อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    103 คำถาม 1

    มู่เชียนถูกพาตัวมาถึงกระโจมที่พักของเยว่เทียนหงในชั่วอึดใจ ราวกับระยะทางหลายร้อยก้าวนี้เป็นเพียงก้าวเดียวสำหรับเขาเท่านั้น ….. ปราณระดับเหนือยุทธ์ช่างแตกต่างจริงๆ 


     

    เยว่เทียนหงหยุดการเคลื่อนไหวลงแล้ว ทว่าร่างเล็กกลับยังถลาไปด้านหน้าอย่างไม่อาจฝืน   มือแกร่งรีบรั้งเอวบางไว้ ทำให้เด็กสาวเซไถลเข้าสู่แผ่นอกกว้างของเขาทันที


     

    ความคิดถึงตลอดหนึ่งเดือนฟุ้งอยู่ในใจของเขาจนไม่อาจห้ามได้ แขนแข็งแรงค่อยๆกระชับร่างบางในอ้อมแขนเข้ามาใกล้อย่างอ่อนโยน


     

    มู่เชียนไม่ได้รับรู้ถึงสัมผัสนั้นแม้แต่น้อย  มือเล็กพลันยื่นลูกแก้วมังกรธาตุแสงออกไปเบื้องหน้า แสงสว่างเจิดจ้าที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นทำให้เยว่เทียนหงนิ่งไป


     

    ด้านนอกกระโจมนั้น ทุกชีวิตในรัศมีหนึ่งลี้ต่างก็รับรู้ได้ถึงสมบัติธรรมชาติอันมีค่าชิ้นนี้… สายตาหลายร้อยคู่ต่างจ้องมองมาที่กระโจมของแคว้นต้าเยว่อย่างอยากรู้อยากเห็น   ไม่เว้นแม้แต่หู่เอ้อและฟู่หลิงที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า


     

    “ข้าให้ท่าน” เสียงใสเอ่ยกับเยว่เทียนหงที่ยังจ้องมองลูกแก้วแสงตรงหน้าอย่างงุนงง


     

    “นี่มัน….”  


     

    “ลูกแก้วอสูรของมังกรธาตุแสงขั้นมหาราชันย์  ข้าบังเอิญได้พบในเทือกเขาหู่ลี่ จึงนำมาให้ท่าน.. เสี่ยวจิ้งบอกว่ามันช่วยท่านได้” 


     

    เยว่เทียนหงที่เฝ้ามองมู่เชียนมาตลอดย่อมรู้ดีว่านี่คืออะไร เขาเห็นนางดำดิ่งลงไปในบึงอันมืดมิดจนถึงก้นทะเลสาบ เพื่อนำลูกแก้วนี้มาจากซากร่างของมังกรขนาดยักษ์…  


     

    ทว่าสิ่งที่นางสื่อสารในใจกับเสี่ยวจิ้งนั้นเขาย่อมไม่ได้ยิน จึงไม่ทราบวัตถุประสงค์แท้จริงของนาง…


     

    “เจ้าลงไปในบึงชิงกู่เพื่อนำมันมาให้ข้าหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ย กระแสเสียงที่นิ่งเฉยมาตลอดสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงอารมณ์  


     

    “ท่านรู้เรื่องบึงนั่นได้อย่างไร …?”  มู่เชียนแปลกใจอย่างมาก เหตุใดคนตรงหน้าจึงรู้เรื่องของนางมากมายนัก ดวงตาสีน้ำตาลมองเขาอย่างค้นคว้า 


     

    เยว่เทียนหงมิได้รับลูกแก้วจากมือของนางมา ของสิ่งนี้แม้ล้ำค่า ทั้งยังมีประโยชน์กับเขาอย่างมาก…​ ทว่าที่ใจของเขายินดียิ่งกว่ากลับเป็นเรื่องที่นางตั้งใจลงไปนำมันมา..เพื่อมอบให้เขา 


     

    “เจ้าอยากได้สิ่งใดตอบแทน” ดวงตาสีเทาเป็นประกายระยิบระยับจ้องมองนางอย่างอ่อนโยน …ยามนี้ต่อให้นางอยากได้ดาวบนฟ้าเขาก็จะเอามาวางตรงหน้านางให้ได้ 


     

