บทที่53 ต่างเส้นทาง
เห็นคนตายแล้วไม่ช่วยมิใช่นิสัยของฮุ่ยจวินเช่นนั้นมันจึงเข้าไปดูร่างของบุรุษชราที่กำลังหายใจอย่างรวยริน แรกเห็นหน้าความรู้สึกของชายหนุ่มก็บอกมันว่าบุรุษชราผู้นี้ดูมิได้เลวร้ายอันใด
“ท่านเป็นอะไรหรือไม่"
บุรุษชรากลับกล่าวอย่างแหบพร่าว่า
“เรื่องนี้มิเกี่ยวกับเจ้า รีบไปซะ"
ฮุ่ยจวินสังเกตุเห็นแผลทางยาวบนกลางหลังของบุรุษชราก็มั่นใจได้ในทันทีว่าบุรุษชราผู้นี้เองก็คงกำลังถูกไล่ล่าทำร้าย มันที่ถูกไล่ล่าเหมือนกันจึงเข้าใจในความรู้สึกนี้ดีเช่นนั้นแม้จะไม่รู้ว่าบุรุษชรานี้ทำผิดอันใดจึงถูกไล่ล่า มันก็ไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือก่อนส่วนผลจะร้ายหรือดีประการใด บุรุษชราผู้นี้จะเป็นคนผิดหรือถูก ให้เป็นไปตามกาลเวลาหนหลังได้ตัดสินเพราะสำหรับปณิธาณแห่งการเป็นแพทย์ของมันแล้ว มันได้ยึดมั่นถือมั่นกับตนว่า‘ช่วยคนสำคัญกว่า’ เช่นนั้นมันจึงเทยาสมุนไพรห้ามโลหิตให้แก่บุรุษชราพร้อมเปลี่ยนกล่องไม้มาสะพายที่เบื้องหน้า แล้วแบกร่างของบุรุษชราขึ้นแลรีบพุ่งทะยานมุ่งออกจากที่แห่งนี้ในทันที
ฮุ่ยจวินจากไปได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาของคนสามคนก็ดังมาดูจากอาภรณ์ที่พวกมันสวมใส่ล้วนบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า
พวกมันคือคนของนิกายเทวะวจนะ!
“มารเฒ่าถูกเล่นงานขนาดนั้นยังหลบหนีไปได้"
“หรือจะมีคนช่วยเหลือมัน"
“หากเป็นเช่นนั้นจริงก็สังหารมันในโทษฐานสมคบคิดกับมารด้วย"
“พวกมันคงหลบไปได้ไม่ไกล รีบตามไป"
“ดูซิว่ามารนอกรีตยังจะหนีจากแสงแห่งเทวะวจนะพ้น!”
แท้จริงฮุ่ยจวินกลับบังเอิญยื่นมือช่วยเหลือมารนอกรีตที่เป็นปฏิปักษ์กับนิกายเทวะวจนะ!
พึ่งหนีจากการไล่ล่าของเหล่าขอทานอยู่หลัดๆจู่ๆ เพราะความมีน้ำใจแลเมตตาต่อสรรพสิ่งของมันกลับดึงให้ตนต้องตกอยู่ในความโชคร้ายอย่างยิ่งยวดหากเทียบความร้ายกาจของเหล่าขอทานแห่งพรรคเอกยาจกเป็นไฟป่าหย่อมหนึ่ง เช่นนั้นความร้ายกาจของนิกายเทวะวจนะก็เปรียบดั่งไฟบรรลัยกัลป์ที่ประทานมาจากขุมอเวจีชั้นที่ลึกที่สุดแล้ว
ฮุ่ยจวินยังไม่รู้ตัวว่ามีคนอีกกลุ่มซึ่งเป็นมหาอำนาจแห่งปฐพีกำลังไล่ล่าตนมันเพียงแต่สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รวยรินของบุรุษชราที่คล้ายกับไม้ใกล้ฝั่งเต็มที หากไม่รีบรักษาอาการบาดเจ็บตอนนี้มันได้ตกตายแน่แท้
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด แรกพบหน้าบุรุษชราจู่ๆ มันก็บังเกิดความรู้สึกที่ต้องการช่วย ยิ่งพอเห็นบุรุษชราใกล้ตาย มันกลับมีความรู้สึกที่มิต้องการเห็นบุรุษชราผู้นี้ต้องตกตายมันก็ไม่เข้าใจในความรู้สึกเช่นนี้ของตน เพราะมันกับบุรุษชราผู้นี้เพียงพึ่งพบพานกันเป็นครั้งแรกหรืออาจเป็นเพราะมันเห็นคนผู้นี้แล้วทำให้นึกถึงท่านลุงที่ตายไป มันถึงได้มีความรู้สึกเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกมันถึงได้มีความคิดที่อยากจะปกป้องทั้งที่พึ่งเคยพานพบกัน
เสียงอันแหบพร่าของบุรุษชราดังขึ้น
“เจ้าช่วยข้าเช่นนี้ต้องการสิ่งใดตอบแทน"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบอย่างราบเรียบ
“คนเป็นแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตยังต้องการสิ่งใดอยู่หรือ"
บุรุษชราขมวดคิ้ว
“เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบ
“ไม่ว่าท่านเป็นใคร ในฐานะแพทย์ก็ต้องช่วยเหลือไม่เลือกปฏิบัติ"
บุรุษชราเองไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด แรกพบหน้ามันก็นึกถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่ต้นยิ่งพอได้เห็นทัศนคติแลจิตใจส่วนลึกของมันก็ยิ่งชื่นชมแลถูกชะตานัก
“ยังมีคนเช่นนี้อยู่บนโลก"
“โลกมิได้แคบถึงเพียงนั้น คนแบบข้ายังมีอีกมากบนโลกแห่งนี้…”
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวต่อ
“ท่านสมควรที่จะรักษาลมหายใจให้มั่นคงเพื่อประคองสติมิควรกล่าวมากเกินไป"
บุรุษชราคล้ายไม่สนใจในคำเตือนของฮุ่ยจวินมันพริ้มตาลงแล้วกล่าว
“สงสัยข้าคงอยู่แต่ในโลกที่คับแคบมานานจนเกินไป"
ประโยคสุดท้ายของบุรุษชราดังขึ้นอย่างแผ่วเบาอาการของมันบาดเจ็บถึงเพียงนั้นแต่ก็อดที่จะสนทนากับบุรุษหนุ่มซึ่งแรกพบก็ถูกชะตามิได้เมื่อแรงทั้งหมดใช้ไปกับการสนทนา มันในตอนนี้ก็ไม่มีแรงที่จะฝืนประคองสติได้อีกต่อไปแล้ว
“ผู้อาวุโส”
เห็นบุรุษชราสิ้นสติ ความร้อนใจของฮุ่ยจวินก็ยิ่งบังเกิดเป็นครั้งแรกที่ความเป็นตายของคนแปลกหน้าได้ทำให้มันร้อนใจถึงเพียงนี้ ไม่มีทางเลือกมันได้รีบหาสถานที่ลับตาคน แต่ทว่าสถานที่เหมาะเจาะเหมาะสมแห่งนั้นมันกลับมิได้เลือกที่จะใช้เป็นที่หลบซ่อนรักษาอาการของบุรุษชรามันพอไปถึงก็แบกร่างของบุรุษชราโดยใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาไปต่อทันที
ที่มันทำเช่นนี้ก็เพราะ มันได้ทิ้งร่องรอยไว้มิน้อยระหว่างการเดินทางซึ่งแน่นอนว่าระดับยอดฝีมือจะต้องตรวจสอบเห็น ดังนั้นมันจึงใช้สิ่งนี้เป็นการล่อหลอกเลือกสถานที่ลับตาแลเหมาะสมสำหรับการหลบลี้เพื่อให้การล่อหลอกนี้สมจริงและทำให้ผู้ไล่ล่าเข้าใจว่ามันต้องหลบมาซ่อนในที่ลับตาคนแห่งนี้จริงๆ
ซึ่งแท้จริงแล้ว หลังจากที่ใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาออกไปร่องรอยรอบบริเวณก็ยากสังเกตุเห็น จะทำให้ดูราวกับว่ามันหายตัวไปอย่างลึกลับภายใต้สถานที่ที่ลับตาคนแห่งนี้
โดยจุดที่ฮุ่ยจวินเลือกที่จะพาบุรุษชราไปต่อเพื่อรักษาบาดแผลก็คือจุดที่ล่อตาคนแต่เพราะว่ามันล่อตาจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนมิคาดคิดว่ามันจะหลบอยู่
ด้านหลังของเทวรูปกลางศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่มีคนเข้ากราบไหว้สักการะเป็นจำนวนมากฮุ่ยจวินมันกลับเลือกพาบุรุษชรามารักษาที่นี่
ฮุ่ยจวินอาศัยกลิ่นควันธูปและกลิ่นของดอกไม้บูชากลบกลิ่นของตัวยาสมุนไพรที่ใช้ทำการรักษาทั้งมันก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องควันที่อาจจะพวยพุ่งจากการรักษา เพราะควันเหล่านี้มันจะกลมกลืนไปกับควันธูปจนสิ้นนี่จึงนับเป็นสถานที่หลบซ่อนและสามารถทำการรักษาคนได้อย่างดียิ่ง
ฮุ่ยจวินจึงเปิดชุดคลุมมองไปที่แผ่นหลังของบุรุษชราเห็นเป็นร่องรอยทางยาวที่ลึกจรดกระดูก หากเป็นคนทั่วไปคงตกตายภายใต้การโจมตีนี้แล้วและหากมันมิธรรมดาขนาดนี้ คนที่สามารถฝากรอยแผลขนาดใหญ่บนกายของมันได้จักต้องไม่ธรรมดายิ่งกว่าพอได้เห็นบาดแผลชัดตาชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกตัวว่าได้ไปตอแยในเรื่องที่มิควรยุ่งเข้าให้แล้ว
คิดก็ส่วนคิด แต่ปณิธานความตั้งมั่นของมันมิเคยหยุดหย่อนคนจะตายตรงหน้ามันที่เป็นแพทย์จะเมินเฉยได้อย่างไร เช่นนั้นสมาธิแห่งการรักษาจึงคืนกลับสู่ความนิ่งสงบมันประเมินอาการพร้อมกับทำการรักษาอย่างตั้งใจในทันที
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ด้วยได้รับการรักษาจากแพทย์ชั้นเลิศอย่างฮุ่ยจวินบุรุษชราก็พลันฟื้นตัวขึ้นมาได้
ด้วยรู้ถึงอาการบาดเจ็บตนเองดี ด้วยรู้ถึงพลังโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเสียงแหบพร่าของบุรุษชราจึงกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ
“นี่ข้ายังไม่ตาย"
ก่อนที่นัยน์ตาของมันจะมองฮุ่ยจวินอย่างเลื่อมใสแลชื่นชม
“ยังมีแพทย์ที่เก่งกาจเทียบเทียมเทพดาเร้นกายอยู่อีกหรือ"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบว่า
“นี้ก็คือวิชาแพทย์ของท่านเทพดาเร้นกายข้าเพียงหยิบยืมประสบการณ์แลความรู้ด้านการแพทย์ของท่านมาใช้เท่านั้น"
บุรุษชราส่ายศีรษะ พร้อมทอดถอนใจ
“เจ้าคนเห็นแก่ตัวนั่นกลับพบพานศิษย์ที่ประเสริฐเช่นนี้”
“บอกตามตรง ข้ามิได้เป็นศิษย์ของเทพดาเร้นกายเพียงแต่ได้รับบุญคุณและมีเรื่องเกี่ยวพันธ์กันบางอย่าง ข้าจึงต้องใช้วิชาแพทย์ของมันเพื่อทำความดีสร้างชื่อให้แก่มัน"
บุรุษชรานัยน์ตาเป็นประกาย
“เจ้ายังไม่มีอาจารย์อย่างนั้นรึ"
ก่อนที่นัยน์ตาของมันจะหม่นแสงลงอย่างรวดเร็วแล้วพึมพำออกมา
“แต่น่าเสียดายที่วิชาของข้าเพียงสืบทอดทางสายเลือดเท่านั้น"
บุรุษชราฝืนลุกยืนขึ้น ฮุ่ยจวินก็รีบห้าม
“ผู้อาวุโส อาการท่าน….”
บุรุษชราผู้นั้นยกมือขึ้นห้าม
“หากเจ้ารักษาให้ข้าได้ถึงเพียงนี้ย่อมหมายถึงวิชาแพทย์ที่ไม่ธรรมดาในเมื่อมีวิชาแพทย์สูงส่งย่อมมองเห็นวาระสุดท้ายของข้าแล้ว เช่นนั้นข้ามิต้องการเห็นคนดีๆอย่างเจ้าต้องมาพลอยเดือดร้อนกับคนใกล้ตายอย่างข้า เท่านี้พระคุณของเจ้าก็มากมายจนชีวิตสุดท้ายของข้าชดใช้มิหมดแล้ว"
เพราะรักษาอาการบาดเจ็บ ฮุ่ยจวินจึงได้ตรวจพบอาการที่สาหัสสะสมอยู่ภายในกายของบุรุษชราอวัยวะภายในที่แทบไม่เหลือชิ้นดีแล้วนี้ หากเป็นคนทั่วไปก็คงตกตายมาเนิ่นนานแล้ว บุรุษชราผู้นี้กลับยังคงยืนหยัดฝืนทนมาได้
ยิ่งได้เห็น ฮุ่ยจวินยิ่งได้ครุ่นคิดว่าเหตุผลใดกันที่ทำให้บุรุษชราต้องฝืนทนมีชีวิตอยู่อย่างทรมานเช่นนี้ ด้วยอาการบาดเจ็บสะสมของมันหากเป็นความตายยังจะประเสริฐกว่า อาการบาดเจ็บที่มันมีแม้แต่วิชาแพทย์ขั้นสูงของเทพดาเร้นกายยังมิอาจรักษาย่อมมิอาจพรรณาได้ถึงความเจ็บปวดที่มันแบกรับมาตลอด
ยิ่งได้รู้ว่าวาระสุดท้ายของบุรุษชราใกล้มาถึงฮุ่ยจวินก็ยิ่งรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก มันคิดกล่าวห้ามบุรุษชรา แต่มันก็มิรู้จะกล่าวด้วยประโยคใดดี
ด้านบุรุษชราเมื่อเดินออกมาจากด้านหลังของเทวรูปมันค่อยพบว่าที่แห่งนี้กลับเป็นสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นสถานที่ที่ล่อตาผู้คนยิ่งนักแต่คิดในทางกลับกัน หากเป็นตนที่กำลังไล่ล่า ตนก็คงนึกถึงที่หลบซ่อนเป็นถ้ำในป่าใหญ่มากกว่าศาลเจ้าในเมืองที่มีคนมากมายเช่นนี้
ยิ่งได้เห็นสติปัญญาและภูมิปฏิภาณของฮุ่ยจวินบุรุษชราก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย ก่อนที่ความเสียดายนั่นจะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นห้วงแห่งความนึกคิดคำนึงถึงในอดีตมันผู้นี้เองก็มีบุตรชายอยู่หนึ่งคน บุตรชายของมันเป็นยอดอัจฉริยะที่มีภูมิปฏิภาณและสติปัญญาที่เป็นเลิศอายุเพียงสิบห้าก็สามารถบรรลุถึงหลักวิชาขั้นสูงประจำตระกูล สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ผู้เป็นบิดาอย่างมันนัก
ทว่าบุตรชายคนเดียวนี้ บุตรชายที่กำลังจะมีอนาคตอันรุ่งโรจน์บุตรชายที่พึ่งจะได้ตบแต่งภรรยา มันกลับถูกคนของนิกายเทวะวจนะติดตามพบแลถูกสังหารจนสิ้นมันในตอนนั้นหวังติดตามไปช่วยบุตรชาย แต่มหาวิถีแห่งวจนะของสองธรรมบาลยุทธ์และคาถานั้นร้ายกาจยิ่งบุตรชายและบุตรสะใภ้มิอาจช่วยได้ ซ้ำมันยังถูกเล่นงานจนตกอยู่ในสภาพที่มิต่างจากคนตายทั้งเป็นแม้รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้จะหลบซ่อนฝืนรวบรวมพลังทั้งชีวิตครั้งสุดท้ายหวังไปแก้แค้นท้ายที่สุดผลก็จบลงที่มันต้องผิดหวังและสิ้นหนทางอยู่ที่ศาลเจ้ากลางดงคนที่มากหน้าหลายตาเหล่านี้
บุรุษชราพริ้มตาลง มันใกล้ตายแล้วจึงมิกลัวตายวันนั้นมันคิดตัดสินเป็นตายกับคนของนิกายเทวะวจนะอย่างเด็ดเดี่ยว เพียงแต่ว่าถูกฮุ่ยจวินช่วยเหลือมาเสียก่อนตอนนี้พอร่างกายฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง มันก็คิดจะไปล้างแค้นให้แก่บุตรชายอีกหน
ความเร็วของบุรุษชราแม้แต่ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาก็แทบมิอาจตามทันโดยเฉพาะพลังของบุรุษชราที่คล้ายมีพลังธรรมชาติรอบข้างเข้ามาเกื้อหนุน
จนถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินค่อยได้สังเกตุเห็นรูปแบบพลังของมันและพอจะคาดเดาได้ว่า
บุรุษชราที่ตนให้การช่วยเหลือผู้นี้ ก็คือเหล่าผู้ฝึกญาณอันเป็นวิชานอกรีตผู้หนึ่ง!
เป็นครั้งแรกที่ฮุ่ยจวินได้ใกล้ชิดกับเหล่าคนที่ถูกมองว่าเป็นมวลมารนอกรีตเหล่าคนที่ถูกแสงแห่งเทวะวจนะปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ตอนแรกที่มันนึกถึงมารผู้ฝึกญาณ มันจะนึกถึงเหล่าคนที่เห็นแก่ตัวแลมีจิตใจที่ชั่วช้าหยาบโลนทว่าพอได้มาสัมผัสกับตัว เหล่าผู้ฝึกญาณก็หาได้มีจิตใจหรือการกระทำดั่งคำร่ำลือไม่แทบจะแตกต่างจากความคิดของทุกผู้สิ้นเชิง ยิ่งได้เห็นมันก็ยิ่งได้คิด ว่าแท้จริงแล้วมารและเทพใช่ก่อเกิดจากพลังที่แตกต่างหรือไม่เพราะคนทุกคนย่อมมีดีและเลว ผู้ฝึกญาณก็เป็นคน ผู้ฝึกมหาวิถีวจนะก็เป็นคน เช่นนั้นความเลวจึงน่าจะเกิดจากคนมิใช่วิถี
เพราะถ้าเกิดจากวิถีจริง เหตุไฉนโลกที่ถูกปกคลุมโดยแสงแห่งเทวะวจนะจึงยังเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอยู่
เมื่อมองเห็นสัจธรรมความเป็นจริงตรงหน้ามุมมองเกี่ยวกับผู้ฝึกญาณของฮุ่ยจวินก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทว่าเรื่องของอวิ๋นเซี่ยวซุนยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ฉุดดึงความคิดของมันต่อผู้ฝึกญาณอยู่แม้มันจะมองเห็นเส้นทางแลเลือกเดินตามทางของตนไปแล้ว แต่หากวันหนึ่งระหว่างทางได้บังเอิญพบพานกับจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนขึ้นมามันเองก็ยังมิรู้ว่าตนจะทำอย่างไรดี
จังหวะที่มันคิดอยู่นี้ เงาร่างของบุรุษชราที่เห็นแต่เพียงเลือนลางก็หายไปทางทิศเหนือฮุ่ยจวินมิตามต่อ ในเมื่อมันได้ช่วยบุรุษชราผู้นี้อย่างเต็มความสามารถแล้ว เหตุการณ์ใดที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คงได้แต่เพียงปล่อยให้เป็นไปตามผลของการกระทำในแต่ละคนเท่านั้น
คนเรามีวาสนาได้พบพานกันครั้งเดียว มิจำเป็นต้องบังเกิดความรู้สึกที่ผูกพันธ์สืบไป
คิดดังนี้ชายหนุ่มจึงไม่ตามบุรุษชราผู้ซึ่งเดินในเส้นทางแห่งผู้ฝึกญาณอีกเพราะมันก็ยังมีเส้นทางของตนที่ต้องเดินไปเช่นเดียวกัน