นๆ เพราะรู้สึกว่า พวกทหารเหล่านี้คิดจะทดสอบปัญญาของเขามากกว่า
“ เอาล่ะ ในเมื่อ รองผู้บัญชาการหยาง มีทหารคนสนิทที่เฉลียวฉลาด เช่นนี้ พวกเราก็วางใจ ท่านก็รับหน้าที่........”
แม่ทัพเยว่ไคว กำลังจะประกาศแต่งตั้งหน้าที่ ควบคุมเสบียง อาวุธ และ กำลังพลสำรอง ให้กับหยางเฟยหลง ท่ามกลางความไม่พอใจ ของผู้นำทหารคนอื่นๆ ที่เห็นว่า ราเชนนั้นไม่เหมาะสมเลย ควรจะมอบตำแหน่งให้ฉีอี้ เสียมากกว่า
แต่ไม่ทันกล่าวจบ ก็มีสัญญาณระฆังเตือนภัยดังขึ้น แล้วมีทหารเข้ามารายงานด้วยสีหน้าแตกตื่นตกใจ
“ มีกองทหารฮานจำนวนนับไม่ถ้วน พร้อมกับสัตว์อสูรมากมาย เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ประชิดประตูเมืองทั้งสามทิศแล้ว ขอให้ท่านแม่ทัพใหญ่โปรดสั่งการด้วย”
องค์ชายหลี่คังถึงกับตัวสั่นตกใจ มองไปที่แม่ทัพเยว่ไคว ที่สีหน้าเคร่งเครียด พร้อมกับวางตราประจำตำแหน่งลงที่เดิม แล้วเอ่ยว่า
“ พวกเราขึ้นไปดูบนกำแพงกันก่อนเถอะ”
เหล่านายทหารรีบเดินขึ้นไปบนป้อมปราการที่สร้างขึ้นมาอย่างแข็งแรง บนป้อมกำแพงของเมือง สามารถมองเห็นกองทัพฮาน ที่เรียงรายกันล้อมรอม เมืองตั้งแต่ทิศตะวันตก ยัน ทิศตะวันออก โดยมองเห็นธงของแม่ทัพใหญ่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ทางทิศเหนือ กองกำลังทหารที่เคลื่อนทัพมากมายราวกับกองทัพมด พร้อมกับบรรดาสัตว์อสูรเป็นจำนวนมาก คำนวนด้วยสายตาของ ทหารผู้ผ่านศึกสงครามอย่างแม่ทัพเยว่ไคว ถึงกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า
“ คำนวนจากสายตาของข้า กองทัพฮานมีมากกว่า เก้าแสนคน สัตว์อสูรอีกนับหมื่น งานนี้พวกเราเจอศึกหนักแล้ว”
“ อะไรนะ 9 แสนคน” องค์ชายรองหลี่คัง เอ่ยขึ้นมาอย่างตกใจ เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ต่างก็อกสั่นขวัญผวา กันแทบทุกๆ คน ยิ่งพอทัพหน้าที่เป็นกองทัพที่มีเหล่าสัตว์อสูร ประเภทแรด กระทิง ช้างตัวใหญ่หลายร้อย หลายพันตัว ที่ถูกส่งเข้ามาทำลายกำแพง ก็ชักขาสั่นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยิ่งเห็นบนท้องฟ้า มีเหล่ากองทัพนกเหยี่ยวยักษ์ บินว่อนอยู่บนท้องฟ้า รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แต่พวกมันหาได้โจมตีไม่ คล้ายกำลังรอคำสั่งจากผู้ที่ควบคุมพวกมันอยู่
“ พวกมันเอาสัตว์อสูรเหล่านี้มาจากไหนมากมายขนาดนี้” องค์ชายหลี่คังเอ่ยอย่างตื่นเต้นตกใจ
“ สัตว์อสูรพวกนี้ น่าจะมาจากนอกด่าน และ ชายแดนของรัฐประจิมเรากับอาณาจักรมัชฉิมา บางทีพวก10 ชนเผ่าชายแดน อาจมีส่วนช่วยเหลือกองทัพฮานในครั้งนี้ด้วย" แม่ทัพเยว่ไคว เอ่ยเสียงเครียด
ราเชนเองนั้นตอนนี้มองด้วยความตื่นเต้น เขาเพิ่งเคยเห็นกองทัพสัตว์อสูร ที่ควบคุมด้วยมนุษย์เป็นจำนวนมากเช่นนี้
“ ท่านผู้บัญชาการใหญ่ โปรดสั่งการ ก่อนที่กองทัพพวกมันจะตั้งหลัก ให้รีบส่งกองทัพม้าศึกของรองผู้บัญชาการอันดับที่ 1 และ 2 ทัพละ ห้าพันคนบุกเข้าโจมตีพวกมันทั้งซ้ายและขวาพร้อมกันอย่าให้พวกมันได้ทันตั้งตัว ส่วนกองกำลังเฝ้าบนกำแพง เตรียมเครื่องยิงหินเพลิงให้พร้อม หากข้าศึกเข้าระยะ ก็ยิงใส่พวกมันทันที อย่าให้พวกมันพาสัตว์อสูรบุกเข้าประชิดกำแพงเมืองได้โดยง่าย”
แม่ทัพเยว่ไควรีบเอ่ยออกมา องค์ชายหลี่คัง ถึงกับสะดุ้ง ยกธงคำสั่งขึ้นมา แล้วตะโกนออกไปว่า
“ รองผู้บัญชาการอับดับที่ 1 จ้าวจง รับคำสั่ง จัดกำลังทหารม้า 1 ห้าพัน บุกตะลุยข้าศึกโจมตีที่มั่นของมันทางด้านซ้าย อย่าให้มันตั้งตัว รองผู้บัญชาการอันดับที่ 2 เว่ยชิงหลง จัดกำลังทหารม้าสามพันเช่นกัน บุกเจ้าโจมตีที่มั่นของมันทางด้านขวา”
ทั้งสองคนได้รับธงคำสั่ง ก็กำลังจะออกไป แต่แม่ทัพที่ปรึกษาเยว่ไควเอ่ยกำชับอีกว่า
“ จำเอาไว้ แค่ทำลายเครื่องยิงหินไฟ และกองทัพม้าของพวกมันเท่านั้น ตอนนี้พวกมันกำลังเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เป็นโอกาสเหมาะพวกเราจะฉวยโอกาสโจมตีพวกมัน เสร็จภารกิจ ก็รีบล่าถอยกลับมา”
รองผู้บัญชาการทั้งสอง คำนับรับคำสั่ง แล้วก้าวเท้าถอยหลังออกไปทันที
ส่วนรองผู้บัญชาการคนที่ 3 ฉีหลิง ก็ออกไปสั่งการให้ทหารบนกำแพง เตรียมเครื่องยิงหินไฟ หากพวกทัพฮาน เข้าสู่รัศมีการยิงก็จะได้จัดการทันที
ส่วนราเชนนั้นยังไม่ได้รับมอบหมายให้ทำอะไร จึงได้แต่ยืนเคียงข้างขององค์ชายรองหลี่คัง ที่ยืนตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูก จนกระทั้งได้ยินเสียงกลองออกศึกดังขึ้นจากทั้งสองฝั่ง สงครามการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายได้เริ่มขึ้นแล้ว...