    “ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่นึกอยากได้สิ่งใด….” มู่เชียนส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเคย  


     

    ก็เหมือนกับภูติพฤกษาหน่อนั้น นางให้เพราะอยากจะให้ …. ให้เพราะมันมีประโยชน์ต่อเขาและแคว้นต้าเยว่…  มิได้คิดแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด 


     

    “เจ้าให้ของข้ามาสองครั้งแล้ว…. ทั้งยังล้วนมีค่ามหาศาล…  ข้าต้องการตอบแทน”  


     

    เยว่เทียนหงยังยืนกรานเช่นเดิม.. หาไม่แล้ว ความรู้สึกซาบซึ้งที่แทบล้นทะลักในใจนี้ เขาไม่รู้จริงๆว่าจะแสดงออกไปเช่นไร…


     

    “ท่านเองก็ช่วยข้ามากมายเช่นกัน  เรื่องเผ่าวิญญาณกับแคว้นฉินก็เป็นท่านจัดการให้…  ท่านช่วยข้าแก้ปัญหา ส่วนข้าก็ให้ของท่าน….ถือว่าเราหายกันดีหรือไม่ ?”


     

    “ไม่ดี… บอกแล้วไง…พวกนั้นล่วงเกินข้า” 


     

    มู่เชียนเห็นเขาไม่รับลูกแก้วมังกรไปสักที ก็รู้แล้วว่าเขาจริงจังกับเรื่องการตอบแทนอย่างมาก .. เช่นนี้แล้วนางควรจะขออะไรดีเล่า ? 


     

    เด็กสาวมองดวงหน้าหล่อเหลาเกินผู้ใดของเขาครั้งหนึ่ง ก่อนจะคิดสิ่งที่ตนต้องการออกมาได้ในที่สุด


     

    “ข้าชอบรอยยิ้มของท่าน…​ท่านยิ้มให้ข้าดูได้หรือไม่ ?” 


     

    ความปรารถนาเรียบง่ายนี้กลับจุดเพลิงในใจของเขา… หากที่ผ่านมาจะมีผู้ที่หวังดีต่อเขาบ้าง.. แต่ผู้ที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้กลับมีเพียงนางเท่านั้น 


     

    ความรุ่มร้อนและหวงแหนแล่นขึ้นรุนแรงกว่าครั้งใด   เยว่เทียนหงเคลื่อนร่างเข้ามาใกล้นางโดยไม่รู้ตัว  รัศมีคุกคามของบุรุษเพศนั้นทำให้มู่เชียนสัมผัสถึงอันตราย เด็กสาวพลันถอยหลังไปหลายก้าว 


     

    ดวงตาสีเทาเข้มวาวโรจน์ขึ้น ความรู้สึกยามนี้คล้ายสัตว์นักล่าที่เห็นเหยื่อคิดหนี  ร่างสูงพุ่งวูบเข้ามาใกล้และกดดันร่างบางจนถอยหลังชนเข้ากับโต๊ะทรงอักษรในที่สุด  มู่เชียนตกใจคิดพลิ้วร่างหลบไปด้านข้าง ทว่าแขนแข็งแรงกลับวางคร่อมลงบนโต๊ะ กักร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างไม่อาจหลบหนี ใบหน้าหล่อเหลาก้มต่ำลงมา  ดวงตาสีเทาจ้องนางอย่างร้อนแรงและลึกล้ำ 


     

    “ท่าน…ทำอะไร..?” เสียงหวานสั่นไหวไม่ต่างกับหัวใจของนาง ท่วงท่าเช่นนี้ออกจะใกล้ชิดเกินไปแล้ว 


     

    “เจ้าชอบข้าใช่หรือไม่…?!” เสียงทุ้มต่ำกระซิบคำถามอันน่าตกตะลึงออกมา 


     

    “หะ.. หาาา.. ข้าเปล่า.. ข้าไม่ได้…”   ชั่วอึดใจ มู่เชียนคิดอะไรไม่ออก ได้แต่เอ่ยปฏิเสธเสียงตะกุกตะกัก คำถามนี้แม้แต่นางยังไม่กล้าถามตัวเองตรงๆเลย 


     

    เขาทั้งเก่งกาจ สูงส่ง หล่อเหลาสมบูรณ์แบบเพียงนั้น จะให้นางคิดเกินเลยกับเขาได้อย่างไร ที่ผ่านมานางเห็นเขาเหมือนเทพในใจของตนเท่านั้น สำหรับนาง การจะบอกว่าชอบเขาก็เหมือนกับการล่วงเกินคนที่ตนเคารพชื่นชม..


