แต่กู่เซียวเฟิงนั้นไม่ได้สนใจเลยสักนิด
เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของหลินหยางมาแล้วรู้สึกว่าจะเป็นยอดฝีมืออายุน้อยที่สามารถนำเหล่าอาณาจักรต่างๆ ในดินแดนฝั่งทิศตะวันตกและทิศใต้ในการกวาดล้างพวกลัทธิหมื่นวิญญาณจนสิ้นซาก
แต่กับแค่ลัทธิหมื่นวิญญาณมันไม่มีอะไรน่าตกใจเลยสักนิด
เขาไม่รู้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณได้เชิญยอดฝีมือระดับโพ่ไห่อย่างเมี่ยชางเซิงมาด้วยเขายิ่งไม่รู้เลยว่าภายในโล่ที่เขาโยนทิ้งลงพื้นนี่มีความสามารถอันทรงพลังในระดับที่ตัวเขายังดูไม่ออกอยู่...
เขาที่มาจากศาสนาดาบเทวะอันสูงส่งนั่น ทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนกลายเป็นความประมาทในท้ายที่สุดมันก็จะต้องเสียท่าให้กับหลินหยางอย่างอนาถแน่นอน
กู่เซียวเฟิงกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ขยะแบบนี้ก็ยังถูกเอามาเทียบเคียงกับกระบี่ประกายโลหิตของข้าอย่างนั้นหรือทวีปชี่อู่นี่ช่างน่าขันสิ้นดี...”
คำพูดประโยคนี้ได้ทิ่มแทงฝังลึกเข้าไปในหัวใจของผู้คนอย่างเจ็บปวดอีกครั้ง
กู่เซียวเฟิงเลื่อนสายตามาที่ผลงานชิ้นสุดท้าย “ขลุ่ยเพรียกวิญญาณ”
มันคือขลุ่ยที่ทำจากไม้ไผ่ชนิดหนึ่งซึ่งมีสีเขียวอมดำบนตัวขลุ่ยนั้นถูกสลักเป็นสัญลักษณ์รูปใบไผ่ใบไผ่แต่ละใบล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากทักษะสลักอักษรทั้งสิ้นทั้งหมดรวมกันกลายเป็นสุดยอดยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันหนึ่งชิ้น
“นางฟ้าโยวหมาน ไม่ได้พบกันนานเลยดูสบายดีนะ!!”
ในขณะที่ผู้คนกำลังคิดว่ากู่เซียวเฟิงกำลังจะทำลายอาวุธชิ้นสุดท้ายแล้วนั่นเองท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที พลันทักทายให้กับฝั่งภูเขาหมื่นอสูรทันที
ผู้คนถึงได้รู้ตัวว่า
โยวหมานจากภูเขาหมื่นอสูรคนนั้นจะต้องเป็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ที่แข็งแกร่งพอๆ กับกู่เซียวเฟิงแน่นอน!!
