ตอนที่ 7 คนสู้หมูไม่ได้ (1)
หลี่ซินแทบจะหน้ามืดเป็ลมเมื่อนึกถึงกลิ่นเหม็นของของเสียที่ถ่ายออกไปเมื่อครู่ และอดรู้สึกหวาดผวาอย่างห้ามมิได้ พลางขบคิดว่า ต่อไปหากมีโอกาสจะต้องสร้างห้องอาบน้ำสักห้องแน่นอน
หลี่ซินผู้ดีใจอย่างเป็บ้าเป็หลังกลับไม่ได้สังเกตเห็นว่าปานสีน้ำตาลดำขนาดเท่าฝ่ามือบนแก้มขวาของตนนั้นจางหายไปมากแล้ว ไม่เช่นนั้นเกรงว่านางคงตื่นเต้นดีใจมากกว่านี้เป็แน่
มาถึงที่ห้องครัว บ้านสกุลหลี่ทั้งหลังยังคงเงียบเชียบ เห็นได้ชัดว่าคนอื่นๆ ยังไม่ตื่นกัน
เตาในครัวมีทั้งหมดสองเตา เตาใหญ่สำหรับทำข้าวต้ม เตาเล็กไว้เริ่มอุ่นอาหารหมู และมีถังน้ำขนาดใหญ่ที่มีความสูงประมาณครึ่งตัวคนวางอยู่ตรงมุมผนังทางทิศตะวันตกของห้องครัว ซึ่งเพียงพอต่อการใช้น้ำสำหรับทั้งครอบครัว แต่จะต้องมีคนคอยเติมน้ำให้เต็มถังทุกวัน
เหล่าผู้ชายในแต่ละเรือนมักจะผลัดเปลี่ยนกันทำงานนี้ แต่ทว่าเรือนรองมีเพียงหลี่เฉินที่ป่วยกระเสาะกระแสะและเสี่ยวสือโถวที่ยังไม่โตเต็มที่ เยี่ยซื่อเป็คนที่รักและเอ็นดูลูกๆ ไฉนเลยจะยอมปล่อยให้พวกเขาทำงานหนักพวกนี้ ดังนั้นงานหาบน้ำนี้จึงเป็เยี่ยซื่อที่ทำเองมาโดยตลอด
หลี่ซินลองประมาณการดู หากจะเติมน้ำให้เต็มถังนี้ อย่างน้อยต้องหาบน้ำกลับมาหกหาบใหญ่ แต่ด้วยร่างกายที่เล็กของเยี่ยซื่อ ต้องวิ่งไปมาอย่างน้อยสิบครั้ง ไม่แปลกที่ทุกครั้งถึงได้ดูเหนื่อยสุดแสน
ทว่าในความทรงจำของหลี่ซิน อำเภอชิงอันคือสถานที่แห้งแล้งทุรกันดาร โดยเฉพาะใน่หลายสิบปีมานี้ เรียกได้ว่าประสบภัยแล้งและอุทกภัยบ่อยครั้ง
ปีนี้ยังถือว่าดี แม้จะแห้งแล้งและน้ำก็ลดลงไปมาก แต่ยามนี้คือ่ขาดแคลนน้ำ บ่อน้ำทั้งห้าในหมู่บ้านซั่งหยางแห้งขอดไปแล้วสี่บ่อ หาก้าดื่มน้ำ สามารถไปหาบน้ำได้แค่ในบ่อที่อยู่ข้างแม่น้ำเสี่ยวชิงตรงนั้นเท่านั้น และทุกๆ ครัวเรือนจะต้องแบ่งน้ำตามจำนวนสมาชิกครอบครัว
บ้านสกุลหลี่มีสมาชิกสิบกว่าคน ได้รับแบ่งน้ำจากบ่อทั้งหมดสามหาบ และยังต้องต่อแถวกับคนในหมู่บ้าน หากไปสายอาจต้องรอถึงตอนบ่ายถึงจะได้หาบน้ำ แต่ว่าน้ำนี้ลำพังแค่ใช้ในการดื่มและทำอาหารก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
เนื่องจากแม่น้ำเสี่ยวชิงเชื่อมต่อกับแม่น้ำต้าชิง จึงพอมีน้ำอยู่ข้างในบ้าง แต่กลับลึกไม่ถึงหัวเข่า แถมน้ำนั้นยังไม่สะอาดและไม่อร่อยเท่ากับน้ำในบ่อ
แต่หากใช้อาบน้ำ ซักผ้า หรือเลี้ยงหมูนั้นไม่มีปัญหา ดังนั้น ถึงแม้ว่า่นี้จะขาดแคลนน้ำ แต่ทุกวันก็ไม่ได้ลำบากยากเข็ญเท่าไรนัก
ทุ่งไร่ทุ่งนาในยามนี้มีรอยแตกกว้างสองนิ้ว ต่อให้้าใช้การทดน้ำก็ไม่ง่ายนัก โชคดีที่ตอนนี้การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลงแล้ว แม้จะไม่มีน้ำก็ไม่มีผลกระทบมากนัก ไม่อย่างนั้นเพื่อพืชผลในไร่นา แม้แต่น้ำในแม่น้ำเสี่ยวชิงก็คงถูกชาวบ้านสูบใช้จนแห้งเหือดไปนานแล้วเหมือนในปีก่อนๆ
ยามนี้เยี่ยซื่อทำอาหารเช้าเสร็จและนำลงหม้อเรียบร้อยได้สักพักแล้ว พลันหยิบไม้คานเตรียมตัวจะออกไปหาบน้ำ เมื่อเห็นหลี่ซินเข้ามาก็รีบเอ่ยถามอย่างห่วงใยว่า “ซินเอ๋อร์ เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่” เมื่อครู่สีหน้าของลูกสาวไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ท่านแม่วางใจได้” หลี่ซินส่ายศีรษะ พลางส่งรอยยิ้มที่คิดว่าสดใสที่สุดให้เยี่ยซื่อ ได้รับสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ นางรู้สึกดีใจมากจริงๆ
