เช้าวันอังคาร เมิ่งชิงชิงขับรถมารับไป่ฉีไปโรงเรียน เมื่อเธอเห็นหน้าไป่ฉี เธอก็มีท่าทางเขินอาย เพราะนึกถึงเรื่องที่เธอทำกับไป่ฉีในรถเมื่อวาน
“พี่ชิงชิง พี่อยากทำอีกเหรอ” ไป่ฉีถาม แต่คำถามนี้ทำให้เมิ่งชิงชิงสะดุ้ง
“ไม่ย่ะ ขืนทำอีกฉันได้โดนข้อหาพรากผู้เยาว์กันพอดี” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“อ้อจริงด้วย พี่ชิงชิง เมื่อวานคุณเฉินเฟิงโทรหาผม เขาบอกว่าฝากบทละครของซีรีส์เรื่องที่จะถ่ายทำมาให้พี่แล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“ใช่ เดี๋ยววันนี้พอถึงที่ศูนย์ฯ ฉันจะเอาให้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
ไป่ฉีหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เขากดโทรหาปู่ซีหลัว รอสายไม่นานซีหลัวก็รับสาย น้ำเสียงของเขาดูดีใจมาก ไป่ฉีมักจะโทรหาเขาทุกวัน ไม่ก็ส่งข้อความมาหา เมื่อวานนี้ไป่ฉีได้ส่งข้อความมาหาเขาว่า อยากจะซื้อบ้านหลังที่อยู่ในเมืองหลวง จึงอยากจะให้ดำเนินการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้พ่อกับแม่ของเขา
[เรื่องนั้น ปู่โทรนัดกับพ่อแม่ของหลานเมื่อกี้ เรื่องบ้านปู่กับพ่อแม่ของหลานจะจัดการเอง] ซีหลัวกล่าว
“ขอบคุณครับปู่ พรุ่งนี้นัดทานข้าวกันไหมครับ เพราะผมลาหยุดไปถ่ายรายการ คงจะเสร็จช่วงบ่ายนิดหน่อย” ไป่ฉีกล่าว
[โอ้ จริงเหรอ ได้สิ เดี๋ยวปู่ให้เลขาเลื่อนเวลาประชุมไปสัก 2-3 ชั่วโมงได้อยู่] ซีหลัวกล่าว
“ได้ครับ ปู่จะทานที่ไหนก็บอกนะครับ เดี๋ยวผมถ่ายรายการเสร็จแล้วจะตามไป” ไป่ฉีกล่าว
[ได้ ๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะ ปู่ขอตัวไปจัดการเอกสารสัญญาให้พ่อกับแม่ของหลานก่อน] ซีหลัวกล่าวจบก็วางสายไป
“นายเอาใจใส่ปู่ซีหลัวดีจังนะ ขนาดซีโม่ยังไม่โทรหาปู่ของเขาบ่อยขนาดนี้เลย” เมิ่งชิงชิงกล่าว เธอมักเห็นไป่ฉีโทรคุยกับซีหลัวประจำ ระหว่างที่ไป่ฉีกำลังนั่งรถกลับบ้าน เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างซีโม่กับไป่ฉี ใครเป็นหลานแท้ ๆ กันแน่
“ผมไม่มีปู่น่ะ พ่อกับแม่บอกว่าปู่เสียไปก่อนที่แม่จะตั้งท้องผมซะอีก” ไป่ฉีกล่าว
“งั้นเหรอ แต่ทางฉันกับซีโม่ ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่เลย พวกท่านทำงานยุ่งมาก ธุรกิจของปู่ก็เติบโตเร็วซะด้วย โอกาสเจอพวกท่านก็เลยน้อยลงไปอีก” เมิ่งชิงชิงกล่าว แววตาของเธอดูเหงาอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นผมสัญญาว่า ถ้าผมแต่งงานกับพี่ ผมจะไม่ทำให้พี่ต้องโดดเดี่ยว ผมจะคอยอยู่ข้างพี่ ทำตัวเสมอต้นเสมอปลายเหมือนกับที่ผมแคร์ความรู้สึกของปู่ซีหลัว ดีไหมครับ” ไป่ฉีกล่าว เมิ่งชิงชิงไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงขับรถต่อ
“ตอนเด็ก ๆ พี่เหงารึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“ยังดีที่มีซีโม่มาเล่นด้วย รู้ไหม มีช่วงหนึ่งพี่เคยแอบชอบเขาด้วยนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ก็ไม่แปลกนี่ครับ ให้ผมเดานะ พี่คงอยู่โรงเรียนสตรี แล้วซีโม่เป็นเด็กผู้ชายคนเดียวที่พี่รู้จัก การที่พี่จะรู้สึกพิเศษกับซีโม่ มันก็ไม่แปลกหรอกครับ” ไป่ฉีเหล่มองเมิ่งชิงชิง
“นายนี่น่ากลัวชะมัด พูดเหมือนเห็นอดีตฉันซะทะลุปรุโปร่งเชียว” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ผมไม่ใช่พวกขี้หึงขนาดนั้นหรอกนะ พี่ยั่วผมด้วยเรื่องนี้ไม่ขึ้นหรอก” ไป่ฉียิ้ม
“ฮึ่ย นายรู้ทันเหรอเนี่ยว่าฉันจงใจยั่วให้นายหึงน่ะ” เมิ่งชิงชิงดูไม่พอใจที่ไป่ฉีรู้ว่าเธอต้องการให้เขาแสดงความหึงหวงออกมา
“ว่าแต่ วันพุธพี่ต้องไปกับผมด้วยนะ ตอนนี้ผมไปไหนมาไหนคนเดียวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“แหงล่ะ ฉันยังจำตอนที่นายโทรมาขอความช่วยเหลือ เพราะติดอยู่ท่ามกลางฝูงชนในตลาดได้อยู่เลย” เมิ่งชิงชิงหัวเราะ เมื่อเธอนึกถึงเหตุการณ์นั้น
วันนี้ไป่ฉียังคงเรียนตามปกติ หลังเลิกเรียนเมิงชิงชิงก็มารับเขาไปที่ศูนย์ฝึกอบรมของ LSA ครั้งนี้ เธอรีบเปิดประตูลงจากรถ หลังจากที่รถจอดสนิท เพราะเธอกลัวจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อวานขึ้นอีก
“อ่ะ นี่บทละครที่คุณเฉินฝากมาให้” เมิ่งชิงชิง หยิบบทละครจากกระเป๋าเอกสารที่อยู่เบาะหลังส่งให้ไป่ฉี เมื่อเขาลงมาจากรถแล้ว
“ขอบคุณครับ ไว้ว่าง ๆ พี่ชิงชิงมาช่วยผมต่อบทหน่อยนะ” ไป่ฉีกล่าว
“ฉันไม่ใช่นักแสดงนะ อารมณ์หรือการแสดงออกมันไม่ได้หรอก” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่ต่อบทสนทนาเองครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ก็ได้ ไปเรียนการแสดงได้แล้ว” เมิ่งชิงชิงผลักไปที่หลังของไป่ฉี
“คร้าบ ๆ ผมไปก็ได้” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะเดินเข้าศูนย์ฝึกอบรมไป
ในคลาสเรียนการแสดงชั้นสูง ส่วนมีแต่นักแสดงอายุ 20 ขึ้นไปทั้งนั้น คนเหล่านี้มาจากหลากหลายสาขาในวงการ ทันทีที่ไป่ฉีเดินเข้ามา เขาพบว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตา เพราะเขาอายุน้อยเกินกว่าจะมาเรียนในคลาสนี้
“ทุกคน คนนี้คือไป่ฉี ทุกคนคงจะได้เห็นผลงานของเขาจากงานโฆษณาน้ำหอมกับครีมบำรุงผิวของมู่เทียนกันแล้ว และได้รับการรับรองจากอาจารย์ถงเรียบร้อย ดังนั้นจากนี้ไปเขาจะมาเรียนในคลาสของเรา” อาจารย์หลิวอธิบาย บางคนไม่สนใจ บางคนพยักหน้าพร้อมกับปรบมือต้อนรับไป่ฉี
“เด็กใหม่ มานั่งนี่มา” มีชายคนหนึ่งอายุราว 30 กว่า เรียกไป่ฉีไปนั่งข้าง ๆ เขา
“ฉันชื่อ หานชิง เรียกฉันว่า พี่หาน ก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก นายกับฉันจะได้ร่วมงานกันในซีรีส์ที่คุณเฉินกำลังจะถ่ายทำ” หานชิงพูดเสียงเบา เพราะเขาไม่ต้องการรบกวนการสอนของอาจารย์หลิว
“ครับ ไว้เราค่อยคุยกันหลังเลิกคลาสนะครับ” ไป่ฉีตัดบทสนทนาทันที มันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าอาจารย์หลิวเห็นว่าเขาไม่ตั้งใจฟังที่สอน
หลังเลิกคลาส หานชิงก็เริ่มบอกว่าเขาเข้าวงการมาตอนอายุ 18 นี่ก็ผ่านมา 12 ปีแล้ว ส่วนใหญ่รับบทเป็นพระรอง ไม่ก็เพื่อนพระเอก ล้มลุกคลุกคลานในวงการมาหลายปี เขาก็ยังไม่ได้รับบทพระเอกสักที เขาจึงตัดสินใจมาเข้าเรียนคลาสการแสดง เพื่อพัฒนาตัวเอง โดยหวังว่าจะทำผลงานได้ดีในซีรีส์นี้ และได้รับบทพระเอกบ้าง
“นายโชคดีมากรู้ไหม อายุแค่ 15 แต่สามารถรับบทพระเอกได้เนี่ย” หานชิงกล่าว เพราะแม้อายุของไป่ฉีจะแค่ 15 ปี แต่ร่างกายของไป่ฉีนั้นกลับดูเหมือนชายหนุ่มอายุ 18 ปีแล้ว ทั้งฝีมือการแสดงที่แสดงให้เห็นในคลาสก็ไม่เหมือนกับนักแสดงหน้าใหม่เลย ออกจะเหมือนนักแสดงที่มีประสบการณ์ด้านการแสดงมาแล้วหลายสิบปีเสียด้วยซ้ำ
“แล้วพี่หาน เล่นบทอะไรเหรอครับ” ไป่ฉีถาม
“บทตัวร้ายของเรื่องน่ะ นายได้บทแล้วนี่ ฉันได้รับบทเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของพระเอก ตัวร้ายส่งแฟนของตัวเองหรือก็คือนางเอกของเรื่องนี้ เข้าไปแทรกซึมในบริษัทของพระเอก และคอยให้นางเอกส่งข้อมูลภายในให้ สุดท้ายนางเอกดันหลงรักพระเอก เธอก็เลยหักหลังตัวร้ายและช่วยเหลือพระเอกแทน เนื้อเรื่องก็ประมาณนี้ล่ะนะ” หานชิงกล่าว
“แต่ที่ผมกังวลไม่ใช่เรื่องการแสดงหรอกครับ ผมกังวลเรื่องการปรับอารมณ์ตอนเปลี่ยนฉากมากกว่า ได้ยินว่าการถ่ายละคร หากสถานที่ถ่ายทำเป็นบ้าน ก็จะถ่ายฉากที่เกี่ยวกับบ้านทั้งหมด ซึ่งแต่ละฉากอารมณ์ก็จะไม่เหมือนกัน นั่นแหละครับที่ผมเป็นห่วง” ไป่ฉีกล่าว
“รู้เยอะเหมือนกันนี่ จะสอนเคล็ดลับให้ พอจบฉากหนึ่ง นายต้องโยนอารมณ์ในฉากนั้นทิ้งไปเลย แล้วนายจะไม่มีปัญหาในการปรับอารมณ์ จำไว้ ลืมทุกอย่างในฉากที่แสดงจบไปให้หมด” หานชิงแนะนำ