โยวหมานนั้นเป็นสาวงามที่ดูเยาว์วัยและน่าหลงใหลสุดขีดคนหนึ่ง
ในกลุ่มยอดฝีมือของพวกภูเขาหมื่นอสูรนั้น มีสตรีคนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าแปลกประหลาดอยู่คนหนึ่งดูท่าทางน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปีสวมใส่เสื้อหนังอสูรแบบรัดรูปซึ่งเผยให้เห็นท่อนขาอันเรียวยาวงดงามอย่างสมบูรณ์แบบออกมาให้เห็นซึ่งมันสามารถทำให้ผู้ชายทุกคนที่ได้เห็นต่างก็ต้องรู้สึกเลือดลมสูบฉีดจนร่างกายร้อนรุ่ม
นางมีผิวสีเหลืองอ่อนเหมือนข้าวสาลีที่ดูสุขภาพดีดูมีชีวิตชีวาและเร่าร้อน แค่นางยืนเฉยๆ ด้วยท่าทางเคร่งขรึมเย็นชาอยู่ตรงนั้นก็สามารถกระตุ้นให้ผู้ชายทั้งหลายเกิดความคิดที่อยากจะกดนางลงพื้นแล้ว
ช่างเป็นลูกแมวน้อยที่ดูยั่วยวนเผ็ดร้อนอะไรขนาดนี้
โยวหมานนั้นขมวดคิ้วมองไปที่กู่เซียวเฟิงด้วยแววตาเย็นชาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาปรากฏตัวขึ้นมาแล้วเห็นได้ชัดว่านางเองก็รังเกียจความป่าเถื่อนจองหองของอีกฝ่ายเหมือนกัน
ศาสนาดาบเทวะกำลังช่วยศาสนาดาบสวรรค์เพิ่มบารมีในทวีปชี่อู่อยู่
โดยมีกู่เซียวเฟิงที่เป็นตัวแทนในการแสดงอำนาจของพวกมันให้ผู้คนทั้งหมดได้เห็น
ในฐานะที่โยวหมานเป็นตัวแทนของ “ถ้ำกิเลนเหนือ”นิกายใหญ่ที่อยู่ใน “ภพสัตว์” แล้วพวกเขาย่อมต้องไม่ต้องการให้ศาสนาดาบเทวะและดาบสวรรค์เป็นใหญ่ในทวีปชี่อู่แต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว
ดังนั้นนางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
บรรยากาศที่ให้ความรู้สึกราวกับสัตว์ร้ายอันดุดันนั้นค่อยๆ แผ่ซ่านออกมารอบตัวนางราวกับแม่เสือสาวที่ถูกศัตรูรุกล้ำอาณาเขตจึงได้โชว์เขี้ยวเล็บอันแหลมคมออกมาข่มขู่
“ฮ่าฮ่าสเน่ห์ของท่านนางฟ้าไม่ลดไปจากตอนที่เจอกันครั้งก่อนในภพสุขาวดีเลย ไม่รู้ว่าพลังของท่านจะยังโหดเหี้ยมดุดันเหมือนในอดีตอยู่รึเปล่า?เซียวเฟิงอยากจะลองประมือกับท่านดูสักครั้งมานานแล้ว...”
เป้าหมายของกู่เซียวเฟิงผู้นี้ค่อนข้างชัดเจนจริง
มันต้องการสยบทุกขุมอำนาจทั้งหมดในที่แห่งนี้ เพื่อให้พวกที่อยู่ในทวีปชี่อู่ทั้งหมดได้รับรู้ถึงอำนาจและความแข็งแกร่งของพวกเขาศาสนาดาบสวรรค์เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ศาสนาดาบสวรรค์ต่างหากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปชี่อู่อย่างแท้จริง!
มันจึงได้ท้าทายนางฟ้าโยวหมานให้ประลองฝีมือกับเขาสักตั้ง
เพียงแต่ในจังหวะที่โยวหมานกำลังจะลุกขึ้นมานั่นเอง หญิงงามผู้นี้ก็พลันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ
เอ๊ะ?
กู่เซียวเฟิงเห็นนางเกิดอาการตกใจขึ้นจากนั้นผู้ชมทั่วบริเวณก็พลันส่งเสียงประหลาดใจออกมา
ไม่จริงน่า!
เขาเดินออกมาแล้ว?
เกิดอะไรขึ้น?
กู่เซียวเฟิงรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นจึงหันหลังกลับไปดู จากนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นอย่างเย็นชาทันที
หลินหยาง
กำลังเดินลงจากเวทีย่อยของกลุ่มใต้หล้าอย่างช้าๆจากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวเดินไปทางลานประลองแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้าเขา
“แม่เจ้า อย่าบอกนะว่าไอ้หลินหยางนั่นมันจะไปท้าประลองกับกู่เซียวเฟิงน่ะ?”