     

    เยว่เทียนหงเฝ้ามองใบหน้าเล็กแดงก่ำ ดวงตาสีน้ำตาลเต็มไปด้วยความสับสน… หัวใจของนางเต้นแรงจนเขาได้ยินอย่างชัดเจน…​..


     

    เพียงเห็นปฏิกิริยานี้  เยว่เทียนหงก็มั่นใจในคำตอบแล้ว… ด้วยรูปลักษณ์และฐานะของเขา   สีหน้าท่าทางเช่นนี้เขาได้รับมาไม่รู้เท่าไหร่ 


     

    ทว่ามีเพียงนางเท่านั้นที่เขาปรารถนาให้ชอบ... ทั้งยังไม่อนุญาตให้นางปฏิเสธหรือเปลี่ยนใจ !


     

    และในเมื่อนางไม่ยอมรับ เขาก็จะทำทุกทางเพื่อให้ความรู้สึกนี้ชัดเจนขึ้น ทั้งยังคงอยู่กับนางตลอดไป…  


     

    มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นลูบไล้แก้มแดงจัดนั้นอย่างถือสิทธิ์ สัมผัสแผ่วเบาและทะนุถนอมนั้นเปลี่ยนเด็กสาวที่กำลังสับสนวุ่นวายให้กลายเป็นแน่นิ่งไป


     

    เยว่เทียนหงมองแก้มใสข้างนั้น แล้วก็คิดถึงภาพที่เห็นหลายวันก่อน  ยามมือสกปรกต่ำช้าสัมผัสแก้มของนาง คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นไม่ชอบใจ ราวกับเห็นสมบัติของตนมีตำหนิ  …ร่างสูงพลันก้มลงไปจุมพิตแก้มข้างนั้นของนางอย่างแผ่วเบา


     

    มู่เชียนยามนี้นิ่งอึ้งไปแล้ว… สมองขาวโพลนว่างเปล่า หัวใจที่เต้นรัวอยู่เมื่อครู่ราวกับหยุดเต้นลงไปจังหวะหนึ่ง .. ลูกแก้วอสูรในมือร่วงลงบนโต๊ะทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใจ… 


     

    เยว่เทียนหงถอนใบหน้าออกมาเล็กน้อย… ก่อนจะใช้ปลายลิ้นไล้เลียไปบนแก้มใสหมายจะลบสัมผัสนั้นให้เกลี้ยง


     

    สัมผัสอุ่นชื้นวาบหวิวแล่นปราดไปทั่วร่าง มือน้อยใช้ปราณที่มีเพื่อพยายามผลักร่างสูงออกไปอย่างสุดแรง ทว่าไหนเลยจะทำได้ ความรู้สึกที่นางได้รับไม่ต่างกับกำลังผลักภูเขาหินลูกหนึ่ง !


     

    เยว่เทียนหงรู้สึกตัว ชายหนุ่มเหยียดกายขึ้นเต็มความสูงทว่าดวงตาดำมืดยังคงจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างร้อนแรง…  


     

    “ท่าน…ทำ ..  ทำแบบนี้ทำไม..” มือเล็กกุมแก้มข้างซ้ายแดงจัดของตนไว้ ขณะเอ่ยเสียงสั่นอย่างทำอะไรไม่ถูก 


     

    “ข้าชอบ…”  ดวงตาคมประสานสายตาขณะเอ่ยตอบออกมาตรงๆ… 


     

    เขาชอบให้นางมีท่าทางเช่นนี้… ชอบให้หน้าแดง ชอบให้นางเขินอาย ชอบให้นางเอ่ยวาจาตะกุกตะกัก  ชอบให้นางตกหลุมรักเขามากขึ้นไปเรื่อยๆ มีเพียงทำเช่นนี้จึงจะมั่นใจว่านางจะเป็นของเขา … คอยมอบความอบอุ่นให้เขาตลอดไป


     