จากนั้นไป่ฉีก็แยกกับหานชิง เขาเดินลงมาที่ชั้น 1 และพบว่าเมิ่งชิงชิงได้รอเขาอยู่ที่โซฟาหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เขายกยิ้มขึ้นและเดินไปหาเธอ
“พี่ชิงชิง ผมเรียนเสร็จแล้ว กลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้มีงานแต่เช้า” ไป่ฉีกล่าว
“อือ” เมิ่งชิงชิงลุกขึ้น ตาของเธอยังคงจ้องมองที่จอสมาร์ทโฟน ซึ่งไป่ฉีเห็นว่าเธอกำลังแชทกับซีโม่ เขาเห็นว่าซีโม่แสดงความเป็นห่วงว่าเธอจะประหม่ากับการทำหน้าที่ผู้จัดการดารา
“เวลาเดินพี่ควรดูทางนะ ไม่งั้นเกิดล้มขึ้นมา ผมจะไม่มีคนไปรับไปส่ง” ไป่ฉีกล่าว
“ถึงตอนนั้น ฉันติดต่อให้คนที่บริษัทคนอื่นไปแทนก็ได้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“เอ๋ พี่ดูจะสนใจคนในแชทมากกว่าผมนะเนี่ย ช่างเถอะ ผมจะประสบความสำเร็จให้มากกว่าคน ๆ นั้นให้ดู” ไป่ฉีกล่าว
เมิ่งชิงชิงไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ในสายตาเธอ ไป่ฉีนั้นเป็นมือใหม่ เป็นรุ่นน้องของซีโม่ การจะมาเทียบชั้นกับรุ่นพี่มันเป็นไปไม่ได้ ทั้งประสบการณ์ของไป่ฉีเองก็สู้ซีโม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อไป่ฉีกลับมาที่ก็พบว่าพ่อกับแม่ของเขากำลังรอกินข้าวพร้อมกับเขา กับข้าวบ้านของไป่ฉีตอนนี้เริ่มมีเนื้อสัตว์บ้างแล้ว แต่เขาแทบจะไม่แตะมันเลย
“ไป่ฉี ทานข้าวมารึยังลูก” ไป่เหลียนฮวาถาม
“ยังครับ อาหารน่าทานจังเลย มีของโปรดของผมด้วย” ไป่ฉีแกล้งทำท่าดีใจ เขานั่งลงและกินข้าวกับครอบครัว
ไป่ฉีใช้วิธีเดียวกับตอนที่เขาถ่ายรายการราชานักกิน ทำเหมือนคีบอาหารเข้าปาก แต่จริง ๆ แล้วอาหารเหล่านั้นไม่ได้ตกถึงกระเพาะเขาแม้แต่น้อย เพราะเขาได้ย้ายพวกมันไปไว้ในมิติที่เขาใช้อาคมสร้างขึ้น
โดยไป่ฉีได้ลงอาคมไว้ที่ฟันของเขา เป็นการคืนสภาพ คงสภาพ และมิติ อาหารทุกอย่างที่เขากิน จะกลับไปเป็นสภาพเดิม สดใหม่เหมือนทำออกมาจากครัว อาหารพวกนั้นไป่ฉีจะแอบนำไปวางไว้ในครัวของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า โดยเขียนโน๊ตไว้สั้น ๆ ว่า จากผู้บริจาค
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป่ฉีแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน กางเกงยีนสีขาว กับรองเท้าผ้าใบ ซึ่งเสื้อสีน้ำเงินนี้เข้ากับสีผิวของเขามาก จากนั้นเขาก็ออกมายืนรอเมิ่งชิงชิงขับรถมารับ