บรรยากาศบนอัฒจันทร์ของเหล่าผู้ชมพลันร้อนแรงขึ้นมาทันที
สำหรับเหล่าชาวเมืองธรรมดาในทวีปชี่อู่แล้วยอดฝีมือระดับโพ่ไห่นั้นเป็นตัวตนที่ไม่ต่างอะไรกับเทวดาเลยด้วยซ้ำพวกเขาไม่ได้เจอยอดฝีมือระดับนี้มานานหลายสิบปีแล้วยอดฝีมือระดับนั้นจะต้องแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทานแน่นอน
ต่อให้ปีศาจน้อยหลินหยางจะแข็งแกร่งจนถึงระดับไร้เทียมทานในดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ตามแต่คราวนี้อีกฝ่ายมันอยู่ในระดับโพ่ไห่เลยนะ!!
เพียงแต่ว่าในขณะที่ผู้ชมทั้งหลายยังตั้งตัวกันไม่ติดอยู่นั้นบนเวทีย่อยของกลุ่มใต้หล้าก็มีเสียงตะโกนสุดแรงจนราวกับลำคอกำลังจะถูกฉีกขาดก็ไม่ปานดังขึ้นสองเสียง
“พี่หลิน! สู้สู้ เล่นไอ้กระจอกอวดดีนั่นให้ตายไปเลยคนบ้าอะไรอวดดีจนน่าหงุดหงิดจริงๆ!!”
จ้าวเหวินชางที่เป็นลูกสมุนหมายเลขหนึ่งของหลินหยางเปิดฉากด่ากราดก่อนโดยไม่ลังเล
“หลินหยางน้อย อย่าทำให้ข้าเสียหน้าล่ะถ้าไม่ไหวก็เปลี่ยนให้ข้าไปแทน กรงเล็บของท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้มันกระหายเลือดจนเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว...”
ท่านหั่วเอ๋อร์ตอนนี้รู้สึกกรงเล็บคันๆ ทุกครั้งที่มองไปทางกู่เซียวเฟิงมันอยากจะออกไปพ่นไฟเผาใส่ไอ้กระจอกนั่นจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
เหล่าผู้ชมที่ไม่รู้เรื่องอะไรต่างก็งงงวยกันสุดขีด
เพราะท่าทีของพวกกลุ่มใต้หล้านั้นดูสบายเกินไปบางคนก็นั่งดื่มชา บางคนก็คุยเล่นกัน บางคนถึงกับนั่งไขว่ห้างรอดูหลินหยางขึ้นลานประลองด้วยซ้ำมีบ้างบางคนที่ยกสองมือขึ้นเพื่อเชียร์หลินหยางอย่างสนุกสนาน
เอาเป็นว่าไม่มีใครที่ดูกดดันเลยสักคน
คนพวกนี้นี่...ทำเกินไปหน่อยรึเปล่า...
กู่เซียวเฟิงที่ยืนอยู่บนเวทีก็มองลงมาที่หลินหยางที่กำลังค่อยๆก้าวเท้ามาทางเขา ในแววตาของเขาพลันส่องประกายขึ้นมาแวบหนึ่งจากนั้นเขาก็มองเห็นระดับพลังของหลินหยางทันที
อวิ้นหลิงขั้นท้าย
สีหน้าของเขากลับมาดูผ่อนคลายและหยิ่งผยองเหมือนเดิม
“หลินหยางข้าว่าเจ้ารีบหยุดเท้าอยู่ตรงนั้นจะดีกว่านะ ที่นี่ไม่ใช้เขตตะวันตกเฉียงใต้อะไรนั่นของเจ้าเจ้าไม่มีสิทธิ์ขึ้นมายืนอยู่บนลานประลองแห่งนี้”
กู่เซียวเฟิงโอหังสุดขีด
คนที่เก่งพอจะอยู่ในสายตาของเขาได้ ตอนนี้มีแค่โยวหมานจากภูเขาหมื่นอสูรและตัวแทนของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่กล้าปรากฏตัวออกมา สองคนนี้เท่านั้น
หลินหยางมันก็เป็นแค่ไอ้เด็กฟันไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้น
แตว่า
หลินหยางก็ยังเดินหน้าต่อราวกับหูหนวกไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ไม่ได้ขยับสายตาเลยแม้แต่น้อยทำเหมือนกับว่ามองไม่เห็นกู่เซียวเฟิงที่ยืนอยู่บนเวทีนั่นเลย
ตึก
ตึก
ทั่วทั้งลานกว้างแห่งนี้เหลือแค่เสียงก้าวเท้าของหลินหยางเท่านั้นความนิ่งสงบแบบนั้น ความเยือกเย็นแบบนั้นทำเอากู่เซียวเฟิงรู้สึกราวกับว่ามีฝ่ามือเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังตบใส่หน้าเขาอยู่อย่างนั้นเลย
“ไอ้หนู...”
