ผู้ผนึกอาคมแห่งราคะ

    ตอนที่ 34: คำทำนายจากผาหมอก และนิมิตเตือนกรรม

    แสงจันทร์นวลตาในค่ำคืนนี้กลับดูหม่นหมองอย่างประหลาด เมฆดำทึบปกคลุมดวงจันทร์จนแทบมองไม่เห็นแสงสว่าง ลมหนาวพัดผ่านใบไผ่ใหญ่ข้างบ้านเกิดเสียงกรอบแกรบน่าขนลุก ภายหลังจากที่พายุราคะในรถเอสยูวีคันใหญ่สงบลง รินถูกพากลับมาถึงบ้านในสภาพที่ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วง

     

    น้าชัยเฝ้ามองร่างบางที่เดินขึ้นบันไดไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจในอำนาจที่ตนมีเหนือหลานสาว เขายิ้มเย็นชาเมื่อเห็นรินเดินโซเซไปตามทางเดิน ร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์กลับกลายเป็นเครื่องมือสำหรับความต้องการของเขา ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าห้องนอนเพื่อไปพักผ่อน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้กลางบ้านก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบกริบของราตรีกาล

     

    เสียงโทรศัพท์ดังกึกก้องไปทั่วบ้านที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศที่เงียบสงบกลายเป็นความตึงเครียดในทันที น้าชัยหยุดย่างกายแล้วหันไปมองโทรศัพท์ด้วยความรำคาญ เขาไม่คาดคิดว่าจะมีใครโทรมาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้

     

    น้าชัยขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ "แม่เฒ่าบัว" ผู้เป็นเสาหลักแห่งศีลธรรมและวิทยาคมสายขาวจากหมู่บ้านผาหมอก ผู้หญิงแก่ที่เคยเป็นครูของรินในเรื่องการทำสมาธิและการรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่ปรับให้ดูนิ่งสุขุมและนอบน้อมที่สุด เขารู้ดีว่าต้องระวังตัวกับผู้หญิงคนนี้

     

    "สวัสดีครับแม่เฒ่า มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับถึงได้โทรมาเสียดึกดื่นขนาดนี้?" น้าชัยเปิดฉากถามด้วยท่าทางที่ดูเป็นน้าชายผู้แสนดี เสียงของเขาฟังดูเป็นห่วงและใส่ใจ แต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกรบกวน

     

    "ชัย... ข้านอนไม่หลับ" เสียงแหบพร่าแต่แฝงด้วยความกังวลอย่างหนักของแม่เฒ่าบัวดังมาตามสาย เสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความเป็นห่วง "เมื่อหัวค่ำข้าเข้านิ่งสมาธิตามปกติ แต่แล้วข้าก็เห็นนิมิตที่น่าหวาดหวั่นเหลือเกิน เมฆดำทมิฬมันพุ่งเข้าปกคลุมดวงชะตาของรินจนแทบไม่เห็นแสงสว่าง ข้าเห็นแสงสีม่วงแดงที่น่าสะพรึงกลัวล้อมรอบตัวนาง เห็นเงาดำหลายร่างที่คอยจ้องจะดึงนางลงไปในเหวลึก รินเป็นยังไงบ้างชัย? นางปลอดภัยดีใช่ไหม? ข้าเป็นห่วงนางมาก"

     

    แม่เฒ่าบัวหยุดพูดไปครู่หนึ่ง เสียงหายใจหอบของนางดังมาตามสาย "ชัย... ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานมืดที่ล้อมรอบตัวนาง มันเข้มข้นและน่าหวาดหวั่นมาก ข้าไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน นิมิตครั้งนี้มันชัดเจนจนน่าขนลุก ราวกับว่าข้ากำลังมองเห็นอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ"

     

