เริ่มต้นเช้าของวันใหม่ด้วยเสียงปลุกเล็กๆ ของเ้านกตัวน้อย เสียงเล็กดังลอยมาจากด้านนอกหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ทั้งคืนเพื่อระบายอากาศให้อับชื้นน้อยลง
หลังจากห้องนี้ถูกปิดตายถาวรมาอย่างยาวนาน จึงทำให้ภายในห้องค่อนข้างมีกลิ่นอับชื้น แต่ดีที่ฉันมีวิชาความรู้เื่งานบ้าน งานเรือน พอตัวจึงสามารถจัดการเื่จุกจิกพวกนี้ได้อย่างสบายๆ ฉันลุกจากเตียงนอนหลังเล็กเดินตรงไปยังหน้าต่างที่เริ่มมีแสงสีทองของยามเช้าสาดส่องเข้ามาร่ำไร
“อากาศที่นี่สดชื่นดีจัง”
“จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ”
“นี่แก!” นกตัวนี้มันตัวเดียวกันกับนกในวันนั้นนิ วันที่ฉันเจอกับเขาครั้งแรกตรงหน้าต่าง “ที่แท้ก็แกนี่เอง เจอกันอีกแล้วนะ”
“จิ๊บๆ” เ้านกน้อยจ้องมองฉันพร้อมกับเอียงศีรษะน้อยๆ ของมันมองมายังฉัน ฉันก้มลงมองชุดที่ตัวเองใส่อยู่
“นี่เ้านกลามก! ยังจะมองมาอีก” ฉันรีบรวบอกเสื้อเข้าหากัน เพราะในตอนนี้ฉันสวมชุดเนื้อบางสำหรับใส่นอนที่ห่าวตู๋ให้มาเมื่อวาน แต่ด้วยเนื้อผ้าซึ่งใส่นอนแล้วสบายตัว มันเลยบางเอามากๆ ฉันจ้องมองเ้านกตัวเดิมอีกครั้งก่อนจะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “แกเป็แค่นก จะคิดลวนลามฉันได้ยังไง ฉันนี่ท่าจะบ้าขึ้นทุกวันแล้วสิ”
หลังจากมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน สมองคล้ายมีอาการป่วยทางจิตแปลกๆ
“คุยกับใครอยู่หรือ” พูดถึงเ้าตัวก็มาปรากฏกายในทันทีราวกับอีกฝ่ายหายตัวเข้ามาอย่างนั้นแหละ
“ไม่มีอะไรหรอก” ห่าวตู๋แต่งกายด้วยชุดซึ่งค่อนข้างทะมัดทะแมง เธอวางตะกร้าที่ส่งกลิ่นหอมของเหล่าอาหารเอาไว้บนโต๊ะอย่างรู้งาน “ว่าแต่...มีอะไรหรอถึงมาที่นี่ั้แ่เช้า” สายตาของฉันมองตะกร้าอาหารบนโต๊ะตาเป็มัน รสชาติอาหารเมื่อวานคล้ายยังติดที่ปลายลิ้นอยู่เลย
“ก็วันนี้เป็วันที่เ้าจะต้องไปพบศิษย์พี่อย่างไรเล่า” สงสัยคงจะเป็ธรรมเนียมของคนที่นี่ กินชากันได้ทุกเวลาจริงๆ “ชานี่รสชาติดีทีเดียว เ้าลองหน่อยไหม”
“ขอบคุณ” ฉันนั่งลงฝั่งตรงข้ามห่าวตู๋ ในมือถือถ้วยชาใบเล็กจรดริมฝีปากก่อนจะเริ่มเป่าชาในแก้วเบาๆ “ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
“ได้สิ”
“ทำไมนายน้อยของเธอถึงช่วยชีวิตฉันจากจอมมารนั่นละ” ฉันวางแก้วชาในมือลงบนโต๊ะไม้ “ทั้งที่ช่วยฉันมา...ก็มาเป็ภาระของคนที่นี่ แถมฉันยังไร้ประโยชน์อีก”
“เ้าเป็ความหวังเดียวของเรา เ้าเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญ มีเ้าอยู่ที่นี่จอมมารก็จะไม่กล้าลงมือ เ้าอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะนะ”
“แต่จะให้ฉันคิดแบบนั้นก็เถอะนะ อย่างไงฉันก็ไม่มีพลังอะไรเลย แค่เดินเหินไปมายังสู้เ้าที่ตัวแค่นี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
“อย่ากังวลไปเลย ทุกคนที่นี่เชื่อในคำทำนายว่าเ้าจะมาเพื่อช่วยพวกเรา ทำให้พวกเราสามารถออกไปใช้ชีวิตนอกหุบเขาได้เหมือนหลายร้อยปีก่อน ไม่ต้องมาคอยหลบซ่อนอยู่แต่ที่นี่ เ้าลองนึกภาพดูสิ ท้องฟ้า มหาสมุทรกว้างใหญ่ที่กำลังรอเราอยู่ด้านนอก แค่คิดถึงอิสระกลิ่นมันก็โชยมาแล้ว”
อิสระ?
“หมายความว่ายังไง ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีอิสระกันหรอ”
ห่าวตู๋ส่ายหน้า “ภายนอกเราอาจจะดูเหมือนออกไปไหนมาไหนได้ตามปกติ แต่ที่จริงแล้ว...พวกเราทุกคนต่างถูกขังให้อยู่ที่นี่ไม่สามารถออกไปไหนได้ เพราะดวงจิตของเราทุกคนต้องคอยผนึกหัวใจแก้วของปีศาจร้าย มีอิสระก็เหมือนไม่มีใครก็ตามที่ก้าวออกไปไกลจากหุบเขาเกินสิบลี้ เขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อบนโลกนี้อีก”
“เดี๋ยวก่อนนะ แล้วทำไมนายน้อยของเธอถึง...”
“นายน้อยเป็เพียงคนเดียวที่สามารถลงเขาไปได้ไกลที่สุด”
“ทำไมเขาถึงแตกต่างละ”
“เพราะนายน้อยเกิดมาไม่เหมือนคนทั่วๆ ไป” ห่าวตู๋มองซ้ายที ขวาทีก่อนจะลุกเดินมายังข้างตัวฉัน แล้วกระซิบแ่เบา “นายน้อยของเราไม่มีหัวใจ”
“อะไรนะ!”
“เบาๆ สิ” ห่าวตู๋รีบเอามืออุดปากฉันทันที “เดี๋ยวมีคนมาได้ยินเข้า”
“แล้วทำไมจะต้องกลัวว่าใครจะมาได้ยินด้วยล่ะหรือว่า...คนที่นี่ไม่รู้ว่านายตัวเองไม่มีหัวใจ” ห่าวตู๋พยักหน้าน้อยๆ
“มีแค่คนสนิทเท่านั้นที่รู้เื่นี้”
“แล้วมันสำคัญยังไงถึงต้องปิดบังทุกคน” ไม่มีหัวใจก็เท่ากับไม่มีวันตายไม่ใช่หรอ มันก็ต้องแปลว่าดีสิ ทำไมต้องปิดบังคนอื่นๆ มันไม่มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นเลย
“เพราะว่า...”
“ห่าวตู๋!”
“ศิษย์...พี่!”
“เ้ามัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่พานางไปพบข้าอีก” กลิ่นนี้มันช่างคุ้นจมูกเสียจริง เหมือนเคยได้กลิ่นจากที่ไหนกันนะ “คราวหน้าอย่าให้ข้าต้องมาตามเ้าอีก”
“ข้าขอโทษ” เสียงของห่าวตู๋แ่ลงเล็กน้อย “ข้าจะรีบตามท่านไป”
ผู้หญิงในชุดสีขาวบริสุทธิ์ เธอมีใบหน้าเรียบนิ่ง คิ้วตรงพาดอยู่เหนือดวงตาคู่งามราวกับพระจันทร์เต็มดวง ริมฝีปากแดงสวยเอิบอิ่มเหมือนกับดาราในนิตยสารดัง ทำไมผู้หญิงที่สวมชุดสีขาวจะต้องสวยทุกคนด้วยนะ
“เธอคนนั้นคือศิษย์พี่ที่เธอพูดถึงหรอ?”
