ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 94 โคตรคนชั่ว

            แต่เดิมแล้วหลินไป๋ชวนก็มีระดับพลังที่ด้อยกว่าซ่างกวันหงอยู่แล้วถึงแม้ว่าในจังหวะสุดท้ายเขาจะสามารถเรียกเอาชุดเกราะออกมาสวมใส่ได้ทันเวลาก็ตามแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ตอนนี้เขามีสภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพที่ถูกเผาจนแห้งเกรียมนอนอ้าปากพะงาบๆ อยู่บนพื้น บริเวณท้องน้อยถูกระเบิดจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่อวัยวะภายในส่วนต่างๆ ล้วนไหลออกมากองอยู่ข้างนอก

            “ป... เป็นไปไม่ได้...”

            หลินไป๋ชวนยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเขาต้องมาพบกับความล้มเหลวอย่างไร้ปรานีได้เร็วขนาดนี้

            ไอ้หลินอี้นั่น เมื่อหนึ่งเดือนก่อนมันยังเป็นแค่มดปลวกที่เขาจะเหยียบมันให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้อยู่เลยแต่ในช่วงเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือนมันกลับสามารถส่งเขามาอยู่หน้าประตูนรกได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้

            เจ็บใจเหลือเกิน!

            แต่แน่นอนว่า เมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของหลินหยางแล้วสิ่งที่ทำให้เขาโกรธแค้นมากกว่าก็คือการทรยศในจังหวะสุดท้ายของไอ้ชั่วอย่างเฉินเฉาเกอต่างหาก

            “หลิน หลินหยาง! ไอ้สัตว์เดรัจฉาน! ข้า...ข้าจะ...ฆ่า...”

            หลินไป๋ชวนพยายามเค้นแรงเฮือกสุดท้ายออกมาเพื่อสาปแช่งไอ้เด็กเวรที่เขาอุตส่าห์ยอมเชื่อใจนั่น

            ซ่างกวันหงเองก็กำลังมองหาไอ้สวะชาติชั่วที่มันเลวเกินคนไปแล้วอย่างเฉินเฉาเกออยู่เหมือนกัน

            แต่ทั้งสองคนนั้นไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าไอ้สวะนั่นมันคิดจะลงมือสังหารพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

            “ขอโทษด้วยนะ ท่านอา”

            ในสายตาของหลินไป๋ชวนพลันปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้ายของคนๆหนึ่งขึ้นมา

            เฉินเฉาเกอที่ตอนนี้ถึงจะมีสภาพทรุดโทรมไปบ้างแล้วก็ตามแต่ด้วยความแข็งแกร่งของโล่ที่เขาแย่งมานั้น ทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายนัก

            สภาพร่างกายของมันนั้นฟื้นกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมแล้วไม่เห็นพลังอันแสนชั่วร้ายที่มันใช้เมื่อก่อนหน้านี้อยู่เลยแต่แค่ระดับพลังดั้งเดิมของเขานั้นมันก็มากเพียงพอแล้วที่เขาจะจัดการกับผู้ที่กำลังบาดเจ็บสาหัสแค่สองคนลง

            มันมองไปที่หลินไป๋ชวนที่กำลังทำหน้าโมโหปนตกใจอยู่จากนั้นก็ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น พลันกระทืบลงตรงลำคอของหลินไป๋ชวนอย่างรุนแรงจนคอหักส่งเจ้าคนที่คิดกบฏคนนี้ไปยังโลกหน้าอย่างง่ายดาย

            ผู้ที่ได้รับชื่อว่าเป็นเทพยุทธ์ผู้นั้นจุดจบสุดท้ายของมันไม่แม้แต่จะได้ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเลยด้วยซ้ำ

            “หลินหยาง!! เจ้า...เจ้า...เจ้า...”

