“อ๋อเื่นี้นั่นเองก่อนหน้านี้หากมีการเลี้ยงประเภทนี้ท่านจัดการอย่างไร ก็ให้ทำเช่นนั้นเถิดเพียงแต่ครั้งนี้ขอให้จัดเป็การส่วนตัวภายในจวนเท่านั้นมิต้องเชิญแขกจากภายนอกมา”
“ขอบังอาจสอบถามพระชายาเพคะเหตุใดถึงมิให้จัดงานอย่างเอิกเกริกและเชิญผู้อื่นจากภายนอกมา” อนุซ่งเป็ผู้สอบถาม
เหมยฮวาพูดโดยไม่ขยับปากบอกกับอู๋เสี่ยวหรันว่าอนุซ่งนางนี้เป็พวกเดียวกันกับพระชายารองโจว
อู๋เสี่ยวหรันไม่ได้ตอบคำถามของอนุซ่งผู้นี้โดยทันทีแต่นางหันไปมองหน้าและสบตาของอนุซ่ง ยกยิ้มบางเบาอยู่ชั่วอึดใจจนกระทั่งอู๋เสี่ยวหรันเห็นว่าสีหน้าของอนุซ่งดูไม่เป็ธรรมชาติเช่นเดิมแล้วจึงเปิดปากพูดออกมาว่า “แล้วอนุซ่งคิดว่าต้องเชิญใครมามากน้อยเพียงใด”
อนุซ่งที่หลงคิดว่าพระชายากำลังปรึกษาเื่นี้กับตนเองนางจึงยืดหลังตรง เชิดหน้าขึ้นและตอบคำถามอย่างมั่นอกมั่นใจ
“การที่ครั้งนี้ท่านอ๋องเดินทางไปยังต้าเลี่ยเพื่อเป็ตัวแทนพระองค์มอบของขวัญอวยพรฮองเฮาองค์ใหม่หน้าที่อันเป็เกียรติสูงสุดเช่นนี้สมควรป่าวประกาศให้รับทราบกันโดยทั่วไปข้าเห็นควรว่าให้เชิญท่านอ๋องคนอื่น ๆ ขุนนางระดับสูงและคนจากบ้านเดิมของพวกเราทุกๆ คนมาร่วมงานนี้ด้วยเพคะ”
หลังจากพูดจบนางก็ยิ้มและส่งสายตาว่าอยู่เหนือกว่าไปยังอนุทั้งสองที่มิได้เปิดปากพูดสิ่งใด
“พระชายารองเองก็เห็นเช่นนั้นหรือ”อู๋เสี่ยวหรันหันไปถามโจวเพ่ยเพ่ย
“ในเื่ของภารกิจที่สำคัญของท่านอ๋องในครั้งนี้หม่อมฉันเห็นด้วยกับอนุซ่งเพคะเพียงแต่มิต้องเชิญบ้านเดิมของพวกเรามาร่วมด้วย”
“เพราะเหตุใดหรือ”
“เกรงว่าครอบครัวอันต่ำต้อยของพวกเราจะมารบกวนความรื่นเริงบันเทิงใจของแขกท่านอื่นได้เพคะ”
ฟังดูก็รู้ว่าพระชายารองคนนี้จิกกัดเหล่าอนุทั้งสามที่นั่งอยู่ในห้องนี้รู้ทั้งรู้ว่านางมาจากตระกูลอันสูงส่งแน่นอนว่าครอบครัวอันต่ำต้อยที่นางพูดถึงก็ต้องเป็ครอบครัวของอนุทั้งสามอย่างแน่นอน
อนุหลีและอนุหยางที่ก้มหน้าอยู่แล้วหลังจากได้ยินสิ่งที่พระชายารองกล่าวก็เงยหน้าขึ้นมามอง แต่แล้วก็ก้มลงเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว แต่อู๋เสี่ยวหรันที่หูตาว่องไวนางเห็นว่าอนุหยางมีสายตาที่ไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่เพียงพริบตาเดียวก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอคุยเื่นี้กับท่านอ๋องก่อนเื่นี้เกี่ยวกับท่านโดยตรง เพราะฉะนั้นควรสอบถามความเห็นชอบก่อนจะดีกว่า” อู๋เสี่ยวหรันตัดจบเื่นี้ลง
“มอบหน้าที่นี้ให้เป็ของหม่อมฉันเองเถิดเพคะอย่างไรเสียหม่อมฉันก็ยังเป็ผู้ดูแลจวนแห่งนี้ควรจะเป็ผู้สอบถามกับท่านอ๋องด้วยตัวเอง มิรบกวนเวลาพักฟื้นของพระชายาเพคะ” ชายารองโจวรีบกล่าวขึ้นมาทันทีที่อู๋เสี่ยวหรันพูดจบ