    มู่เชียนได้ยินคำนี้ พลันใจเต้นแรงอย่างมาก ขาสองอ่อนยวบไปวูบหนึ่ง  เยว่เทียนหงรีบช้อนร่างนางไว้ให้ขึ้นมานั่งบนโต๊ะ  เด็กสาวตั้งหลักได้จึงรีบผลักเขาออกไปอีกครั้ง


     

    เกราะวายุขนาดย่อมปรากฏขึ้นขั้นกลางระหว่างพวกเขา… ความรู้สึกมากมายนี้นางยังจัดการไม่ได้ …จึงไม่พร้อมรับอะไรเพิ่มอีกทั้งสิ้น


     

    ดวงตาดำมืดจ้องมองร่างบางหลังเกราะวายุด้วยความหงุดหงิด เพียงสะบัดมือเบาๆครั้งเดียวเกราะวายุอันแข็งแกร่งก็สลายไป พร้อมกับร่างของเด็กสาวที่หงายล้มลงบนโต๊ะกว้าง  


     

    ร่างสูงตามมาตรึงมือสองข้างของนางไว้อย่างง่ายดาย  ทว่าก่อนที่จะคิดทำอะไรต่อไปนั้น กลับเห็นร่างเล็กเบื้องล่างกำลังสั่นเทา แววตาสับสนคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวั่นกลัว…  


     

    สีหน้าของเยว่เทียนหงพลันอ่อนโยนลงมาก แม้ปราณธาตุมืดในร่างจะพยายามผลักดันให้เขาทำเรื่องรุนแรงกว่านี้ทว่าสัมผัสอ่อนนุ่มจากมือเล็กนั้นก็สามารถหยุดทุกอย่างไว้ได้อย่างง่ายดาย


     

    “กลัวข้าหรือ?”   


     

    เสียงทุ้มก้มลงมากระซิบเสียงอ่อนโยน ทว่ามู่เชียนกลับไม่รู้สึกสงบลงเลยแม้แต่น้อย หัวใจของนางยังเต้นแรงจนคนด้านบนรู้สึกได้ ความรู้สึกอ่อนหวานแปลกประหลาดท่วมท้นในใจของเขา


     

    “บนโลกนี้ เจ้าคือคนเดียวที่ไม่จำเป็นต้องกลัวข้าเลย” เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงเบาต่อไป ดวงตาสีเทาอ่อนโยนกวาดไปทั่วดวงหน้าใสเล็กอย่างเอ็นดู 


     

    “หากเจ้าเห็นข้าอาละวาด… ที่เจ้าต้องทำก็เพียงแค่…”  ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้นางมากขึ้นกว่าเดิมทำให้นางหลับตาลงทันที…


     


     

    “เอ่ยชื่อข้า…”  เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบที่ข้างหู  พลางลอบสูดลมหายใจลึก ซึมซับกลิ่นกายของนางเอาไว้


     

    …….


     

    “จับมือข้า….” มือของเขาที่ยึดกุมมือเล็กไว้เปลี่ยนเป็นสอดประสานอย่างแนบแน่น


     

    ……


     

    “หรือไม่ก็….”


     

    มู่เชียนรู้สึกว่าใบหน้าเขาเข้ามาใกล้นางกว่าครั้งใด..  เยว่เทียนหงแนบหน้าผากตนลงกับหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา…  ปราณอี้เจ๋อหลั่งไหลเข้าสู่มือสองข้างและหน้าผากของชายหนุ่ม กระแสอบอุ่นที่ไหลเวียนทั่วร่างทำให้ความรุ่มร้อนทั้งหลายสงบลง  


     

    หน้าผาก และฝ่ามือทั้งสองข้างของนาง คือจุดที่ปราณอี้เจ๋อสามารถหลั่งไหลออกมาได้มากที่สุด 


     

    …… 


     

    ดวงตาสีเทาพราวระยับก้มลงมองเด็กสาวแก้มแดงที่กำลังหลับตาปี๋อย่างเอ็นดู


     

    ……


     

    “ลืมตาสิ” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาแนบชิด ยิ่งทำให้มู่เชียนส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย


     

    ….ไม่มีทาง  นางไม่อยากหัวใจวาย… 


     

    “หากไม่ลืมตาข้าจะทำมากกว่านี้นะ”


     