“ไปกันเถอะ” เมิ่งชิงชิงที่ขับรถมา เธอลดกระจกลง พร้อมกับบอกให้ไป่ฉีขึ้นรถ
ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่จะใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ เนื่องจากร้านที่เป็นสถานที่ถ่ายทำรายการอยู่ในเมืองที่ไป่ฉีอาศัยอยู่ จึงสะดวกสำหรับไป่ฉีมาก
พอมาถึงทางรายการได้เตรียมสถานที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ทีมงานบอกว่าจะขอถ่ายตอนไป่ฉีนั่งรอสัก 5-10 นาที ให้ไป่ฉีทำตัวตามปกติ เหมือนนั่งรอคน
“โอเค เรียบร้อย ไป่ฉีตามสบายนะ เราจะรอคุณจูเหลียนมาก่อน ค่อยถ่ายต่อ” ทางผู้กำกับรายการกล่าว
“ได้ครับ” ไป่ฉีเดินไปนั่งข้าง ๆ เมิ่งชิงชิง
“ต้องรอสินะ” เมิ่งชิงชิงถามขึ้น
“อือ ถึงจะบอกว่าเป็นการวัดความสามารถของผู้ท้าชิงก็เถอะนะ แต่มันก็ช่วยเรียกเรตติ้งให้กับรายการได้ดีเชียวล่ะ” ไป่ฉีกล่าว
“นายพูดเหมือนกับอยู่วงการนี้มานานงั้นแหละ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ผมดูรายการนี้ย้อนหลังทุกซีซั่นมาแล้ว เลยพอจะรู้ระบบของทางรายการน่ะ” ไป่ฉีกล่าว
“อ้อ ไป่ฉี วันเกิดนายใกล้เข้ามาแล้ว นายจะเอายังไง ในเว็บไซต์ของบริษัทก็มีคนสมัครเข้ามาเป็นแฟนคลับนายประมาณ 1 หมื่นคนภายในเวลาแค่ไม่กี่วันเองเลยนะ วันเกิดนายจะจัดแฟนมีตติ้งรึเปล่า” เมิ่งชิงชิงถาม
“ผมว่ามันไม่ค่อยเหมาะหรอกครับ ผลงานผมตอนนี้ก็มีแค่งานโฆษณา กับงานเขียนอย่างละ 1 แค่นั้นเอง ถ้าจะจัดแฟนมีตติ้งมันดูจะเกินไปหน่อยนะครับ” ไป่ฉีอธิบาย
“แล้วจะทำอะไรดีล่ะ ปกติในวันเกิดของพวกดารา พวกเขามักจะหากิจกรรมให้แฟนคลับทำกันนะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“อืม งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ผมจะเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้าในวันเกิดของผม แต่อยากให้พี่ชิงชิงออกแบบสอบถามเพื่อคัดกรองคนให้หน่อย เราจะคัดเฉพาะคนที่รักเด็ก ชอบดูแลเด็ก มาในงานนี้ ซึ่งผมจำกัดแค่ 30 คนเท่านั้น แฟนคลับที่มาร่วมกิจกรรมผมจะมอบอัลบั้มรูปที่ผมถ่ายไว้กับทางมู่เทียนให้พร้อมลายเซ็น พี่ว่าดีไหม” ไป่ฉีเสนอ
“อัลบั้มรูปนั่นมีรูปที่ถ่ายไว้แต่ไม่ได้เอามาทำเป็นสื่อโฆษณาสินะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ใช่ครับ ผมได้ขออนุญาตประธานมู่ เรียบร้อยแล้ว มีเอกสารยืนยันที่ออกโดยบริษัทมู่เทียนด้วยครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ตกลง งั้นเดี๋ยวพี่จะไปหาคนออกแบบคำถามของแบบสอบถามให้นะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว ขณะนั้นมีทีมงานหญิงเดินเข้ามาหาไป่ฉี
“น้องไป่ฉี คุณจูเหลียน มาแล้วนะคะ” ทีมงานหญิงเดินมาตามไป่ฉี
“จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ” ไป่ฉีเดินไปยังโต๊ะที่ทางทีมงานเตรียมไว้
หลังจากผู้กำกับสั่ง หญิงวัยกลางคน สูง 190 ซม. ก็เดินเข้ามา เธอมีร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ใบหน้าดุดัน ไป่ฉีจำได้ทันทีว่านั่นคือ จูเหลียน คนที่เป็นราชินีกินแหลก 3 สมัยติดต่อกัน แต่ก่อนอาชีพของเธอคือนักมวยปล้ำหญิง พอเธอได้เป็นราชินีกินแหลกถึง 2 สมัยติดต่อกัน ก็มีรายการติดต่อเธอไปออกรายการ ด้วยความที่เป็นคนมีลักษณะเฉพาะตัว เพราะปกติเธอต้องสวมบทบาทในมวยปล้ำ ทำให้เธอเป็นที่นิยมอย่างมาก
จากนั้นจูเหลียนก็ลาออกมาเป็นพิธีกรหรือผู้ร่วมรายการ เกี่ยวกับอาหารแบบเต็มตัว แต่ก็ยังคงรักษารูปร่างเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ไป่ฉีเมื่อเห็นจูเหลียน เขาลุกขึ้นเดินไปต้อนรับจูเหลียน เริ่มด้วยการก้มคำนับเป็นการทักทาย ซึ่งจูเหลียนก็แค่พยักหน้า เธอยังคงปั้นหน้าดุใส่เขา คาดว่าคงเป็นสคริปของรายการ
“สวัสดีครับ คุณจูเหลียน ผมไป่ฉีเป็นตัวแทนผู้เข้าแข่งขันของเมืองหลวงครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ฉันได้ยินเรื่องของเธอมาบ้าง ร้ายไม่เบานี่ที่ล้มสถิติของต่านต้านได้” จูเหลียนตบเข้าที่หลังของไป่ฉี เหมือนเธอจะพยายามไม่ให้ไป่ฉีประหม่า แต่ถึงอย่างนั้นไป่ฉีกลับยืนได้โดยไม่เสียหลัก แถมเธอยังเจ็บมือเสียเอง
“เจ้าหนู ฝึกร่างกายมาดีเลยนี่ ฉันชื่นชอบคนแบบนี้นะ ถึงจะกินมากยังไง แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเอง” จูเหลียนกล่าว
ไป่ฉีเชิญให้เธอมานั่งที่โต๊ะที่ทางรายการจัดไว้ หลังจากพูดคุยได้เล็กน้อย ไป่ฉีก็ทำตามสคริป โดยการชวนให้จูเหลียนไปตักอาหารมานั่งทานกันแบบกินไปคุยไป
“ไป่ฉี ฉันว่าจะถามเธอพอดี เธอใช่นายแบบที่ถ่ายโฆษณาของมู่เทียนรึเปล่า” จูเหลียนถาม
“ใช่ครับ นั่นเป็นผลงานชิ้นแรกในวงการของผมเลย” ไป่ฉีตอบ
“ถือว่านายประสบความสำเร็จสำหรับก้าวแรกแล้วนะ” จูเหลียนยิ้ม
“แล้วคุณจูเหลียนล่ะครับ คิดว่าจะคว้าแชมป์ในคราวนี้ได้รึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“ฉันพยายามฝึกมาอย่างหนัก ยังไงก็ต้องสู้ให้เต็มที่ก่อน” จูเหลียนตอน
ไป่ฉีกับจูเหลียนกินไปคุยไป จนอาหารที่ตักมาหมดเกลี้ยง จากนั้นพวกเขาก็คุยกันต่ออีกนิดหน่อย และเข้าสู่สคริปที่ทางรายการเตรียมไว้