    น้าชัยแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา สายตาเหลือบมองไปทางห้องนอนของรินด้วยความพึงพอใจ เขารู้ดีว่าสิ่งที่แม่เฒ่าบัวเห็นในนิมิตนั้นเป็นความจริง แต่เขาไม่มีทางยอมรับหรือหยุดแผนการของตัวเอง "รินสบายดีครับแม่เฒ่า ช่วงนี้แค่ตั้งใจเรียนและช่วยงานที่ร้านหนักไปหน่อย อาจจะดูซูบไปบ้างแต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ ผมดูแลนางอย่างดีที่สุดแล้ว ให้อาหารดีๆ กิน ให้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ แม่เฒ่าไม่ต้องกังวลเรื่องเคราะห์กรรมอะไรนั่นเลยครับ เมืองหลวงมันกว้างใหญ่ นิมิตของแม่เฒ่าอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างเพราะแสงสีมันลวงตา"

     

    เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูมั่นใจและน่าเชื่อถือ แต่ในใจกลับหัวเราะเย็นชากับความไร้เดียงสาของแม่เฒ่าบัว ที่ยังคิดว่าจะสามารถช่วยรินได้ในเมื่อนางได้จมลึกลงไปในบ่วงราคะของเขาเสียแล้ว

     

    "อย่าประมาทนะชัย... ทางแยกชีวิตของรินมันมาถึงแล้ว" แม่เฒ่าบัวย้ำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความเศร้าโศก "หากนางเดินผิดทางแม้เพียงก้าวเดียว เคราะห์กรรมครั้งนี้มันจะลากนางลงสู่กุฏินรก ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของพรายราคะที่ยังไม่จางหาย กลิ่นของความชั่วร้ายที่เข้มข้นและน่าสะพรึงกลัว หากรินมีอาการผิดปกติ มีอาการแปลกๆ หรือดูไม่สบายใจ ให้ส่งนางกลับผาหมอกทันทีนะชัย อย่าเก็บนางไว้เพื่อทำลายชีวิتนางเอง ข้าจะช่วยชำระล้างพิษราคะออกจากร่างกายนาง"

     

    แม่เฒ่าบัวหยุดพูดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เศร้าโศกยิ่งขึ้น "ชัย... ข้าเห็นในนิมิตว่านางกำลังถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่ดูหวานชื่นแต่แท้จริงแล้วเป็นพิษร้าย ข้าเห็นนางกำลังสูญเสียความบริสุทธิ์ไปทีละน้อย กำลังถูกดึงลงไปในเหวลึกที่ไม่มีทางกลับ หากไม่รีบช่วยเหลือ นางจะสูญเสียทุกอย่างไปในไม่ช้า"

     

    น้าชัยกัดฟันกรอดแต่ยังคงรักษาน้ำเสียงให้ปกติ ความโกรธเริ่มพุ่งขึ้นมาในใจ แต่เขาต้องควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงออก "ครับแม่เฒ่า ผมเข้าใจความเป็นห่วงของแม่เฒ่าดี ผมสัญญาว่าจะดูแลรินไม่ให้คลาดสายตา จะเฝ้าระวังอาการของนางอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอะไรผิดปกติผมจะรีบแจ้งครับ แม่เฒ่าไปพักผ่อนเถอะครับ อย่าเครียดมากเลย"

     

    เมื่อวางสายลง น้าชัยโยนโทรศัพท์ทิ้งอย่างไม่ใยดี ใบหน้าที่เคยแสดงความเป็นห่วงกลับกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาและโหดร้าย เขาเลือกที่จะมุสาเพื่อปกปิดความโสมมและเก็บรินไว้เป็นบ่อเงินบ่อทองและเครื่องบำเรอกามต่อไป โดยไม่สนคำเตือนเรื่องชะตาฟ้าดิน เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิด แต่ความต้องการและความโลภมากกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

     

    ในขณะที่รินกำลังจมดิ่งสู่ห้วงนิทราด้วยความเหนื่อยล้าทางกาย ร่างกายที่อ่อนเปลี้ยจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงทำให้นางหลับลึก แต่จิตวิญญาณของนางกลับถูกดึงเข้าสู่มิติที่บิดเบี้ยวด้วยพลังแห่งกระแสจิตอันแรงกล้าของแม่เฒ่าบัว

     

    รินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยละล่องท่ามกลางอากาศเย็นเยือกของยอดเขาผาหมอก ลมหนาวพัดผ่านร่างกายจนขนลุก กลิ่นดอกไม้ป่าที่แม่เฒ่ามักใช้ทำน้ำมนต์อบอวลไปทั่ว กลิ่นของดอกมะลิป่า ดอกลีลาวดี และสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ทำให้จิตใจสงบและบริสุทธิ์ 

     

    จนกระทั่งภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นทางแยกสองสายที่ชัดเจนอย่างน่ากลัว ทางแยกที่จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของนางในอนาคต

     

    ทางสายหนึ่ง... สว่างไสวด้วยแสงสีทองนวลตา อบอุ่นและเต็มไปด้วยความสงบ มีเสียงสวดมนต์แผ่วเบาดังมาจากระยะไกล และภาพของครามที่ยืนส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนรอรับนางกลับสู่อ้อมกอดของความบริสุทธิ์ ครามในชุดขาวสะอาด ใบหน้าที่เปล่งประกายด้วยความดีงาม มือที่ยื่นออกมาเพื่อต้อนรับนางกลับสู่ทางที่ถูกต้อง

     

    แต่อีกทางหนึ่ง... กลับเป็นอุโมงค์มืดที่ฉาบด้วยแสงสีม่วงแดงยั่วยวน แสงที่ดูหวานชื่นแต่แฝงไปด้วยความน่าหวาดหวั่น มีกลิ่นหอมรัญจวนใจที่แฝงไปด้วยไอคาวสวาท กลิ่นของเหล้าแรงและน้ำหอมราคาแพงที่ผสมปนเปกับกลิ่นของเหงื่อและความปรารถนา และมีมือสีดำนับพันที่คอยกวักมือเรียกนางให้ดำดิ่งลงไป มือเหล่านั้นเป็นของผู้ชายหลายคนที่เคยสัมผัสร่างกายนางในผับ รวมถึงมือใหญ่ของน้าชัยที่คอยจูงนางไปสู่ความหลงใหล

     

    ในอุโมงค์มืดนั้น รินมองเห็นภาพของตัวเองที่กำลังเต้นอย่างยั่วยวนท่ามกลางผู้ชายหลายคน เห็นตัวเองที่กำลังถูกลูบคลำไปทั่วร่างกาย เห็นตัวเองที่กำลังครางด้วยความเสียวซ่าน และเห็นตัวเองที่กำลังจมดิ่งลงไปในบ่วงราคะที่ไม่มีทางกลับ ภาพเหล่านั้นดูยั่วยวนและน่าตื่นเต้น แต่ก็แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว

     

    "ริน... ลูกเอ๊ย จงมองดูทางที่เจ้าเลือกให้ดี" เสียงของแม่เฒ่าบัวดังก้องขึ้นจากความว่างเปล่า เสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความเป็นห่วง ร่างของผู้เฒ่าในชุดนุ่งขาวห่มขาวปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มเมฆ ผมหงอกยาวปลิวไปตามลม แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเวทนาจนจับใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่ยังคงเปล่งประกายด้วยความเมตตา

     

    "แม่เฒ่าจ๊ะ... รินต้องทำยังไง รินหลงทาง... รินไม่รู้ว่าควรเลือกทางไหน" รินในฝันพยายามวิ่งไปทางแสงสว่าง ต้องการจะไปหาครามและกลับสู่ความบริสุทธิ์ แต่ขาของนางกลับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่ทำจากตัณหาและกามราคะที่น้าชัยเป็นคนสร้างขึ้น โซ่เหล่านั้นหนักและเย็นเยือก พันรอบข้อเท้าและข้อมือจนแทบขยับตัวไม่ได้

     

    รินพยายามดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากโซ่ แต่ยิ่งดิ้นมากเท่าไหร่ โซ่ก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น เสียงกรีดร้องของนางดังก้องไปทั่วมิติแห่งความฝัน แต่ไม่มีใครมาช่วย มีเพียงเสียงหัวเราะเย็นชาของน้าชัยที่ดังมาจากอุโมงค์มืด

     

    "เคราะห์กรรมครั้งนี้ใหญ่หลวงนักริน" แม่เฒ่าบัวเอ่ยพลางชี้มือที่เหี่ยวย่นไปที่ทางสายมืด นิ้วเก่าแก่สั่นเทิ้มด้วยความเศร้าโศก "หากเจ้ายังเลือกที่จะเสพสมในกามรสที่บิดเบี้ยว ยังหลงไหลในแสงสีและลมปากของจอมบงการที่จ้องจะสูบกินวิญญาณเจ้า เจ้าจะพบกับจุดจบที่เรียกว่า 'สิ้นบุญ' บุญกุศลที่เจ้าสะสมมาตั้งแต่เกิดจะมอดไหม้ไปกับไฟราคะ ร่างกายของเจ้าจะวิบัติ จิตวิญญาณจะแตกสลาย และเจ้าจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นมนุษย์ที่มีใจบริสุทธิ์ได้อีกเลย"

     

    แม่เฒ่าบัวยกมือขึ้นแล้วแสดงภาพนิมิตให้รินเห็น ภาพของรินในอนาคตที่ร่างซูบซีดไร้วิญญาณ ผิวพรรณเหลืองซีดราวกับคนป่วยหนัก ดวงตาที่เคยใสสดกลับกลายเป็นดวงตาที่มืดมิดไร้ชีวิตชีวา ร่างกายที่เคยอวบอิ่มกลับกลายเป็นเพียงโครงกระดูกหุ้มด้วยหนังแห้ง นางถูกฝังอยู่ในกองเงินและคราบราคะที่สกปรก ล้อมรอบด้วยผู้ชายหลายคนที่มองนางด้วยสายตาหิวกระหาย แต่นางไม่มีแรงที่จะต่อสู้อีกต่อไป

     

    รินสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทิ้มในฝัน นางมองเห็นภาพนิมิตของตัวเองในอนาคตที่ร่างซูบซีดไร้วิญญาณ ถูกฝังอยู่ในกองเงินและคราบราคะที่สกปรก น้ำตาไหลริ่นไปตามแก้ม เสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วมิติแห่งความฝัน "รินไม่อยากสิ้นบุญจ๊ะแม่เฒ่า แต่รินหยุดใจตัวเองไม่ได้... รินรู้ว่าสิ่งที่รินทำมันผิด แต่ร่างกายของรินมันต้องการ... มันหิวกระหายความเสียวซ่าน รินพยายามต่อสู้แล้ว แต่มันแรงกว่าใจรินมาก"

     

    รินมองเห็นตัวเองในภาพนิมิตที่กำลังถูกน้าชัยครอบงำ เห็นตัวเองที่กำลังทำสิ่งที่น่าอับอาย เห็นตัวเองที่กำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อย และเห็นตัวเองที่กำลังเดินไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหยุดยั้ง

     

    "ทางแยกอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว... จะอยู่เพื่อมอดไหม้ หรือจะไปเพื่อรอดพ้น เจ้าต้องเลือกเองก่อนที่แสงสุดท้ายจะดับลง" แม่เฒ่าบัวค่อยๆ จางหายไป ร่างของนางค่อยๆ โปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเพียงเงาจาง ทิ้งให้รินเคว้งควางอยู่กลางทางแยกที่เริ่มจะมืดมิดลงทุกที

     

    เสียงสุดท้ายของแม่เฒ่าบัวดังก้องไปทั่วมิติ "จำไว้ให้ดีริน... หากเจ้าเลือกทางมืด เจ้าจะไม่มีวันกลับมาได้อีก แต่หากเจ้าเลือกทางสว่าง เจ้าจะต้องเสียสละทุกอย่างที่เจ้าคิดว่าเป็นความสุข การเลือกอยู่ที่เจ้าเท่านั้น"