“อืมได้สิหากจะจัดการแบบใดให้คนมาส่งข่าวให้ข้าด้วย”
อู๋เสี่ยวหรันรับปากนางอย่างง่ายดายและยังคงมีสีหน้าอมยิ้มอยู่เช่นเดิม มิได้แสดงความไม่พอใจใด ๆ ออกมา
“ถ้าเช่นนั้นพวกหม่อมฉันขอตัวลาก่อนเพคะ”ยังคงเป็ชายารองที่ออกปากกล่าวลา หลังจากนั้นคนทั้งหมดก็ลุกขึ้นเดินออกไปมีเพียงอนุที่สองหรืออนุหลีที่หันกลับมามองอู๋เสี่ยวหรันเป็ครั้งคราวราวว่ายังมีสิ่งใดติดในใจแต่ก็มิได้พูดสิ่งใด
“พระชายาเพคะเหตุใดท่านไม่กลับมาดูแลจวนด้วยตัวเองเพคะ”เหลียนฮวาผู้ปากไวที่สุดถามนางขึ้นมา
“เอาเป็ว่าตอนนี้ข้าขอตัวดูแลตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยและแข็งแรงกว่านี้ก่อนจากนั้นเราค่อยทวงสิ่งที่เป็ของเราคืนมาปล่อยให้พวกนางปีนขึ้นไปให้สูงกว่านี้อีกสักหน่อยเวลาที่ตกลงมาจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาอีก”
ดวงตาของอู๋เสี่ยวหรันแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีทำให้เหมยฮวาที่อยู่ใกล้นางที่สุดได้เห็นแววตานั้นก็ทำให้ใจของนางสั่นไหวขึ้นมาทันทีเพราะแววตาของพระชายาน่ากลัวยิ่งนัก
หลังออกจากตำหนักเจินจูอนุซ่งก็เดินตามชายารองโจวไป ส่วนอนุอีกสองคนที่เหลือก็แยกตัวกลับไปยังเรือนของตน
“พระชายารองท่านจะไปพบท่านอ๋องเลยหรือไม่เ้าคะ”
อนุซ่งถามออกไประหว่างที่นางเดินตามหลังพระชายารองโจวไปโดยที่นางไม่ได้เห็นสีหน้าเย้ยหยันจากโจวเพ่ยเพ่ยก่อนที่จะหันมายิ้มบางเบาให้อนุซ่งแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“มีอะไรอย่างนั้นหรือหรือว่าอนุซ่งอยากติดตามไปพบท่านอ๋องด้วย”
อนุซ่งได้ฟังคำกล่าวเช่นนั้นจากพระชายารองก็ให้ใไม่คิดว่านางจะถามออกมาตรง ๆ เช่นนี้
“ไม่ ๆมิใช่เ้าค่ะ ที่ข้าอนุผู้ต่ำต้อยถามเช่นนั้นเป็เพราะไม่อยากให้พระชายาอู๋ชิงตัดหน้าเอาเื่นี้ไปปรึกษาท่านอ๋องก่อนท่านตอนนี้พระชายาอู๋ดูแข็งแรงขึ้นมาก ไม่แน่ว่านางอาจจะขอกลับมาดูแลจวนก็ได้นะเ้าคะ”
อนุซ่งยิ่งพูดถึงประโยคท้าย ๆเสียงของนางก็เบาลงเรื่อย ๆจนเป็เสียงกระซิบกระซาบ
โจวเพ่ยเพ่ยได้ยินสิ่งที่อนุซ่งบอกนางเองก็เริ่มคิดตามและก็เห็นว่ามีเหตุผล
“ที่เ้าพูดมาก็มีเหตุผลแต่นางจะหายดีแน่หรือ หึ หึ”
“นั่นสิเ้าคะร่างกายอ่อนแอมานานหากไม่มีนางสักคนท่านต้องได้ขึ้นเป็พระชายาเอกอย่างแน่นอนเ้าค่ะคุณหนูสูงศักดิ์เช่นท่านสมควรนั่งอยู่ในตำแหน่งอ๋องเฟยมากกว่า”
อนุซ่งเห็นว่าตนเองสามารถกลบเกลื่อนเื่ที่จะติดตามไปพบท่านอ๋องได้แล้ว นางก็รีบประจบประแจงโจวเพ่ยเพ่ยทันที