“ถึงนายจะทำผลงานได้ดีในการแข่งรอบคัดเลือก แต่ฉันก็ไม่กลัวหรอกนะ ฉันรอที่จะได้สู้กับนายในการแข่งขันรอบจริง” จูเหลียนกล่าวจบก็ลุกและเดินออกไปจากร้าน ซึ่งพอทางผู้กำกับสั่งคัต จูเหลียนก็เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง
“ทำตัวให้ชิน ๆ เข้าไว้ล่ะ รายการเบื้องหน้ากับเบื้องหลังมันก็เป็นแบบนี้แหละ” จูเหลียนกล่าว
“พอรู้มาบ้างครับ ถ้าผมทำอะไรผิดก็ขอความกรุณาช่วยสั่งสอนด้วยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
ในที่สุดการถ่ายรายการวันนี้ก็เสร็จเรียบร้อย ไป่ฉีให้ชิงชิงขับรถไปยังร้านอาหารที่นัดกับซีหลัวเอาไว้
"งานมีปัญหาอะไรรึเปล่า" ซีหลัวถาม
“ยังไม่มีครับ แต่ปู่ควรจะวางมือได้แล้วนะครับ อย่างน้อยควรจะนอนวันละซัก 8-10 ชั่วโมงต่อวัน” ไป่ฉีกล่าว
“พ่อแม่ของซีโม่ยังทำงานกันไม่คล่อง ปู่ก็เลยต้องคอยคุมและแนะนำเป็นระยะ ๆ น่ะ เฮ้อ” ซีหลัวถอนหายใจ
ไป่ฉีลุกขึ้นไปจับข้อมือของซีหลัว เขาลองตรวจชีพจรของซีหลัวดู
'ร่างกายตอนนี้ไม่ดีเลย มีหลายโรคกำลังก่อตัวขึ้น ไม่เกิน 5 ปีปู่จะตาย' ไป่ฉีคิด ก่อนจะปล่อยข้อมือของซีหลัว
“พี่ชิงชิง ผมขอกระดาษกับปากกาหน่อย” ไป่ฉีกล่าว
เมิ่งชิงชิงยื่นกระดาษกับปากกามาให้ไป่ฉี ไป่ฉีทำการเขียนสมุนไพรที่จะต้องใช้ พร้อมวิธีการเตรียมสมุนไพรก่อนจะเอาไปต้มไปจนถึงการต้มยา หลังเขียนเสร็จ เขายื่นมันให้กับซีหลัว
“นี่คือเทียบยารึ” ซีหลัวรับมาอ่านพร้อมกับถามไป่ฉี
“ร่างกายปู่มีปัญหาจริง ๆ นะ ปู่ลองไปตรวจร่างกายตามที่ผมเขียนไว้ในกระดาษ จุดพวกนั้นมีโรคที่เพิ่งเริ่มเป็นอยู่ด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้ว ส่วนยาให้ปู่ทำตามนี้เลยใช่ไหม” ซีหลัวถาม
“ครับ” ไป่ฉีตอบ
ซีหลัวพยักหน้า เขาจะลองไปตรวจกับหมอตามจุดที่ไป่ฉีบอกดู หากพบปัญหาจริงตามที่ไป่ฉีบอก เทียบยาที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ก็น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
มื้อกลางวันจบลง ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิง กล่าวลาซีหลัว ก่อนจะแยกออกมา
เมิ่งชิงชิงไปส่งไป่ฉีที่และจากไป ส่วนไป่ฉีก็เข้าห้องไปเปิดอีเมลเพื่อดูเมลที่หัวหน้าห้องส่งมาเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนวันนี้ รวมถึงงานที่อาจารย์แต่ละรายวิชามอบหมายมาให้ทำด้วย
____________________________________
ช่วงนี้ไรท์ไม่ค่อยสบาย หวัดแดด แต่ถึงอย่างนั้นก็จะรีไรท์ต่อไป =w=