“ใช่แล้ว” ห่าวตู๋พยักหน้างึกๆ “นางเป็ศิษย์คนแรกที่ได้รับตำรายุทธ์บันทึกวิธีการผนึกมาร์”
“มาร์คือตัวประหลาดที่อยู่ในหุบเขานี้ใช่ไหม แล้วมีนางฟ้าลงมาจาก์เพื่อผนึกมันเอาไว้อะไรทำนองนี้หรือเปล่า”
“เ้าก็รู้? หรือว่านายน้อยเล่าให้เ้าฟังแล้ว”
“ใช่ เขาเล่าให้ฉันฟังแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็น่าจะรู้ว่าทุกๆ ปี เราจะต้องเพิ่มพลังยุทธ์บริสุทธิ์เพื่อผนึกมาร์”
“เื่นี้ฉันไม่รู้” เขาไม่ได้เล่าถึงรายละเอียดส่วนนี้ด้วยซ้ำ มีแต่พูดถึงนางฟ้าอะไรนั่น แล้วสีหน้าของเขาก็ดูเศร้าลง
“เอาเถอะ อีกหน่อยเ้าอยู่ที่นี่นานๆ ไป เ้าก็จะรู้เื่ราวทั้งหมดเองนั่นแหละ” ห่าวตู๋หยิบตะเกียบขึ้นมาจับก้อนจะเริ่มคีบอาหารเข้าปากไม่หยุด “เ้าก็รีบกินเสียสิ กินเสร็จจะได้ไปฝึกกัน”
“ฝึก...” ห่าวตู๋หมายถึงฝึกอะไร
“ไม่ต้องคิดมากหรอก เ้ารีบๆ กิน แล้วก็เปลี่ยนไปใส่ชุดที่ข้าเตรียมมาให้ หลังจากนั้นค่อยไปหาศิษย์พี่กัน”
ฉันหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไหนๆ ก็มาอยู่ที่นี่กลับไปยังอีกโลกหนึ่งก็ไม่ได้แล้ว ตามน้ำไปน่าจะเป็สิ่งที่ดีที่สุด ตะเกียบเริ่มค่อยๆ คีบเหล่าอาหารมากองไว้ในชามข้าวก่อนที่ฉันจะกลั้นใจกลืนคำถามมากมายหลายแสนคำถามลงคอไปพร้อมๆ กับอาหารมื้อเช้าที่มีรสชาติแปลกลิ้น
มันค่อนข้างจืด จืดแบบ...จืดมากๆ ไม่เห็นจะอร่อยเหมือนอย่าที่เด็กคนนี้บอกเอาไว้เลย แต่ก็นะ...เรากินเพื่ออยู่ต่อไปให้ได้นานที่สุด นานพอที่ความฝันนี้จะจบลง
หลังจากจบอาหารมื้อแรกไป ฉันหยิบถุงผ้าซึ่งผูกเอาไว้อย่างดีเข้าห้องนอนไป เมื่อเปิดห่อผ้าออกก็พบกับชุดสีเขียวอ่อนสะอาดตา ซึ่งสีของมันก็คือสีเดียวกันกับชุดของห่าวตู๋ หรือคนที่นี่จะชอบใส่ชุดสีเขียวกัน แปลกดีแฮะ ฉันถอดชุดนอนตัวบางออกพาดไว้กับฉากกั้น ก่อนจะเริ่มอาบน้ำอย่างเชื่องช้า
“นี่...ซาเอ๋อเ้าแต่งตัวนานไปแล้วนะ ศิษย์พี่ต้องฆ่าข้าแน่ ถ้าอีกหนึ่งชั่วยามข้ายังไม่พาเ้าไปหานา...นาง” ฉันมองสีหน้าของห่าวตู๋ที่ค่อนข้างเหมือนจะใ “ซาเอ๋อจริงๆ หรอ”
“ก็ใช่นะสิ” ฉันก้มลงมองตัวเองที่อยู่ในชุดสีเขียวตามสายตาของห่าวตู๋ซึ่งมองมา “มันแปลกหรือไง เธอเองก็ใส่ชุดสีเขียวนิ”
“ไม่ได้แปลกสักหน่อย แต่...เ้าดูสง่าแปลกๆ เหมือนมีพลังบางอย่างอยู่รอบๆ ตัวเ้าเลย” ห่าวตู๋ทำตาโตพร้อมกลับเดินเข้ามาสำรวจเนื้อตรวจฉัน “แต่แปลกที่ข้าััไม่ได้ถึงลมปราณจากกายเ้านี่สิ”
“พอแล้วๆ จะมาดมกันทำไม ไหนว่ารีบไปหาศิษย์ไม่ใช่หรือไง”
“แต่ข้าแน่ใจว่าข้าตาไม่ฟาดนะ ข้าเห็นรอบตัวเ้ามีพลัง...”