“่นี้ท่านอ๋องไม่ค่อยอยู่ที่ตำหนักเลยแต่เห็นว่าท่านอ๋องไปร่วมมื้ออาหารที่ตำหนักเจินจูเกือบทุกคืน หรือว่าข้าจะไปขอพบท่านอ๋องที่นั่นดีนะอ่า...จริงสิท่านอ๋องทรงโปรดขนมทังหยวนน้ำขิงเป็พิเศษใช่หรือไม่เยว่จู”
“ใช่แล้วเ้าค่ะครั้งก่อนที่ท่านอ๋องมาที่ตำหนักเยว่กวางก็เสวยได้หลายคำเลยเ้าค่ะ”
โจวเพ่ยเพ่ยแสร้งพูดออกมาลอยๆ โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุส่วนเยว่จูสาวใช้ก็รับคำอย่างรู้ความเมื่อได้เห็นว่าดวงตาของอนุซ่งเป็ประกาย นางก็รู้ว่ามีคนติดกับแล้ว
“อนุซ่งหากไม่มีเื่อะไรแล้วก็กลับเรือนไปเถิดข้าเหนื่อยแล้วจะกลับไปพักผ่อน ่บ่ายต้องตรวจบัญชีอีก เฮ้อ ช่างเหนื่อยเสียจริง”
โจวเพ่ยเพ่ยไม่รอคำตอบจากอนุซ่งนางอมยิ้มและเดินนำหน้าไปภายใต้การประคองของเยว่จู
ทางด้านของอนุที่สองหลีอันอันและอนุสามหยางเจินเจีย พวกนางทั้งสองต้องเดินไปทางเดียวกันเพราะพวกนางพักอยู่เรือนข้าง ๆ กัน และทั้งสองก็ค่อนข้างจะสนิทสนมกันเป็อย่างดีเพราะคนทั้งคู่ไม่ได้ร่วมเข้าแย่งชิงความโปรดปรานจากท่านอ๋องเพียงอยู่ที่เรือนอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเท่านั้น
“เจินเจียอันที่จริงเ้ากับท่านอ๋องก็เป็เพื่อนเล่นกันั้แ่วัยเด็กเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
อนุหยางได้ยินคำถามนางก็หยุดเดินแล้วหันมาพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “อันอันถึงแม้ว่าข้าเองก็จะเป็ญาติเหมือนกันแต่อย่าลืมสิว่าตัวข้านั้นเกิดจากมารดาที่เป็อนุทั้งบิดาก็เป็เพียงบ้านสายรองก็เท่านั้น เ้า้าจะพูดอะไรกันแน่”
อนุหลีมองหน้าสหายแล้วก็ถอนใจออกมา “ข้ารู้นะว่าเ้าก็ชื่นชอบท่านอ๋องอยู่ไม่น้อยหากเ้าไม่นำความสนิทสนมในวัยเด็กมาเป็ข้ออ้างชาตินี้อย่าหวังว่าจะได้แนบชิดกับท่านอ๋องเลย”
แล้วอนุหลีก็ถอดหายใจอีกครั้งก่อนจะจับจูงแขนของอนุหยางให้เริ่มออกเดินอีกครั้ง “ที่ข้าพูดก็เพราะเป็ห่วงเ้าในฐานะสหายเ้าคิดดูสิหากพวกเรามีทายาทเป็ของตนเองในตำหนักนี้ก็จะมีที่ยืนให้พวกเรามากยิ่งขึ้น”
อนุหยางได้ฟังก็ใรีบเอามือมาตบบนหลังมือของอนุหลีสองสามครั้ง “เ้าอย่าเสียงดังไปสิ!ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว หากพระชายาเอกไม่คลอดบุตรหรือบุตรีคนแรกพวกเราที่เป็อนุก็อย่าหวัง”
“แต่พระชายาเอกอู๋อ่อนแอขนาดนั้นเมื่อไรนางจะมีทายาทได้กัน”
“อย่าพูดเื่นี้อีกเลยกลับไปเรือนเถอะหูตามีอยู่ทั่วไปหากมีใครได้ยินจะเดือดร้อนเอาได้”
ทั้งคู่หยุดการพูดคุยเื่ของเบื้องสูงไว้เพียงเท่านั้นและเปลี่ยนเป็เื่ลมฟ้าอากาศแทน โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นแววตาที่กลิ้งกลอกไปมาของอนุหยาง