เยี่ยซื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของลูกสาวก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เนื่องจากรอยปานบนใบหน้า ลูกสาวของตนจึงไม่ชอบยิ้มมาโดยตลอด ไม่ว่าจะพบเจอกับใครก็มักจะไม่ค่อยพูดและทำสีหน้าเ็าใส่
เยี่ยซื่อคิดอยู่เสมอว่าเป็ความไม่ดีของตัวเองถึงทำให้ลูกมีรอยปาน ดังนั้นตนจึงรู้สึกติดค้างลูกสาวอยู่ในใจเสมอ ยามนี้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มอันหาได้ยากของลูกสาว ขอบตาพลันรื้นชื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ท่านแม่ ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ” หลี่ซินไม่นึกว่ารอยยิ้มนี้ของตนจะทำให้เยี่ยซื่อร้องไห้เสียแล้ว จึงรีบถามด้วยความเป็ห่วง
“เปล่าจ้ะ แม่ไม่เป็ไร” เยี่ยซื่อใช้แขนเสื้อเช็ดที่มุมหางตา แล้วแย้มยิ้มให้หลี่ซินเช่นกัน ก่อนจะหยิบถังน้ำออกไปข้างนอก เมื่อเดินไปถึงประตูห้องครัวนางก็หันกลับมาเรียกหลี่ซินให้ช่วยดูข้าวต้มในหม้อเพื่อไม่ให้น้ำเดือดจนกระเซ็นออกมา
หลี่ซินเดิมอยากไปหาบน้ำแทนนาง เยี่ยซื่อไหนเลยจะยอม “แม่รู้ว่าเ้ากตัญญู แต่งานหาบน้ำหาใช่เด็กผู้หญิงเช่นเ้าทำได้ อีกอย่างร่างกายเ้าเพิ่งจะหายดี จะให้เ้าทำงานหนักเหล่านี้ไม่ได้ เ้าช่วยแม่ดูหม้อข้าวก็พอแล้ว เื่หาบน้ำนี่แม่จะทำเอง ไม่ได้ไกลนัก ไม่นานแม่ก็กลับมาแล้ว”
หลี่ซินเห็นดังนี้ก็จำแต่ปล่อยนางไป และฉวยโอกาสที่เยี่ยซื่อไปหาบน้ำ เข้าไปในกระท่อมมุงหญ้าเหมา เติมน้ำในเหยือกจนเต็ม นางไม่กล้าใส่น้ำพุิญญามากไปในครั้งแรก กลัวว่าคนในครอบครัวดื่มแล้วจะปวดท้องเหมือนกับตน และทำให้คนสงสัยเอาได้ ดังนั้นเลยใส่เข้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วันเวลาข้างหน้ายังอีกยาวนาน แม้ดื่มวันละนิดจะรักษาโรคไม่ได้ แต่ก็ช่วยยกระดับคุณภาพร่างกายของคนในครอบครัวได้ สภาพร่างกายของเยี่ยซื่อและบรรดาลูกๆ อ่อนแอเกินไป
รอจนเยี่ยซื่อหาบน้ำกลับมา หลี่ซินก็รีบส่งชามที่ผสมน้ำให้นาง เห็นนางดื่มจนหมดรวดเดียวแล้วถึงจะวางใจ
เยี่ยซื่อรู้สึกว่าน้ำในวันนี้อร่อยเป็พิเศษ แต่กลับคิดแค่ว่าเป็เพราะลูกสาวรินให้ นางเลยดีใจ ถึงจะรู้สึกว่าน้ำไม่เหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
หาบน้ำเสร็จ เยี่ยซื่อก็เก็บถังน้ำและไม้คาน เห็นข้าวต้มทางนี้ต้มสุกได้ที่แล้ว นางจึงล้างมือแล้วเริ่มล้างหม้อทำขนมแป้งทอดธัญพืชและผัดผักดอง
ขณะนี้คนอื่นๆ ในสกุลหลี่ก็ทยอยกันตื่นแล้ว หลี่เฉินและเสี่ยวสือโถวก็มาแล้ว
เยี่ยซื่อเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าหลี่เฉินเกือบหายดีแล้วก็รู้สึกวางใจ พลางกำชับสองพี่น้องจัดโต๊ะอาหารในโถงหลัก และจัดวางอาหารเช้าให้พร้อม ทั้งเรียกท่านย่าคนอื่นๆ มากินข้าว ส่วนทางนี้กำลังหั่นหญ้าจู[1] และต้มอาหารให้หมู ไม่มีเวลาได้พักแม้แต่นิด
“ท่านแม่ กินข้าวก่อนเถิด กินเสร็จค่อยทำก็ไม่สายขอรับ”
หลี่เฉินเห็นทุกคนนั่งลงและเตรียมกินข้าวกันหมดแล้ว เยี่ยซื่อยังคงวุ่นอยู่ในครัว จึงอดสงสารมารดาไม่ได้ เลยเอ่ยปากออกไป
เชิงอรรถ
^ หญ้าจู หญ้าสำหรับไว้เลี้ยงหมู