    มู่เชียนได้ยินคำขู่นี้ก็รีบลืมตาขึ้นทันที ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตมีน้ำคลอด้วยความเขินอาย ใบหน้าเล็กแดงก่ำ ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มแน่นจนขึ้นสี  


     

    ‘น่ารักเหลือเกิน’  เยว่เทียนหงลูบไล้แก้มอ่อนนุ่มของนางอย่างอ่อนโยน


     

    ราชาแห่งต้าเยว่คิดอยากลักพาตัวนางไปอีกครั้ง แล้วเก็บนางไว้ข้างกายตลอดเวลา แต่ก็รู้ตัวดีว่าไม่อาจทำได้…  


     

    หากเขาไม่ใช่เยว่เทียนหง จะดีเพียงใดนะ…  ดวงตาสีเทาอ่อนประกายลงอีกเล็กน้อย


     

    “ปีนี้ข้าอายุ 24” 


     

    ชั่วเวลาเช่นนี้ สมองของนางเชื่องช้าอย่างยิ่ง จึงมีสีหน้างุนงงไป เยว่เทียนหงพลันหัวเราะออกมาเบาๆกับปฏิกิริยาของนาง


     

    “เจ้าอยากรู้เรื่องข้าไม่ใช่หรือ ?”  ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยเตือนความจำ ดวงตาสีน้ำตาลจึงปรากฏแววระลึกได้ 


     

    “ยังอยากรู้อื่นอีกหรือไม่ ?”


     

    ร่างเล็กเบื้องล่างรีบส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว


     

    “อ้าว.. เหตุใดไม่นึกอยากรู้แล้วเล่า”​  เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงราวกับแปลกใจเสียเต็มประดา ทว่าความเงียบยังคงเป็นคำตอบเช่นเคย  เขาเห็นแล้วก็นึกอยากแกล้งนางขึ้นมาอีกครั้ง


     

    “หรือว่า… มีอะไรปิดปากเจ้าไว้หรือ..”  


     

    มือที่กุมแก้มนุ่มอยู่พลันเปลี่ยนมายึดคางเล็กไว้  นิ้วโป้งเรียวยาวเกลี่ยไปที่ริมฝีปากนุ่มที่เขาเคยนึกอยากสัมผัสมานาน.. ดวงตาสีเทาหลุบต่ำลงมองริมฝีปากเล็กปิดสนิทนั้น พร้อมกับเคลื่อนใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้ เด็กสาวเห็นแล้วจึงรีบเอียงหน้าหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว 


     

    “ถาม ข้าถามแล้ว”  เสียงใสตะโกนลั่น ท่าทางหวาดหวั่นนั้นทำให้หนุ่มแย้มยิ้มออกมาอย่างสนุกสนาน


     

    “ไม่อยากรู้ก็ดีแล้วนี่ ข้าจะได้ทำอย่างอื่น” ริมฝีปากของเขาพลันพ่นลมเข้าใส่ใส่แก้มใสอย่างหยอกล้อ


     

    “ข้าอยากรู้สิ.. อยากรู้มาก อยากรู้ที่สุดเลย !”  สัมผัสวาบหวิวจากลมหายใจอุ่นร้อน ทำให้นางต้องรีบละล่ำลักเอ่ยสิ่งที่เขาอยากฟังออกมาเพื่อหวังเอาชีวิตรอด


     

    เยว่เทียนหงส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างมีความสุข ดวงตาสีเทาเป็นประกายอ่อนโยนทั้งยังหวานล้ำอย่างยิ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามู่เชียนไม่กล้ามองสบตาด้วย 


     

    “ท่านลุกไปก่อนได้หรือไม่ ข้าหายใจไม่ออก”


     

    เยว่เทียนหงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะทรงตัวยืนขึ้น  ร่างเล็กตรงหน้ายังคงนั่งบนโต๊ะทรงอักษร ระหว่างอ้อมแขนของเขาอย่างหวงแหน โทษไม่ได้ที่เขาทำเช่นนี้ อยู่ใกล้นางแล้วเขารู้สึกอบอุ่นและสงบสุขเหลือเกิน นางคือสมบัติที่วิเศษที่สุดในชีวิตของเขา ….ใครที่คิดแตะต้องนาง… เขาจะทำลายให้สิ้น


     


     

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน