กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่เจ็ดสิบเจ็ด คนร้ายคือผู้ใช้สแตนด์หรือไม่?

    ตอนที่เจ็ดสิบเจ็ด คนร้ายคือผู้ใช้สแตนด์หรือไม่?

    ผมแทบจะกุมขมับ แต่อย่างว่าล่ะ

    การที่คนคนหนึ่งทำนิสัยไม่น่าคบ ก็ไม่ใช่ว่าเขาคือผู้ใช้สแตนด์เอ๊ย พ่อมดแม่มดฝ่ายมืดหรือปีศาจ

    ในโจโจ้ มีการวิจารณ์กันว่า

    “คนร้ายคือผู้ใช้สแตนด์หรือไม่?”

    คือเงื่อนไขที่จะกำหนดว่าพวกโจสุเกะควรจะเข้าไปยุ่งหรือไม่?

    มิเช่นนั้นด้วยจิตใจของลูกผู้ชายชาวอาทิตย์อุทัย

    จะมองว่าหากคนร้ายไม่ใช่ผู้ใช้สแตนด์หน้าที่ในการจับคนร้ายคือหน้าที่ของตำรวจ

    ตามหลักการของลูกผู้ชายชาวอาทิตย์อุทัยที่เคารพกฎหมายเอามากๆ

    ผมก็พอเข้าใจที่มาที่ไปแต่ผมคือคนที่ออกไปใส่ชุดไอร่อนแมนอย่างผมไปกระทืบพวกปีศาจ

    ก็ยังอาจจะกล่าวได้ว่ายังจำกัดวงอยู่แค่การเล่นงานพวกปีศาจเหนือธรรมชาติ

    ยังไม่ก้าวเข้าไปจัดการกับอาชญากรรมของมนุษย์

    การใส่หนาม หนอนบุ้ง กรีดกระเป๋าทำลายเสื้อเชียร์ฯลฯ

    สิ่งต่างๆเหล่านี้แม้จะเป็นพฤติกรรมที่อาจจะผิดกฎหมายและไม่ใช่ที่เพื่อนมนุษย์ที่ดีควรทำต่อกันก็ยังอยู่ในขอบเขตของการกระทำของมนุษย์

    หากเราว่ากันแบบถึงที่สุด เอาแบบเคร่งครัดจริงๆ

    หากมีคนเอาปืนมาบุกยิงคนในโรงเรียน

    ก็เท่ากับว่าไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ใช้เวทย์เช่นกันแต่ผมไม่เข้มงวดกับตนเองถึงขั้นนั้นหรอก

    แค่คิดว่าในทางเทคนิค

    การไซโคคนในทีมของบอนนี่ถือว่าเป็นพฤติกรรมแย่ๆในฐานะมนุษย์เท่านั้น

    ยังไม่ใช่เรื่องที่ต้องเข้มงวดในการกล่าวหาว่าเธอใช้พลังเหนือธรรมชาติทำร้ายคน

    ตามแนวคิดแนวเรื่องเหนือธรรมชาติ

    สิ่งสำคัญอยู่ที่                         

    “ใช้พลังเหนือธรรมชาติทำร้ายคน”

    ไม่ใช่การ

    “ทำร้ายคน”

     แต่ประการใด

    นั่นคือหลักการปกปิดความลับของคนอยู่ในโลกมืด

    ที่แลนเซอร์ แม้จะสู้กับรินอยู่ก็มีกติการ่วมกันว่าจะต้องเก็บชิโร่ที่เป็นคนภายนอกที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติก่อน

    แลนเซอร์ไม่ได้ทำผิดธรรมเนียมโลกมืดของผู้ใช้เวทมนตร์

    ในฐานะจอมเวทย์แม้กำลังจะฆ่ากันตายอยู่ ณ ตอนนั้นสามารถกลับมาร่วมมือกันได้เพื่อรักษาการปกปิดความลับ

    Masquerade

    เอาไว้ให้ได้ไม่ให้เรื่องเวทย์เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก

    ช่วงนี้ผมลงมือหนักไปหน่อยกับพวกแวมไพร์ทำให้โดนคุณโธมัสอบรมบ่มนิสัย

    ผมพยายามจะทำในเรื่องที่ไม่กระตุ้นให้มีเรื่องวุ่นวายมากขึ้น

    บอนนี่เป็นแค่คนธรรมดาในตอนนี้ยังไม่ได้ถูกวิญญาณจากอียิปต์บรรพกาลเข้าสิงอย่างในอนาคต

    ว่าไปแล้ว แต่ละคนมีแต่คนที่เชื้อสายอมนุษย์ทั้งนั้นเลยนี่หว่า?

    แต่อย่างว่าล่ะ การไซโค นินทาลับหลังกลั่นแกล้งกรีดเสื้อผ้า

    แม้เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ

    แต่ก็เหมือนกับประโยคว่า

    “พี่จะรักน้องคนเดียวจะไม่ให้น้องต้องลำบาก อยู่แต่ในห้องโชว์น่องโชว์ขา”

    ไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

    เป็นแค่การพลอดรักกันระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น

    เพราะเป็นประโยคที่ดึงดูดใจขัดกับความจริงที่ว่า

    “ท่าทางเราต้องทำงานกันทั้งสองคนนั่นล่ะคนเดียวทำมาหากินไม่น่าจะพอใช้ ไม่อย่างนั้นเธอก็ทำงานจนอายุสามสิบยังไมได้แต่งงานไปเถอะ”

    ประโยคแรกนั้นดึงดูดใจมากกว่าประโยคหลังแม้ประโยคแรกจะเป็นเรื่องโกหกทุกคำและประโยคหลังเป็นเรื่องจริงทุกคำก็ตาม

    ประชากรมากกว่า 98% ของประเทศคือคนที่ยังต้องทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่

    ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอย่างเลโอนาร์ดที่มีคฤหาสน์ผีสิงเป็นมรดกไม่ต่ำกว่าสามหลัง

    ผมกุมขมับ

    “บอนนี่ เป็นกัปตันเชียร์ไม่ได้หมายความว่าต้องไร้ความเป็นมนุษย์ทักษะของเธอเก่งที่สุดในทีมนี้อยู่แล้วหากไม่นับแอนนาและเทเลอร์ไม่จำเป็นต้องไปข่มขู่ใครเขาหรอก ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเธอเก่งเป็นที่สามในทีม”

    ผมกล่าวชื่นชมบอนนี่คนที่สามารถเก่งได้ลองจากแอนนาที่มีความสามารถของสเลเยอร์และเทเลอร์ที่มีความสามารถของสัตว์ประหลาดนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ

    แต่บอนนี่กลับขยี้เท้าอย่างโมโห

    “หมายความว่าอย่างไรนายว่าชั้นแพ้พวกนี้เป็นที่สามงั้นหรือ?”

    ผมพยักหน้าจะมาสงสัยอะไร

    เหมือนกับถามว่านักมวยธรรมดาจะชกชนะกัปตันอเมริกาหรือพี่น้องสกุลบู๊จะชกชนะก๊วยเจ๋งนั่นล่ะ

    อะไรที่เป็นไปไม่ได้ก็เป็นไปไม่ได้

    ผมให้เครดิตที่เทเลอร์เป็นตัวร้ายให้เหนือกว่าบอนนี่เอาไว้ด้านความสามารถทางร่างกาย

    “ตอนนี้ยังอาจจะสูสีดูไม่ออกมากนักแต่ให้พวกเธอสองคนนี้ฝึกไปตลอดจนสิ้นภาคการศึกษา เธอจะตามพวกเขาไม่ทันอีกต่อไป”

    ผมกล่าวอย่างสงบเหมือนกับให้ทายว่าใครจะชนะระหว่างพี่น้องสกุลบู๊กับก๊วยเจ๋งนั่นล่ะ

    หากอยากเสียเงินก็แทงพี่น้องสกุลบู๊ก็ได้ไม่ว่ากันแต่หากอยากได้เงินก็แทงคนที่มีแววชนะมากกว่า

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน