ตอนที่ 29 การประเมินผลหลังเลื่อนขั้น
จี้ซิวผิงมองดูท่าทางสงบนิ่งของนาง ย่อมไม่อาจกล่าวถ้อยคำปฏิเสธอันใดได้ แล้วตามถงเชียนไปนั่งที่โต๊ะ คอยตักอาหารที่นางชอบให้ ทุกการกระทำล้วนแต่เป็การดูแลพะเน้าพะนอเอาใจนางเสียทุกสิ่ง ราวกับกำลังดูแลลูกของตัวเองก็มิปาน
หลังจากกินข้าวเสร็จ ถงเชียนก็ลากจี้ซิวผิงให้มาอยู่กับตัวเองในอวี่ซี แล้วทบทวนหนังสือบทละครพูดที่ตนเองเพิ่งจะคิดออกมาสองเล่มนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ตน้าให้รายละเอียดในนั้นออกมาครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ตนเขียนบทละครออกมา ก็มักจะนำไปให้จี้ซิวผิงอ่าน และทุกครั้งเขาก็มักจะไม่ทำให้คนผิดหวัง โดยเสนอข้อมูลบางส่วนที่น่าเชื่อถือเป็อย่างยิ่งให้กับตน ถ้าหากไม่ใช่เพราะจี้ซิวผิงเสนอความคิดเห็นเ่าั้ให้ตน ผลลัพธ์ของโรงน้ำชาที่แสดงออกมาในยามนี้ ก็คงไม่ดีถึงเพียงนั้น
ครั้งนี้จี้ซิวผิงเห็นถงเชียนเขียนบทละครออกมาสองเล่ม ในใจก็รู้สึกชื่นชมเป็อย่างมาก หากกล่าวถึงสิ่งที่นางเขียนออกมาในคราก่อน โดยส่วนใหญ่มักจะเป็ประเภทที่ทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ทว่าบัดนี้หลังจากที่ตนอ่านมาแล้วมากมาย ย่อมรู้สึกคุ้นเคยกับความรู้สึกดีใจทั้งยังแปลกใจในสิ่งที่นางรังสรรค์ออกมา แต่ครั้งนี้กลับทำให้คนรู้สึกมีชีวิตชีวาและจดจำเป็พิเศษได้ั้แ่ในครั้งแรก
เมื่อมองดูสายตาที่เฝ้ารอของถงเชียน จึงยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรมาตนก็ไม่เคยตระหนี่คำชมกับเื่พวกนี้อยู่แล้ว “ถงเชียน หากเอ่ยถึงบทละครที่เ้าเขียนออกมาก่อนหน้านี้ ยังมีบางจุดที่้าความสมบูรณ์แบบอยู่ล่ะก็ ครั้งนี้ข้าขอบอกเ้าเลยว่า เ้าสามารถนำสิ่งนี้ไปให้หัวหน้าละครดูได้เลย รวมถึงนักแสดงเ่าั้ด้วย”
“เพียงแต่ในระหว่างที่พวกเขาแสดงนั้น จำเป็ต้องนำรายละเอียดบางส่วนในนั้น รวมถึงบุคลิกของตัวละครแสดงออกมา นอกจากนี้แล้ว ตามความเห็นข้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขเลยสักนิด เมื่อเทียบกับบทละครก่อนหน้านี้ รูปแบบครั้งนี้เ้าจับทางไว้หมดแล้ว รวมถึงระหว่างการบรรยาย เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดอ่อนและมีชีวิตชีวายิ่งนัก”
“ถึงแม้ตอนนี้เ้าอาจ้าให้ข้าแสดงความคิดความเห็นใดๆ ออกมา แต่ความจริงก็ชัดเจนอยู่แล้วมิใช่หรือ เ้าทำได้ดีมากจริงๆ ดีมากๆ”
ถงเชียนได้ยินเขาพูดเน้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วยังเห็นท่าทางจริงจังของเขา ก็พยักหน้าเบาๆ แท้ที่จริงแล้วครานี้ตนเองลองผสานรูปแบบของละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เพิ่งปลดล็อกแล้วเขียนมันออกมา เมื่อเทียบกับรูปแบบที่อิงจากละครพูดและนวนิยายที่ไม่สลับซับซ้อนแล้ว รูปแบบที่เขียนแสดงออกมานี้ย่อมสมบูรณ์ครบถ้วนกว่าเล็กน้อย
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ซิวผิง ขอบคุณท่านมาก แม้ก่อนหน้านี้ข้าจะคิดว่ามันดีมากก็เถอะ ทว่ายังรู้สึกกลัวอยู่บ้างว่าจะมีบางจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่พอได้ฟังท่านกล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าก็เบาใจลง เช่นนั้น ข้าจะเข้าเมืองไปกับท่าน แล้วนำบทละครสองเล่มนี้ไปให้หัวหน้าคณะละคร”
“ถ้าหลังจากนี้ยังมีเวลาทันล่ะก็ ค่อยจัดเตรียมความพร้อมกับพวกเขาสักสองรอบ อ้อ จริงสิ รอให้ท่านออกมาจากบ้านอาจารย์ชิวแล้ว ข้าจะพาท่านไปดูบ้านที่ข้าเคยไปดูมาหลังนั้น หากหลังจากนี้ท่าน้าตกแต่งสิ่งใดเพิ่มเติม ท่านก็ค่อยบอกข้า แล้วพวกเราค่อยรีบตกแต่งเพิ่มโดยเร็ว”
เมื่อเห็นจี้ซิวผิงมีท่าทางใ ก็เอ่ยต่อว่า “นอกจากนี้ ข้ายังมีสิ่งนี้มอบให้ท่านด้วย ถึงแม้ไม่แน่ใจว่ามันจะมีประโยชน์ต่อการสอบเคอจวี่ของท่านหรือไม่ก็ตาม แต่ข้าคิดว่าหากท่านเรียนรู้เนื้อหาเหล่านี้ไว้จะต้องเป็ประโยชน์แน่นอน” เมื่อเอ่ยเช่นนี้แล้ว ก็นำบันทึกบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ตนเองเรียบเรียงออกมาแล้วยื่นให้
เดิมทีจี้ซิวผิงคิดว่าเมื่อครู่ถงเชียนแค่เขียนบทละครออกมาสองเล่ม แต่นึกไม่ถึงเลยว่านางยังเรียบเรียงตำราเล่มนี้ให้เขาอีกด้วย ตำราที่นางมอบให้เขาก่อนหน้านี้ เมื่อได้พูดคุยกับอาจารย์ชิวแล้ว แม้แต่อาจารย์เองก็ยังเอ่ยปากชม
ทั้งยังพูดตลอดว่าเนื้อหาเหล่านี้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ทว่าข้อมูลเหล่านี้ถึงแม้จะไม่อาจตัดสินได้ว่ามีประโยชน์กับการสอบเคอจวี่ แต่มันก็ต้องมีประโยชน์กับการสอบเคอจวี่อย่างแน่นอน เพียงแต่ระยะนี้นางยุ่งมากถึงเพียงนี้ แต่กลับคิดถึงตนอยู่
เมื่อคิดเช่นนี้ ก็มองสิ่งของที่อยู่ในมือด้วยความรัก แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างทึ่มทื่อ จ้องมองไปที่ถงเชียน “เชียนเอ๋อร์ ขอบคุณนะ ข้าเองก็จะตั้งใจศึกษาร่ำเรียนกับอาจารย์ชิวเพื่อเ้า จะไม่ทำให้เ้าผิดหวังเป็อันขาด”
ถงเชียนได้ฟังเขากล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดให้มากความ ท่าทางมีพิธีรีตองห่างเหินเช่นนี้ของเขา ไว้วันหน้าตนเองจะค่อยๆ ให้เขาเปลี่ยนก็แล้วกัน
เช้าวันต่อมา ถงเชียนเข้าไปในเมืองกับจี้ซิวผิง หลังจากที่ส่งเขาไปบ้านอาจารย์ซิวแล้ว ตนเองก็ไปที่โรงน้ำชาโดยไม่บอกกล่าว เพื่อจะปรึกษาหารือกับหัวหน้าคณะละครเกี่ยวกับเื่บทละครสักหน่อย
เพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตู ขาข้างหนึ่งของตนยังไม่ทันจะก้าวเข้าไป เสี่ยวเอ้อร์ที่ทำงานโรงน้ำชาก็เห็นตนเข้าพอดี แล้วเดินมาหาตนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
เมื่อฝีเท้าหยุดลง ก็ได้ยินเสียงเขาเอ่ยถามว่า “คุณหนูถง เหตุใดวันนี้ท่านถึงมีเวลามาได้ล่ะขอรับ? ทั้งยังไม่ได้บอกเถ้าแก่เลยสักคำ โชคไม่ดีเลย เถ้าแก่เพิ่งจะออกไปทำธุระข้างนอกพอดี ถ้าไม่อย่างนั้นท่านเข้าไปนั่งรอด้านในก่อนดีหรือไม่ขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปตามเถ้าแก่กลับมา”
ลูกค้าที่อยู่ข้างๆ เห็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ทำตัวถือดีกับผู้อื่นมาโดยตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าจะเคารพนอบน้อมต่อแม่นางน้อยผู้นี้ จึงอดเหลียวมองให้นานหน่อยไม่ได้ ใบหน้าขาวเนียนอมชมพูดราวกับรูปหยกสลัก ดวงตาคู่นั้น หากมองอย่างพินิจพิจารณาล่ะก็ ช่างดูเปล่งประกายแวววาวเป็พิเศษ ต่อให้เป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่ ก็ไม่อาจให้ความรู้สึกเช่นนั้นได้ จึงต่างพากันชำเลืองมอง
ทว่าถงเชียนคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนี้แล้ว จึงไม่ได้สนใจท่าทางผายมือเชิญให้เข้าโรงน้ำชาของเขาพลางเอ่ยว่า “เ้ามิต้องเป็กังวลใจไป อย่างไรเสียเถ้าแก่ของเ้าก็กลับมา ข้าไม่มีธุระอันใดในละแวกนี้อยู่แล้ว เพียงแค่จะมาหาหัวหน้าคณะละคร เ้าเองก็ไม่ต้องสนใจข้ามากนัก รอเถ้าแก่กลับมาแล้วค่อยบอกสักคำก็พอ ตอนนี้ข้าขอตัวไปหาหัวหน้าคณะละครก่อน”
เสี่ยวเอ้อร์รู้จากเถ้าแก่ล่วงหน้าแล้วว่าในระยะสองสามวันนี้ถงเชียนจะมา ถึงอย่างไรนางก็มีของอยู่ในมือ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการรับรองว่าโรงน้ำชาจะมีรายได้เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จึงไม่ได้พูดให้มากความ แล้วพานางไปส่งยังที่ฝึกซ้อมละครพูดด้วยความนอบน้อม จากนั้นตนก็กลับไปที่โถงใหญ่
ทว่าในใจกลับคิด ถึงแม้แม่นางถงจะบอกว่ารอเถ้าแก่ก็ตาม แต่ไม่อาจปล่อยให้นางกับหัวหน้าคณะละครพูดสิ่งใดเป็การส่วนตัวโดยที่เถ้าแก่ของตนไม่รู้ไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว จึงรีบเอ่ยกับบ่าวรับใช้ด้วยกันว่าตนเองจะไปตามเถ้าแก่ จากนั้นก็ออกไปอย่างรีบร้อน
หลังจากที่หัวหน้าคณะละครได้เริ่มทำการแสดงละครพูดตามที่ถงเชียนบอก กิจการก็โด่งดังเป็พลุแตกทุกวัน แต่ด้วยกฎข้อบังคับก่อนหน้านี้ของถงเชียน กลับยิ่งทำให้ตอนนี้มีผู้คนอยากมาเข้าชมมากขึ้นเรื่อย ๆ และแน่นอนย่อมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าคณะละครมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
.
.
.