            ซ่างกวันหงที่ยืนมองเฉินเฉาเกออยู่จากทางด้านข้างนั้นไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาด่าทอมันแล้ว

            เขาคิดว่าตัวเองที่ได้ฉายาว่าอสูรอัคคีนั้นก็เป็นคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตมากพออยู่แล้วแต่พอมาเทียบกับไอ้หนุ่มตรงหน้านี่แล้วตัวเขานั้นไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยแสนใจดีเลย

            เฉินเฉาเกอที่ตอนนี้มีพลังชั่วร้ายอันแสนน่ากลัวนั่นมาปกคลุมทั่วทั้งตัวอีกครั้งนั้นแสยะยิ้มขึ้นดุจรอยยิ้มของปีศาจร้าย

            “ไม่ต้องรีบหรอกท่านประมุขซ่างกวัน เดี๋ยวข้าจะส่งท่านไปหาเขาให้เอง”

            “เจ้า เจ้า บังอาจ!”

            ซ่างกวันหงถึงกับพูดติดอ่าง

            เขาพบว่าไอ้องค์ชายเก้าผู้นี้มันทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวได้มากกว่าหลินอี้นั่นอีกหลินอี้นั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัว แต่ไอ้คนตรงหน้านี่มันให้ความรู้สึกน่าขนลุกยิ่งกว่าปีศาจร้ายของจริงเสียอีก

            ซ่างกวันหงวิ่งหนีออกไปทันที

            เขารีบเรียกเอาอุปกรณ์ระดับวิญญาณสำหรับใช้บินบนฟ้าซึ่งเป็นอุปกรณ์เฉพาะของตระกูลซ่างกวันอย่าง“เรือไต่เมฆา” ออกมา

            เขาไม่คิดจะอยู่ในสถานที่อันแสนน่ากลัวแบบนี้อีกต่อไปแล้วไม่ว่าจะเป็นหลินอี้หรือไอ้องค์ชายเก้านั่นก็ล้วนเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว

            แต่น่าเสียดายเฉินเฉาเกอตอนนี้ได้ยกโล่ทรงกลมในมือขึ้นมาพลางเล็งไปทางด้านหลังของซ่างกวันหงที่หนีห่างออกไปไกลแล้ว

            พลังฟ้าดินจำนวนหนึ่งถูกส่งผ่านจากร่างกายของเขาเข้าไปอยู่ในโล่นั่นพอได้รับพลังแล้ว บริเวณดวงตาของสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกก็พลันลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับมีเสียงหัวเราะที่ทำเอาคนที่ได้ยินถึงกลับรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนดังออกมา

            เสียงหัวเราะของมันทำเอาอสูรอัคคีผู้นี้ตกใจจนเกือบจะทรงตัวบนเรือบินไม่อยู่

            ไม่มีใครที่รู้ซึ้งถึงพลังอันน่ากลัวของโล่นั่นมากไปกว่าซ่างกวัหงแล้วแต่ในตอนนั้นเอง ประกายแสงสีเขียวเข้มสายหนึ่งก็ได้ถูกยิงออกมาจากปากของหัวกะโหลกบนโล่แล้วจากนั้นมันก็พุ่งทะลุเมฆหมอกออกไป

            “ไม่!!”

            เสียงหวีดร้องครั้งสุดท้ายของซ่างกวันหงดังขึ้น

            จากนั้นลำแสงสีเขียวก็พุ่งทะลุร่างกายของซ่างกวันหงออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงลำแสงนั่นยังคงพุ่งออกไปไม่หยุดจนทะลุชั้นฟ้าออกไปแล้ว

            อานุภาพของมันนั้นแข็งแกร่งทรงพลังจนน่ากลัวสมกับที่เป็นไพ่ตายของซ่างกวันหงเลยจริงๆ ซึ่งซ่างกวันหงที่เพิ่งโดนระเบิดอย่างรุนแรงนั่นไปพลังฟ้าดินภายในกายของเขานั้นได้เหือดแห้งไปจนเกือบหมดแล้วทำให้เขาไม่มีพลังมากพอที่จะต่อต้านการโจมตีนี้สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยไพ่ตายของตัวเอง

            ตุบ

            ร่างของซ่างกวันหงที่บินหนีออกไปยังไม่ถึงสิบเมตรก็ได้ร่วงหล่นลงสู้พื้นดินจากนั้นก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาอีกเลย

            ชายผู้นี้สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงเพราะความโอหังและความอำมหิตของตัวเอง

            หลังจากที่เฉินเฉาเกอจัดการทั้งสองคนเสร็จเรียบร้อยแล้วมันกลับมีท่าทีสงบราวกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลยอย่างไรอย่างนั้น

            หัวจิตหัวใจของชายหนุ่มผู้นี้มันทำจากอะไรกัน

            เพิ่งทำเรื่องชั่วร้ายขนาดนั้นลงไปแท้ๆแต่มันกลับยังคงนิ่งสงบได้ขนาดนี้

            เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพร้อมกับหันไปมองทางอีกฝั่งหนึ่งตรงนั้น มีเงาร่างที่สวมใส่ชุดเกราะสีขาวสายหนึ่งกำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเงียบๆ

            หลินหยาง

            ที่ตอนนี้ภายในใจกำลังร่ำร้อง

            ไอ้เฉินเฉาเกอนี่มันเป็นโคตรคนเลวที่ชั่วช้าที่สุดในบรรดาคนที่เขาเคยเจอแล้วใบหน้าไร้ความรู้สึก ฆ่าคนอย่างไร้ปรานีแม้แต่ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วยังไม่ค่อยมีคนที่ชั่วร้ายราวกับจอมมารร้ายแบบนี้เลย

            คนแบบนี้...จะปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว

            เฉินเฉาเกอเองก็กำลังมองดูหลินหยางอยู่เช่นกัน

            ในมือของมันนั้นกำโล่หัวกะโหลกใบนั้นเอาไว้แน่นแววตาของมันดูมืดหม่นชั่วร้าย ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่ามันกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

            ศัตรูคู่แค้นโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องมาเผชิญหน้ากันคู่นี้นั้นกำลังจ้องเขม็งใส่ฝ่ายตรงข้ามด้วยแววตาแข็งกร้าวราวกับพวกเขาพร้อมที่จะระเบิดการต่อสู้อันดุเดือดจนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอยู่ตลอดเวลา

            แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงย้ำเท้าตึกตักๆ ดังขึ้น

            เงาร่างขนาดใหญ่สายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น

            เหล่าคนของฝ่ายชูอวิ๋นมากันหมดแล้ว

            ทั้งคนของตระกูลเวินขุนนางข้าราชการของอาณาจักรชูอวิ๋น หลี่จิ้ง และเหล่าทหารองครักษ์ก็ได้มาถึงที่นี่แล้วและแน่นอนว่าหลินเฮ่ายวนก็มาด้วยเช่นกัน

            คนเหล่านี้มาไม่ทันเห็นฉากที่เฉินเฉาเกอสังหารโหดทั้งหลินไป๋ชวนและซ่างกวันหงแต่พอได้เห็นภาพตรงหน้าที่มีสภาพเละเทะแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจ

            “ท่านเทพยุทธ์ตายแล้วอย่างนั้นหรือ...”นายกรัฐมนตรีสื่อซือหมิงรู้สึกว่าเหตุการณ์ในคืนนี้มันหนักหนาสาหัสเกินไปหัวใจที่ชราภาพแล้วของเขาเกือบจะทนไม่ไหว

            ส่วนใบหน้าของคนอื่นๆ เองก็เต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน

            แต่ในตอนนั้นเอง ไอ้เฉินเกอนั่นกลับทำเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งหมดขึ้น

            เขาหันไปทางหลินเฮ่ายวนพร้อมกับคุกเข่าลงหนึ่งข้างจากนั้นก็ก้มหัวลงต่ำแล้วเอ่ยปากพูดขึ้นเสียงดังว่า “กราบเรียนเสด็จพ่อที่เคารพเพื่อที่จะขัดขวางแผนการกบฏยึดอำนาจของโจรชั่วหลินไป๋ชวนแล้วลูกยอมที่จะตั้งตัวเป็นศัตรูของราชสำนัก หลอกล่อให้ศัตรูเชื่อใจแล้วจึงค่อยหาโอกาสสังหารมันในจังหวะสุดท้ายในที่สุดลูกก็ทำหน้าที่นั้นสำเร็จลุล่วงแล้ว ลูกได้ลงมือจัดการปลิดชีพโจรชั่วทั้งสองนั่นด้วยมือของตัวเองแล้วแต่เมื่อครู่นี้ได้บังอาจกล่าววาจาสามหาวหยาบคาย ล่วงเกินเสด็จพ่อไปจึงอยากขอวอนให้เสด็จพ่ออภัยให้ลูกด้วยเถอะ!”

            อะไรนะ!!

            คนทั้งหมดพลันถูกคำพูดของเฉินเฉาเกอทำเอาสับสนมึนงงไปหมด

            จบแบบนี้ก็ได้หรือ?

            มาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าจะบอกว่าเจ้าเป็นสายลับอย่างนั้นหรือ??

            มันจะพลิกผันเกินไปหรือเปล่า?

            หลินเวยรีบก้าวออกมาคัดค้านทันที “บังอาจนักหลินหยางมาถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังคิดจะเล่นแง่อยู่อีกรึถ้าเจ้าตั้งใจจะแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มของศัตรูจริงๆ ละก็ ทำไมเจ้าถึงไม่รีบแจ้งให้ท่านพ่อทราบเล่าทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้ค่อยเฉลยออกมาเห็นได้ชัดเลยว่าเจ้าน่ะฆ่าพวกนั้นเพราะต้องการปิดปากพยานสำคัญต่างหาก!”

            ใครจะคิดล่ะว่าเฉินเฉาเกอได้เตรียมคำตอบเอาไว้อยู่ก่อนแล้วจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงฉะฉานว่า “ท่านพี่ไม่รู้อะไร ตั้งแต่ที่ข้าเริ่มติดต่อกับหลินไป๋ชวนแล้วพวกมันก็ส่งยอดฝีมือมาจับตามองการเคลื่อนไหวของข้าทุกฝีก้าว หากข้าทำอะไรผิดสังเกตแม้แต่นิดเดียวละก็พวกมันก็จะจัดการปิดปากข้าทันที ก่อนหน้านี้ที่หลินหยางล่วงเกินท่านพี่ก็เหมือนกันนั่นเป็นเพราะหลินไป๋ชวนสั่งให้ข้าทำต่างหาก โปรดท่านพี่ให้อภัยข้าด้วย”

            ไอ้เวรเอ๊ย

            ไอ้สวะนี่มันพูดพล่อยๆ แบบนี้มันดูไม่น่าเชื่อถือสักนิด แต่ศัตรูทั้งหมดก็ดันถูกฆ่าตายไปหมดแล้วเสียด้วยนอกจากคำพูดของเฉินเฉาเกอแล้วก็ไม่มีใครรู้เห็นเหตุการณ์อีก

            ไอ้โจรชั่วนี่มันยังพูดต่ออีกว่า “ท่านพ่อเจ้าหลินไป๋ชวนนี่มันเจ้าเล่ห์สุดขีด ลูกไม่สามารถเก็บหลักฐานอะไรกลับไปได้เลยเลยทำได้แค่ตามน้ำกับมันไป ตอนที่อยู่ในพระตำหนักเมื่อครู่นี้ลูกตั้งใจไปยืนอยู่ข้างไอ้โจรชั่วนี้เองแต่เดิมลูกตั้งใจว่าจะหาโอกาสทุ่มสุดชีวิตในการสังหารมัน ลากมันไปตายพร้อมกับลูกเพื่อที่จะปกป้องชีวิตของท่านพ่อ...แต่ว่ายังโชคดีที่ผู้อาวุโสหลินได้แสดงอภินิหารสร้างโอกาสให้ลูกได้ลงมือปลิดชีพพวกโจรชั่วทั้งสองได้สำเร็จ”

            คำพูดของเฉินเฉาเกอนั้นฟังดูน่าเชื่อถือไม่น้อยจนเหล่าขุนนางส่วนใหญ่เริ่มคล้อยตามคำพูดของมันกันแล้ว

            “นั่นมัน...” หลินเวยเองก็ไปต่อไม่ถูกแล้วเช่นกัน

            เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว จะยอมให้ไอ้เวรนี่พลิกเกมกลับมาได้อย่างไร

            เห็นกันชัดๆ ว่าไอ้โจรชั่วอย่างมันนี่แหละที่คิดร้ายหวังจะก่อการรัฐประหารขึ้นแต่มันกลับคิดจะใช้โอกาสนี้พลิกจากโจรไปเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้อาณาจักรอย่างนั้นหรือ?

            ความเจ้าเล่ห์ของไอ้เฉินเฉาเกอนี่มันร้ายกาจจนน่ากลัวเหลือเกิน

            “เสด็จพ่อ!” เฉินเฉาเกอยังคงเล่นละครต่อไป มันคุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้นยกมือข้างหนึ่งขึ้นเพื่อขอสาบานว่า “ลูกกล้าสาบานต่อสวรรค์คำพูดทั้งหมดที่ลูกเพิ่งพูดไปล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น หากลูกโกหกแม้เพียงครึ่งคำลูกจักต้องตกนรกโลกันตร์ขุมสิบแปดไปโดยมิอาจกลับชาติมาเกิดใหม่ได้อีกตลอดกาล! โปรดเสด็จพ่อเชื่อใจด้วยเถอะ!!”

            พูดจบ

            มันพลันโขกหัวลงกับพื้นจนเกิดเป็นเสียงกระแทกดังตึง

            การเล่นละครของมันสมจริงเหลือเกินแม้แต่หลินหยางยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมไอ้โจรชั่วนี่ในใจ

            ซึ่งมันก็ไม่มีใครที่สามารถเป็นพยานยื่นความผิดถูกของเฉินเฉาเกอได้เสียด้วยหลักฐานทั้งหมดล้วนสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปหมดแล้วหากหลินเฮ่ายวนเลือกที่จะเชื่อใจมันละก็มันก็จะได้ผลงานใหญ่อย่างการปลิดชีพหัวหน้าของฝ่ายศัตรูได้ทันที!

            เฉินเฉาเกอยังคงก้มหัวอยู่อย่างนั้นรอให้หลินเฮ่ายวนเปิดปากพูด

            คนทั้งหมดต่างก็จับจ้องไปทางองค์จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนยืนดูเขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปยืนอยู่ตรงกึ่งกลางของกลุ่มคน ยืนอยู่ข้างหลินหยาง

            ใครจะคิดว่าคำแรกที่หลินเฮ่ายวนเอ่ยปากพูดขึ้น กลับไม่ได้พูดกับเฉินเฉาเกอแต่กลับหันไปพูดกับหลินหยางแทน เขาแย้มรอยยิ้มขึ้นพลางกล่าวว่า

            “ทำได้ดีมาก”

            เอ๋?

            หลินหยางเกิดความสับสนทันทีไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ ทำไมคนผู้นี้ถึงพูดคำๆ นี้ขึ้นมา จากนั้นไม่นานหลินเฮ่ายวนก็หันสายตาไปทางเฉินเฉาเกอที่อยู่เบื้องล่างว่า

            “เจ้าลุกขึ้นมาเถอะ”

            คำพูดประโยคนี้ ทำให้เฉินเฉาเกอแอบยิ้มที่มุมปากอย่างได้ใจ

            การโกหกของเขาสำเร็จแล้ว!!

            “ขอบพระคุณที่เสด็จพ่อเชื่อใจลูก!!”

            เฉินเฉาเกอลุกขึ้นยืนบนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดี

            การแสดงครั้งนี้เอาไปเลยร้อยคะแนนไม่สิ ต้องสองร้อยคะแนน

            “ท่านพ่อ!! มันเสแสร้งแกล้งดัดอยู่ชัดๆ!” หลินเวยร้อนรนจนหน้าแดงเถือกแต่หลินเฮ่ายวนกลับโบกมือเพื่อให้ทุกคนเงียบลง