     

    รินสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมเสียงกรีดร้องที่ติดอยู่ในลำคอ เหงื่อกาฬไหลชุ่มใบหน้าและร่องอกจนผ้าปูที่นอนเปียกชื้น หัวใจของนางเต้นรัวเร็วประหนึ่งจะหลุดออกมาจากทรวงอก ลมหายใจขาดๆ หายๆ ราวกับเพิ่งวิ่งมาไกลมาก นิมิตที่แม่เฒ่าบัวส่งมานั้นชัดเจนจนน่าขนลุก คำว่า "สิ้นบุญ" วนเวียนอยู่ในหัวของนางประหนึ่งคำสาปแช่ง

     

    รินลุกขึ้นนั่งบนเตียง มือสั่นเทิ้มเช็ดเหงื่อที่ไหลไปตามหน้าผาก ความรู้สึกในฝันยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ กลิ่นดอกไม้ป่าจากผาหมอก เสียงของแม่เฒ่าบัว และภาพของทางแยกสองสายที่น่าหวาดหวั่น ทุกอย่างดูสมจริงจนน่ากลัว

     

    นางนั่งกอดเข่าอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของห้องนอน แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างดูหม่นหมองและน่าหวาดหวั่น จิตใจของนางพยายามต่อสู้กันอย่างรุนแรง ด้านหนึ่งคือความกลัวต่อเคราะห์กรรมที่แม่เฒ่าทำนายไว้ นางรู้ดีว่าทางที่น้าชัยพานางเดินนั้นคือเหวที่ลึกสุดหยั่งถึง เป็นทางที่จะนำไปสู่ความหายนะและการสูญสิ้น

     

    แต่อีกด้านหนึ่ง... พลังหยินในกายและพรายราคะที่ถูกปลุกขึ้นกลับกรีดร้องโหยหาความตื่นเต้นและความซ่านสยิวที่เพิ่งได้รับมา ร่างกายของนางยังคงจำรสชาติของความเสียวซ่านได้ ยังคงต้องการการสัมผัสที่ทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวา รินเริ่มรู้สึกสับสนว่าระหว่าง "บุญกุศล" ที่จับต้องไม่ได้ กับ "รสสวาท" ที่ทำให้รุ่มร้อนไปทั้งกาย นางควรจะเลือกสิ่งใด

     

    รินลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปยืนหน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำ ดวงจันทร์ที่เคยส่องแสงสว่างกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาทึบ ทำให้ท้องฟ้าดูมืดมิดและน่าหวาดหวั่น นางรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวลึก ต้องเลือกว่าจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยกลับ

     

    รินลูบไล้ไปตามแขนขาของตัวเองที่ยังมีร่องรอยของน้าชัยประทับอยู่ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มถูกเบียดบังด้วยกามราคะที่ฝังรากลึก ทุกครั้งที่นางสัมผัสตัวเอง ความทรงจำของความเสียวซ่านก็จะผุดขึ้นมา ทำให้ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความปรารถนา

     

     

    ค่ำคืนนั้นรินไม่อาจข่มตาหลับลงได้อีก นางนอนมองเพดานด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าสลับกับความซ่านกระสันที่พลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นระยะ ทางแยกที่แม่เฒ่าบัวชี้ให้เห็นนั้นเริ่มเลือนลางลง เมื่อรินเลือกที่จะหลับตาหนีแสงสว่างและก้าวเดินต่อไปในอุโมงค์มืดที่น้าชัยเป็นคนนำทาง โดยหารู้ไม่ว่าทุกก้าวที่นางเดินไปตามคำสั่งของจอมบงการ คือการนับถอยหลังสู่เคราะห์กรรมที่จะพรากเอาชีวิตและวิญญาณของนางไปในไม่ช้า