สีหน้าของกู่เซียวเฟิงพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีจิตสังหารพลันปรากฏขึ้นบนดวงตาของเขาแล้ว
หลินหยางใช้เวลาเกือบๆ หนึ่งนาทีในการค่อยๆ เดินมาถึงตรงหน้าลานประลอง
“ไอ้หนู ข้าเตือนแล้วนะลานประลองนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ขึ้นมา ถ้าหากเจ้าเดินหน้ามาอีกแม้แต่ครึ่งก้าว อย่าหาว่าข้า...”
ตึก
กู่เซียวเฟิงพูดยังไม่ทันจบดีหลินหยางก็ได้ก้าวเท้าขึ้นเหยียบบนลานประลองแล้ว
“วอนซะแล้ว!!”
ในดวงตาของกู่เซียวเฟิงพลันระเบิดแสงอันเยือกเย็นออกมากระบี่ประกายโลหิตในมือเขาพลันจี้แทงออกไป คมดาบที่รวดเร็วเกินขีดจำกัดของเขาพลันพุ่งไปทางหลินหยางในเสี้ยวพริบตา
นี่คือแพลงดาบอันทรงพลังและรวดเร็วที่สามารถบดขยี้ตราผนึกผู้สรรค์สร้างทั่วทั้งสนามไม่มีใครสามารถมองตามคมดาบนี้ได้ทันเลยสักคนต่างก็รู้สึกว่าหลินหยางไม่มีทางหลบพ้นอย่างแน่นอน
ฟึบ
มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หลับตาลงเพราะไม่กล้ามองในใจคิดว่าบนลานประลองคงจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแล้วเป็นแน่
แต่ไม่นาน เหล่าคนที่กำลังปิดตาอยู่ก็ได้ยินเสียงตกใจขึ้นมาว่า
“เฮ้ย เขาไปหลบอยู่ตรงนั้นได้อย่างไรกัน?”
เอ๋เอ๋
พอลืมตาขึ้นมาดู ก็พบกับเรื่องประหลาดทันที
หลินหยางคนนั้นไปปรากฏอยู่ตรงกลางลานประลองได้แบบไร้ซึ่งบาดแผลนอกจากจะไม่โดนฟันแล้วแถมตอนนี้เขายังสามารถเข้าไปหยิบโล่กำแพงแห่งความว่างเปล่าที่เพิ่งโดนเหยียบไปขึ้นมาเป่าเช็ดทำความสะอาด
ฟู่ ฟู่
หลินหยางเป่าฝุ่นที่เปรอะอยู่ออกไป
โอ้โห!!
ไอ้หลินหยางนี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ!!