“ห่าวตู๋!” ฉันเดินสวนห่าวตู๋ที่กำลังจะพูดออกมาก่อนจะหันมาเรียกอีกฝ่ายให้เดินตามกันออกมา “รีบมาสิ” เด็กคนนี้นิ อะไรของเขา ฉันจะไปมีพลังบ้าบออะไรนั่นได้ยังไง ถ้าเรียกว่าออร่าความสวยก็ว่าไปอย่าง เฮ้อ...ฉันต้องปรับตัวอย่างไรนะถึงจะรู้สึกว่าคนที่นี่เป็คนมีสติปกติ
เสียงถอนหายใจของฉันไม่ได้ทำให้ความสนใจในพลังบางอย่างที่ห่าวตู๋พูดขึ้นน้อยลงเลย ตรงกันข้ามตลอดทั้งทางเดินไปหาศิษย์พี่เพื่อฝึกอะไรสักอย่าง ห่าวตู๋ก็ทำตัวเหมือนหมาน้อยจอมซนซึ่งกำลังสนใจกระดูกชิ้นใหญ่อย่างฉันตลอดทั้งทาง มีตอนหนึ่งที่ห่าวตู๋มัวแต่ทำท่าทางสังเกตฉันจนเดินนำไปผิดเส้นทาง เกือบพากันเดินตกเขาตายไปหลายรอบแล้วกว่าจะถึงสถานที่ฝึกยุทธ์
ในที่สุดฉันกับห่าวตู๋ก็มาถึงศาลาริมหน้าผาซึ่งมีทิวทัศน์สวยจนสะกดสายตา ภายในศาลามีเงาร่างบาง บนกายสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังยืนหันหลังให้พวกเราอยู่คล้ายว่ารอมานานแล้ว เธอดูเหมือนรูปปั้นเลยหรือว่าศิษย์พี่รอพวกเราจนเธอง่วงจนเผลอหลับในท่ายืน
“มากันแล้วหรือ”
“นึกว่าหลับสะอีก” เหมือนฉากในหนังเลย นางเอกมักมีพลังวิเศษอะไรสักอย่าง เหมือนมีตาที่สามอยู่ตรงท้ายทอย
“พร้อมหรือยัง” ร่างบางในชุดสีขาวโบกสะบัดไปตามแรงลมเอื่อยๆ หันมาพร้อมกับใบหน้าสวย งดงามยิ่งกว่าบรรยากาศรอบๆ ตัวเสียอีก
“ั้แ่วันนี้ห่าวตู๋จะเป็คนที่คอยช่วยเ้าฝึกฝน ส่วนข้าจะถ่ายทอดวิชาให้เ้าไปตามความสามารถ ก่อนอื่น...ลองยืนขาเดียวให้ขาดูหน่อย”
“หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่าแบบนี้ไงซาเอ๋อ” ห่าวตู๋แสดงตัวอย่างให้ฉันดู มันก็คือการยืนขาเดียว แบบการเล่นไล่แปะนั่นแหละ โถ่...นึกว่าจะยาก
1 ชั่วโมงผ่านไป…
“นี่มันคือการฝึกจริงๆ หรอ!”
“เ้าพูดว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้ยิน พูดดังอีกหน่อยสิ”
“ฉันบอกว่า...นี่มันคือการฝึกหรอ”
“เ้าต้องพูดให้ดังกว่านั้นอีกซาเอ๋อ ข้าไม่ได้ยินจริงๆ”
ให้ตายเถอะ! ทีแรกก็แอบคิดในใจว่ามันง่ายเกินไปหรือเปล่า การฝึกวรยุทธ์ที่ว่าคือการทดสอบโดยการยืนกระต่ายขาเดียว มันก็ง่ายหรอกนะถ้ายืนบนพื้น แต่นี่...ฉันต้องมายืนเป็กระต่ายขาเดียวอยู่บนโขดหินงอกซึ่งอยู่เหนือน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลจากบนหุบเขาลงไปยังด้านล่างของหุบเขา
ยืนขาเดียวก็ว่ายากแล้ว พอมาเจอกับตะไคร้น้ำซึ่งเกาะตามซอกหิน บวกกับรองเท้าที่มีพื้นธรรมดาไม่ใช่พื้นกันลื่น มันก็ยิ่งทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีกหลายขุม ไหนละอองน้ำกระเซ็นใส่ฉันตลอดเวลานั่นอีก นี่มันยิ่งกว่าการฝึกลูกเสือสามัญสามนิ้วอีกนะ…ให้ตายสิ!
โปรดติดตามตอนต่อไป