ปราบพิภพสยบสวรรค์

    ปราบพิภพสยบสวรรค์ ตอนที่ 47 : เมืองจำลอง

    หลังจากค้นหาดวงอาทิตย์อยู่นานแต่ก็ไม่พบเจอ ทำเอาชายหนุ่มหงุดหงิดไม่น้อย

     

    “ ช่างมัน “ ปราบพึมพำ

     

    เขามาที่ถ้ำแห่งหนึ่งแล้วเข้าไปอาศัยอยู่ภายใน ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงเรื่องราวของที่นี่ เขาได้แต่ถอนหายใจว่าเพราะเหตุใดสองโลกนี้จึงมีอารยะธรรมที่คล้ายกัน

     

    “ เป็นไปได้รึไม่ว่ามีบรรพชนเดียวกัน “ ปราบเอ่ย

     

    หลังจากครุ่นคิดอยู่นานชายหนุ่มได้สลัดความคิดทิ้งไปแล้วเข้าสู่การฝึกฝน เพราะเขาอยากรู้ว่าในสภาวะของที่นี่จะสามารถฝึกฝนได้รึไม่

     

    ราวกลางดึก

     

    ผืนพาราสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทำเอาชายหนุ่มเร่งออกมาดู

     

    “ อสูรยักษ์ระดับสี่ “ เขาพึมพำ

     

    ชายหนุ่มทะยานร่างพุ่งเข้าหาแล้วลงมือสังหารมันในทันใด

     

    เขาเก็บซากมันลงไปแล้วกวาดตามองทั่ว ชายหนุ่มพยักหน้าเมื่อพบเจออสูรระดับสี่อีกหลายตัว เขาไม่รอช้าบุกเข้าสังหารพวกมันสิ้น

     

    อสูรยักษ์เหล่านี้นั้นเป็นหัวหอกบุกทะลวงในคราที่เกิดปรากฏการณ์อสูรกลืนเมืองที่โลก มาโลกนี้พวกมันก็ยังคงเป็นหัวหอกเช่นเดิม

     

    “ ที่มันออกมาหากินนั้นก็แสดงว่าโลกนี้ไม่มีแหล่งอารยะธรรมโบราณ “ ปราบพึมพำ

     

    “ เป็นไปได้สูง เพราะหากมีแหล่งอารยะธรรมโบราณพวกมันก็จะไม่ออกมาแล้วเริ่มทำการดูดซับแลพร้อมวางไข่ “ ปราบเอ่ย

     

    “ เจ้านาย ยังมีอสูรอีกหลายตัว “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้าแล้วทะยานร่างออกไล่ล่าอสูรทั้งเล็กทั้งใหญ่ตกตายหมดสิ้นเพียงชั่วข้ามคืน

     

    ชายหนุ่มออกจากเมืองแห่งนี้แล้วเร่งไปยังเมืองแห่งใหม่อย่างรวดเร็ว ระหว่างทางเขาให้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าเพราะสิ่งใดใยเขาหาไม่อสูรเจอในเวลากลางวัน

     

    “ รึว่าพวกมันจะมีระบบพรางตัว “ ปราบพึมพำ

     

    “ บ้าน่ามันจะวิวัฒน์ได้ขนาดนั้นเลยรึ “ ปราบพึมพำ

     

    เขาใช้เวลาราวสองนาทีกับความเร็วที่สิบมัคจึงมาถึงเมืองที่ใกล้ที่สุด

     

    “ ผู้ใดกันก่อตั้งเมือง ห่างกันเกินไปแล้วตั้งสามร้อยกิโล “ เขาพึมพำ

     

    ชายหนุ่มเข้าไล่ล่าสังหารอสูรร้ายอย่างรวดเร็ว ร่างยักษ์นับร้อยที่เดินเที่ยวท่องทั่วเมืองถูกเขาเด็ดหัวจบสิ้นชีวิต

     

    ชายหนุ่มไปยังเมืองถัดไป ถัดไป แลถัดไป จวบจนรุ่งสาง

     

    ปราบมายังตึกสูงที่ยังคงตั้งตระหง่าน แต่ไร้กระจกรอบด้าน เขานั่งมองภาพแผนที่แผ่นดินที่อัลตรอนได้ร่างขึ้น

     

    “ มีเมืองใหญ่ราวสิบเมือง เมืองใหญ่น่าจะขนาดหนึ่งรัฐ “ ปราบเอ่ย

     

    “ แล้วในเมืองใหญ่ยังมีเมืองเล็กกระจายรายรอบ “ เขาเอ่ย

     

    “ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ แลทุกอย่างต่อเชื่อมเข้าที่เมืองใหญ่ “ ปราบพยักหน้า

     

    “ หากที่นี่มีมนุษย์อย่างเรา มันก็ต้องมีเมืองหลวง “ ปราบเอ่ย

     

    “ ใช่ ต้องหาเมืองหลวง เพราทุกอย่างนั้นขึ้นตรงเมืองหลวง “ ปราบพึมพำ

     

    “ อัลตรอน ดูความน่าจะเป็นของยุทธศาสตร์ตั้งเมืองหลวง “ ปราบเอ่ย

     

    “ วิ้ง “ พลันปรากฏจุดแสงเล็กที่กลางแผนที่

     

    “ ทำไมถึงเป็นที่นี่ “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ แผ่นดินนี้ไม่มีรอยต่อกับแผ่นดินอื่น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งเมืองหลวงที่ศูนย์กลางของแผ่นดิน “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ เพราะไม่ต้องติดต่อใครจึงสามารถใช้สถานที่ใดก็ได้ในการตั้งเมืองหลวง “ ปราบเอ่ย

     

    “ อีกอย่างเพราะการกระจายตัวของเมืองใหญ่นั้นมันเป็นเหมือนลักษณะรวมศูนย์ที่ศูนย์กลาง “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้า

     

    “ พักสักหน่อยแล้วค่อยออกลุยต่อ เพราะยังมีอีกหลายเมืองที่ยังไม่ได้ไปจัดการอสูร “ ปราบพึมพำ

     

    ผู้คนที่ชมการถ่ายทอดสดของชายหนุ่มต่างก็ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดให้ดู กลายเป็นคำถามมากมายว่าแผ่นดินนี้อยู่ที่โลกนี้รึไม่ หากอยู่แล้วเหตุใดหลายอย่างจึงไม่เหมือนกันซะทีเดียว

     

    พวกเขาต่างนั่งคิดนอนคิดยืนคิดทำเอาวุ่นวายกันไปใหญ่

     

    หลังจากที่ชายหนุ่มพักผ่อนแล้วเสร็จเขาได้ออกไล่ล่าอสูรอีกครั้ง

     

    เมื่อถึงเวลากลางวันชายหนุ่มกลับไม่พบอสูรยักษ์เลยสักตัว ทำให้เขางุนงงเป็นอย่างยิ่ง

     

    ชายหนุ่มนำเอาเลือดอสูรออกมาแล้วสาดออกทั่ว

     

    ไม่นานนัก

     

    “ โฮกก “ เสียงร้องคำรามลั่นดังลั่นทั่วอาณา

     

    “ ตึง ตึง ตึง “ เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งกระแทกลงยังพื้นทำเอาพื้นสั่นสะเทือน

     

    ชายหนุ่มยิ้มออกแล้วทะยานร่างเข้าสังหารอสูรอย่างอย่างรวดเร็ว อสูรน้อยใหญ่นับร้อยถูกกระบี่ของเขาผ่าร่างของพวกมันออกเป็นสองส่วนตกตายอนาถ

     

    ชายหนุ่มยั้งมือไว้หนึ่งตัวเพราะต้องการรู้ว่ารังของพวกมันอยู่ที่ไหน

     

    อสูรตัวน้อยคืบคลานไปยังรังของมันอย่างเชื่องช้าเพราะร่างของมันเกือบขาดออกเป็นสองส่วน

     

    ชายหนุ่มมองยังอสูรตัวน้อยที่กำลังจะเข้าไปในรังที่อยู่ในห้วงมิติ หัวคิ้วของเขาพลันขมวดเข้าเป็นปม

     

    “ นั่นมันอะไร “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ เจ้านายนั่นคือรูปแบบห้วงมิติที่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการใช้อักขระห้วงมิติ มันเป็นอีกดินแดนแห่งหนึ่งที่ปราศจากโลกภายนอก “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ เราสามารถมีที่ดินเป็นของเราเองโดยที่ไม่ต้องซื้อ “ ปราบเอ่ย

     

    “ ถูกต้อง “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ ทั้งยังต้องการขนาดเท่าใดก็สร้างเอา “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ เช่นนี้ก็มีด้วย “ ปราบเอ่ย

     

    “ ใช่ เช่นนี้แหละที่ทุกคนต้องการ “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ เดี๋ยวนะ “ ปราบเอ่ย

     

    “ ที่นี่ก็เป็นแผนดินในห้วงมิติสิ “ ปราบเอ่ย

     

    “ คาดว่าจะเป็นเช่นนั้น และหากเป็นจริงผู้ที่สร้างคงอยากให้เผ่าพันธุ์ของตนคงอยู่ เมื่อสร้างเสร็จจึงได้นำเอาผู้คนเข้ามาหลบภัย แต่ผู้ใดจะรู้ว่าอสูรก็เชี่ยวชาญห้วงมิติเช่นกัน “ ปราบเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ

     

    “ เรื่องราวยิ่งลึกลับวับซ้อนมากขึ้น “ ปราบเอ่ย

     

    “ จากแค่สำรวจแดนดิน กลับกลายเป็นต้องมาหาความลับของต่างโลก “ ปราบเอ่ยแล้วพ่นลมหายใจออกอย่างแรง

     

    ไม่นานนัก อสูรนับพันได้กรูออกมาจากห้วงมิติ

     

    ชายหนุ่มยิ้มร่าแล้วเข้าสังหารพวกมันในทันใด

     

    เมื่อจัดการทุกอย่างแล้วเสร็จเขาให้อัลตรอนศึกษารูปแบบของห้วงมิติไว้

     

    “ เจ้านายใช้กระบี่ฟันลงไปโดยตรงเป็นการทำลายห้วงมิติได้ “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้า

     

    “ ไป “ ชายหนุ่มออกสำรวจพื้นที่โดยให้อัลตรอนทำการสแกนหาห้วงมิติแล้วทำเครื่องหมายไว้

     

    เขาไม่ได้อยากจะทำลายประตูมิติเพราะมันจะกระทบกับสิ่งใดหรือไม่เขานั้นยังไม่ทราบ จึงอยากที่จะให้รู้แน่ชัดเสียก่อนแล้วค่อยจัดการ

     

    ชายหนุ่มใช้เวลาไปอีกหลายวันในการสแกนประตูมิติแลสังหารอสูร

     

    เมื่อมาถึงยังจุดแสงที่คิดว่าจะเป็นเมืองหลวง

     

    เขาให้แปลกใจยิ่งที่เมืองหลวงนั้นไม่ได้ถูกทำลายลง มันยังสภาพดีและไม่มีสิ่งใดแตกบิ่นแม้นแต่น้อย

     

    “ มันเป็นไปได้เช่นใด “ เขาพึมพำ

     

    “ เจ้านายไม่พบสิ่งมีชีวิต ไม่พบโครงกระดูก “ อัลตรอนเอ่ย

     

    “ รึว่าผู้คนจะอพยพก่อนที่อสูรจะมาถึง “ ปราบพึมพำ

     

    “ เป็นไปได้ “ เขาพยักหน้าช้าๆ

     

    ชายหนุ่มกวาดตามองทั่ว เขาพบพานกับสิ่งปลูกสร้างที่รวมความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมของแต่ละประเทศเข้าด้วยกันแล้วสร้างเป็นอาคารหลังใหญ่หลายหลัง ทั้งทั่วเมืองยังมีเมืองจำลองของแต่ละประเทศอยู่ด้วย

     

    “ เมืองจำลองพวกนี้ชี้ให้เห็นได้เลยว่าพวกเขาเป็นพวกเรา ดีไม่ดีอาจเป็นอนาคตของพวกเรา “ ปราบเอ่ย

     

    ผู้คนที่มองยังภาพต่างสูดหายใจเข้าลึก ทั้งยังเกิดความคิดขึ้นมากมาย

    คล้ายกับเรื่องปราบพิภพสยบสวรรค์ ที่คุณอ่าน