ณ ห้องทำงานของเฉิงอ๋องเขานั่งอยู่ตรงโต๊ะเขียนอักษร โดยมีองครักษ์คนสนิททั้งสามนั่งอยู่ภายในห้องด้วย
“เื่ที่ชายแดนไปถึงไหนแล้ว”เฉิงอ๋องถาม
“เรียนท่านอ๋องตอนนี้กองกำลังที่ชายแดนเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้วรอเพียงแต่ลมตะวันออกพัดผ่านเท่านั้น ก็จะสามารถเริ่มแผนได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี” เฉิงอ๋องตอบ
“หากสายข่าวที่วางไว้ไม่มีอะไรผิดพลาดกระหม่อมคิดว่าในจวนของแม่ทัพเผิง เอ่ออดีตเผิงฮองเฮาจะต้องมีห้องลับที่นางใช้เก็บสารลับและแผนที่ของต้าเลี่ยโดยละเอียดไว้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์คนเดิมยังกล่าวรายงานต่อไป
“คิดว่าซือหม่าหวงตี้ต้องส่งคนเข้าไปรื้อค้นจนทะลุปรุโปร่งทุกส่วนแล้วเป็แน่” องครักษ์อีกคนวิเคราะห์
“นั่นก็ยังไม่แน่ว่ากันว่า‘กระต่ายเ้าเล่ห์มีสามโพรง’แล้วคนเ้าแผนการอย่างเผิงฮองเฮาจะมีโพรงเดียวได้อย่างไรไปต้าเลี่ยครั้งนี้กระหม่อมเข้าไปตรวจสอบจวนแม่ทัพเผิงเองพ่ะย่ะค่ะ”
“จวิ้นครั้งนี้เ้าไม่ต้องเดินทางไปกับข้าให้อยู่ช่วยพระชายาอู๋ที่นี่ และจับตาดูตำหนักรองด้วยอย่าให้นางได้ออกลวดลายมากนัก หากนางไม่มีประโยชน์ข้าเองก็ไม่อยากเก็บเอาไว้”
เฉิงอ๋องสั่งอีกครั้ง
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่เ้าอยู่ทางนี้คอยขัดแข้งขัดขารัชทายาทด้วย่นี้เขาดูจับจ้องกิจการของพวกเรามากเกินไปแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่จวิ้นรับคำอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก
หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังถกเื่ต่างๆ กันจนถึงเวลาที่จะต้องกินมื้อเย็นพอดีวันนี้เฉิงอ๋องเลือกที่จะไปกินมื้อเย็นพร้อมกับอู๋เสี่ยวหรันที่ตำหนักของนาง
“พระชายาท่านอ๋องมาแล้วเพคะ” เสียงเหลียนฮวารายงานมาจากหน้าห้องโถง ตามมาด้วยตัวของเฉิงอ๋องที่เดินเข้าห้องมา
อู๋เสี่ยวหรันโบกมือให้ทุกคนออกไปนางไม่ชอบให้ใครป้อนข้าวป้อนน้ำให้แก่นางจากนั้นจึงเชิญเฉิงอ๋องนั่งลงตรงตำแหน่งของเขา
“พี่เสวี่ยเยวียนวันนี้ไม่ได้ออกไปไหนหรือเ้าคะ” อู๋เสี่ยวหรันถามก่อนจะเริ่มกิน
“่นี้ข้าเตรียมการเื่ที่จะเดินทางไกลอาจจะไม่ค่อยมีเวลามากินข้าวร่วมกับเ้าบ่อย ๆ”
“มิเป็ไรเ้าค่ะท่านทำเื่สำคัญเถิดตัวข้าอยู่ทางนี้มีพวกเหมยฮวาอยู่ด้วยก็ไม่เหงาเท่าไรแล้วเ้าค่ะ”
อู๋เสี่ยวหรันพูดพร้อมกับเริ่มคีบเนื้อหมูที่ตุ๋นมาจนนิ่มแทบละลายในปากใส่ลงในถ้วยของเขาพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านลองชิมหมูตุ๋นน้ำแดงนี่ดูเ้าค่ะฝีมือของไป๋หลานนางดีขึ้นทุกวัน”