หนึ่งเดือนหลังจากนั้นภายในจวนเล็กนอกเมืองหลังยาวโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.)
มีชายหนุ่มสองคนปรึกษาหารือกันอยู่ภายในคนหนึ่งนั่งที่โต๊ะ ส่วนอีกคนหนึ่งยืนกอดอกพิงอยู่ข้างริมหน้าต่าง
“ ข้าจะต้องรอไปอีกถึงเมื่อไหร่ “ หวางเจียเหอ หันไปถามเซียวหลงที่นั่งจิบน้ำชาอยู่เงียบๆ
ผ่านมาหลายปีต้องยอมรับว่าจนถึงตอนนี้เขาก็มองชายหนุ่มเบื้องหน้าไม่ออกเช่นกัน จะว่าสถานะระหว่างเขาสองคนเป็สหายก็ใช่แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีจุดยืนร่วมกันเสียทีเดียว หากเป็งานที่เซียวหลงไม่เห็นด้วยแม้เขาจะไม่คัดค้าน แต่ก็ไม่เคยส่งเสริมหรือยื่นมือเข้ามาช่วย กระทั่งออกความคิดเห็นก็ยังไม่เคยระหว่างพวกเขายังคงมีเส้นบางๆคั่นกลางอยู่เสมอ
เพราะอีกฝ่ายนิ่งเงียบจนเขาต้องเอ่ยยิ้มๆขึ้นมาอีกรอบประหนึ่งกำลังพูดถึงเื่ทั่วไปอยู่
“ ข้ากำลังคุยกับเ้าอยู่นะ ทำไม หรือเพราะลูกศิษย์ตัวน้อยบนเขานั่นถึงไม่อยากลงมือกับครอบครัวของนาง “
เพราะคำพูดประโยคนี้สายตาของเซียวหลงถึงได้วกกลับมาตรึงที่ใบหน้าของรัชทายาทหนุ่ม และสามารถทำให้เขาเปิดปากเอ่ยโต้ตอบออกมาได้
“ ท่านก็รู้ว่าไม่ใช่ “ คำพูดทั้งหมดที่รอคอยมีเพียงแค่นี้
“ ข้าย่อมรู้ เพียงแต่กำลังคิดว่า..ปลาที่เ้า้าล่อยังไม่ออกมาตะครุบเหยื่อเสียทีต่อให้เราจัดการกับตระกูลนี้ได้ ก็คงไม่ทำให้เขาออกหน้ามาช่วยเหลือเช่นที่ผ่านมา และคงมีตระกูลอื่นๆกลายมาเป็เหยื่อไม่จบสิ้นเซียวหลง เ้าว่าจริงหรือไม่ “ หวางเจียเหอ เอ่ยขึ้นมาอย่างครุ่นคิด ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ แม้พยายามกำจัดแขนขาของฝ่ายตรงข้ามอย่างไรก็ยังไปไม่ถึงตัว ปลาใหญ่ ที่พวกเขา้า เมื่อหลักฐานไปไม่ถึง ที่ผ่านมาก็แค่สร้างความรำคาญว้าวุ่นให้กับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
เซียวหลงหลับตาลงกดข่มสีหน้าและแววตาไว้ภายใต้ใบหน้าคมคายเรียบเฉย ทบทวนคำพูดของรัชทายาท ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดการต่อสู้ในที่ลับไม่อาจดึงคนคนนั้นออกมาได้ หลายครั้งกลับเป็พวกเขาเองต้องเป็ฝ่ายสูญเสียสายลับและยอดฝีมือเช่นนั้นแผนการที่พวกเขาวางไว้ร่วมกันคงถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนแล้ว
“ ข้าเข้าใจความหมายของท่าน “ เซียวหลงตอบกลับสั้นมากราวกับนี่ไมใช่เื่สลักสำคัญควรค่าแก่การหารือ
“ ฮึ..เ้านี่ กี่ปีๆก็ยังไม่เปลี่ยนเ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ ในแผนของเ้า ให้ข้าเข้าไปร่วมด้วยได้หรือไม่ “ หวางเจียเหอ รีบเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ เท้าคางด้วยมือข้างหนึ่งจ้องมองดูชายหนุ่มที่กำลังลืมตาขึ้น
“ กระหม่อมคิดอยู่จริงๆ “ ชายหนุ่มที่กำลังกอดอกเอ่ยขึ้นแก่เขาเบาๆ
จู่ๆก็เปลี่ยนสรรพนามแทนตัวหวางเจียเหอถึงกับเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย
“ คิดอะไร บอกข้าได้ไหม “ เขาวางท่อนแขนสองข้างไว้บนโต๊ะโยกตัวโหนขึ้นไปด้านหน้าเล็กน้อย เร่งซักไซร้ต่ออย่างไม่ปล่อยโอกาส
“ จบเื่ของสองตระกูลใหญ่ ข้าจะบอกท่าน “ เซียวหลงเอ่ยตอบรัชทายาทด้วยสีหน้านิ่งเรียบไร้อารมณ์แต่ภายในใจของเขานั้นกลับไม่สงบอย่างที่แสดงออก นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็การตัดสินใจเดินหน้าหลังจากนี้ หรือเื่ราวก่อนหน้าแต่เขายังตอบตัวเองไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆขึ้นมานี้มีสาเหตุจากอะไรกันแน่
“อาหลง เื่ตระกูลกู้ เ้าต้องออกหน้าด้วยตัวเอง เขาเป็ตระกูลใหญ่ จะให้คนอื่นไปทำคงไม่ได้เ้าเข้าใจใช่ไหม “ แม้หวางเจียเหอจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆแต่ทุกคนรู้ว่านี่เป็คำสั่งแกมบังคับ มากกว่าการขอความเห็นหรือให้ทางเลือก
เซียวหลงรู้อยู่แล้วว่าบทสรุปต้องออกมาเป็เช่นนี้จึงทำได้เพียงรับปากแก่เขาไป
“ รัชทายาท” ตอนที่เซียวหลงเอ่ยประโยคนี้หวางเจียเหอพลันรู้สึกหนาวสันหลัง ปกติถ้าไม่ใช่เื่จริงจัง สหายหน้าตายคนนี้จะไม่เอ่ยเช่นนี้
“กระดาษสารภาพนั่น ท่านเป็คนทำ ?” เซียวหลงถามต่อ
“ อ่อ นึกว่าเ้าจะไม่ถามเื่นี้แล้ว หากบอกว่าไม่ใช่ข้าเล่าเ้าจะเชื่อไหม “ หวางเจียเหอหน้ามุ่นตอบชายหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกลับไปหากเขาทำจริง เหตุใดต้องปิดบังด้วย
“ ท่านรู้หรือไม่ว่าใครเป็คนเขียนขึ้นมา “ เซียวหลงที่ปกตินิ่งเงียบกลับเป็คนถามคำถามนี้แก่เขา
“ เ้าจะไปสนใจทำไมว่าใครเขียน เราได้ประโยชน์ก็พอแล้ว นี่ดูสิเฉพาะแค่เื่ที่เขาสังหารฮูหยินตัวเอง ทั้งตระกูลกู้และตระกูลไป๋ก็พร้อมฉีกทึ้งกันเองแล้ว จะว่าไปแล้ว กู้เซียวหลางก็ไร้ใจจริงๆ “เื่หลังบ้านแบบนี้ รัชทายาทเช่นเขาคุ้นเคยนัก แม้เขาจะอยู่เฉพาะที่ตำหนักบูรพาแต่ก็เห็นการวางแผนทำร้ายกันของเรือนหลังมาอย่างชำนิชำนาญจนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้วสำหรับในราชวงศ์ เื่การห้ำหั่นกันเองเยี่ยงศึกสายเืนั้นแทบจะเื่ปกติเหมือนกินข้าวดื่มชา แต่ต่อให้พูดประโยคนี้ มือของเขากลับโบกขึ้นมาเบาๆหนหนึ่ง ก็ปรากฏองครักษ์เงาในชุดดำสองคนยืนเรียงกันอยู่ที่ด้านหลัง
“เรียนรัชทายาท เป็พ่อบ้านใหญ่ตระกูลกู้เขียนขึ้นมา” หนึ่งในองค์รักษ์ที่ยืนอยู่เป็ผู้ตอบคำถาม
คำตอบนี้ทำให้รัชทายาทเลิกคิ้วขึ้นทันทีนี่ออกจะน่าประหลาดใจเกินไปหน่อยแล้ว
“หึ ๆๆ ผิดไปจากที่คิดนิดหน่อย “ รอบนี้เป็ฝั่งรัชทายาทบ้างที่เอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนหน้านี้เซียวหลงเคยพูดคุยกับเขาให้หาทางดึงตระกูลกู้ไว้ หรืออย่างน้อยๆก็อย่าไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับราชสำนักมันค่อนข้างสร้างความกังวลให้กับเขาพอควร เพราะงานของพวกเขาคนยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี นี่ถึงกลับจะเอาคนของฝั่งตรงข้ามมาอยู่ด้วย ? แต่ราวกับว่าเื่ราวจะซับซ้อนไปกว่านั้นแล้วสิ่งที่สหายคาดหวังน่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้วจริงๆ
ผิดกับเซียวหลงที่มีแต่ความเคร่งขรึมเพราะหากบอกว่าคนปลอมจดหมายนั่นเป็กู้เซียวหลาง อาจจะยังมีทางทำให้เขามาเป็พวกแต่หากบอกว่ามีคนในเป็หนอนให้กับฝั่งตรงข้ามอีก ก็ไม่รู้ว่าในจวนนั้นจะมีอยู่อีกซักกี่คน เขาหลุบสายตาลงกำหมัดที่ซ่อนไว้ในชายเสื้อแน่น..
ในห้องลับตอนนี้เงียบสนิทไป่หนึ่งทันที
“ เย่วโลว พูดถึงเ้าอยู่ตลอด ทำไมหมู่นี้ไม่ไปเยี่ยมนางบ้าง “ จู่ๆบทสนทนาก็เปลี่ยนหัวข้อทำเซียวหลงตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้างเช่นกัน
“ ท่านมาพูดแทนนาง หรือนางฝากท่านให้มาพูด “เขาถามกลับ
“ กั๋วกงอยากผูกสัมพันธ์กับเ้า เ้าก็รู้ เขาแทบจะยกหลานสาวให้เ้าเอากลับไปที่จวนแล้วเหตุใดถึงไม่สนใจอำนาจในมือกั๋วกงหล่ะ เ้าเองก็มีเป้าหมายเดียวกับข้า ประตูแห่งโอกาสก็เปิดรออยู่เื่สมประโยชน์เช่นนี้ยังจะรีรออะไร “ ชายหนุ่มใบหน้ากลมดูเป็มิตรเอ่ยออกมาเป็ชุดๆหวังโน้มน้ามให้เซียวหลงรับปากเื่การหมั้นหมายที่กั๋วกงเอ่ยขึ้นกับเขาไม่ต่ำกว่าสองรอบ
ใครๆในเมืองหลวงต่างก็รู้ว่ากั๋วกงรักหลานสาวมากแค่ไหน อะไรที่นาง้า ไม่เคยซักครั้งที่จะถูกขัดใจว่ากันว่าแม้จะเป็ดาวบนฟ้า กั๋วกงก็คงจะไปสอยมาให้อยู่ดี หลานเขยของเขาแม้ไม่แต่งเข้าก็ยังรับประกันได้ว่าจะมีทุกอย่างที่ควรมี เงิน อำนาจ และกองทหารส่วนตัว
เซียวหลงกลับเป็ฝ่ายลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกมาจากห้องลับกลับถูกรัชทายาทส่งเสียงเรียกไว้
“ เอาเถอะ ๆเมื่อเ้าไม่สนใจข้าก็ไม่ว่า แต่ถึงอย่างไร เ้าไปหาเย่วโลวบ้างข้าทนฟังนางบ่นไม่ไหวอยู่บ้างเหมือนกัน ” เขาชะงักนิดนึงก่อนเอ่ยต่อในประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
“ ตอนนี้าชายแดนก็ปะทะกันที่ด่านซือเสียน ไม่แน่ว่าจะรักษาเมืองไว้ได้ไหมจูรุ่ยเพิ่งส่งข่าวมาบอกข้าเมื่อวานนี้ เ้าเร่งมือทำงานทางนี้เถอะ เราอาจไม่มีเวลามากแล้วรบสองด้านเช่นนี้ หากยืดเยื้อต่อไป มีแต่ฝั่งเราจะเสียเปรียบ”
“ ข้าเข้าใจแล้ว เื่ของตระกูลกู้ข้าจะรีบไปจัดการ “ เซียวหลงเอ่ยตอบโดยไม่หันหลังกลับมาก่อนเดินลิ่วหายออกไปในความมืด