ผู้คนทั้งหลายเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของเขาแล้ว
การที่สามารถหลบเพลงดาบอันรวดเร็วของกู่เซียวเฟิงได้นั่นหมายความว่าการประลองครั้งนี้จะต้องสนุกมากแน่ๆ
ส่วนคนที่รู้สึกตกใจมากที่สุดก็ย่อมต้องเป็นกู่เซียวเฟิงอยู่แล้ว
ถึงแม้ว่าเพลงดาบที่เขาเพิ่งใช้ออกไปนั้นจะยังไม่ได้ใส่แรงไปเต็มที่ก็ตามแต่มันก็เป็นเพลงดาบที่ระดับอวิ้นหลิงไม่น่าจะสามารถหลบได้...เจ้าหลินหยางนี่มันพอจะมีวิชาอยู่บ้าง
แต่ มันก็แค่นั้น
บนตัวของเขาก็พลันมีประกายแสงสำนึกกระบี่อันเข้มข้นปล่อยออกมากระบี่ประกายโลหิตในมือเขาพลันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังฟ้าดินอันไร้ขีดจำกัดใบดาบของมันพลันมีคมดาบอันบริสุทธิ์ยื่นยาวออกมาประมาณหนึ่งเมตรกว่าทรงพลังพอที่จะแหวกฟ้าผ่าปฐพี
“ไอ้หนู ข้าคงจะดูถูกเจ้าเกินไปหน่อย...แต่เจ้าอย่าคิดว่าแค่มีท่าร่างรวดเร็วนิดหน่อยก็จะสามารถหลบ...”
“ท่านประธานต้วน...งานคัดเลือกวันนี้ยังจะจัดอยู่รึเปล่า?”
หลินหยาง ตัดบทของกู่เซียวเฟิงเป็นรอบที่สองจากนั้นก็มอบสิทธิ์ของการเป็นเจ้าภาพหลักผู้ควบคุมงานทั้งหมดคืนไปให้กับประธานต้วนอวี่
เป็นการยั่วโมโหที่รุนแรงระดับหนึ่งเลย
กู่เซียวเฟิงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นแค่ตัวตลกกระจอกๆ ที่กำลังโดนเมินใส่
ส่วนต้วนอวี่ที่ยืนอึดอัดยู่บนเวทีมาโดยตลอดเองก็อึ้งไปด้วยเหมือนกัน
“เอ่? จะจัดต่อแน่นอนอยู่แล้ว...แต่ว่า คุณชายหลิน...”
เขาไม่คิดว่าหลินหยางจะช่วยเขาแบบนี้เหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังเตือนเขาอยู่ว่า ผู้ที่เป็นเจ้าภาพของงานนี้จริงๆ คือสมาคมนักการช่างต่างหาก!!
“ถ้าอย่างนั้นคู่ต่อสู้ของหลินหยางขอเชิญท่านกู่ผู้นี้เป็นคู่ประลองยุทธภัณฑ์คนแรกของหลินหยางก็แล้วกันเชิญท่านประธานต้วนดำเนินการต่อเลย!”
“อ่า...ได้ ได้อยู่แล้ว!” ต้วนอวี่พลันรู้สึกได้ถึงความเคารพของหลินหยางที่มีให้กับเขาจึงรู้สึกว่าตัวเองพอจะเชิดอกขึ้นมาได้บ้างแล้ว
หลินหยางผู้นี้ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายแต่บนตัวเขาเหมือนมีพลังงานบางอย่างโดยธรรมชาติ
เป็นพลังที่แค่มีเขายืนอยู่ด้วย ผู้คนก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาได้แล้ว
ต้วนอวี่สูดหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างมั่นใจว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าขอประกาศเริ่มการประลองยุทธภัณฑ์ในวันนี้ขึ้นอย่างเป็นทางการโดยคู่แรกเป็นหลินหยางจากกลุ่มใต้หล้า ปะทะกับ กู่เซียวเฟิงจากศาสนาดาบศักดิ์สิทธิ์! ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้พลังในขอบเขตระดับอวิ้นหลิงอย่างเดียวเท่านั้นหากสามารถทำลายอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ หรือว่าสามารถโค่นผู้ใช้อาวุธอีกฝ่ายได้ก็จะเป็นผู้ชนะในการประลองรอบนี้ทันที!”
ชายชราผู้นี้พลันร่ายยาวออกมาในเฮือกเดียว รู้สึกสะใจสุดขีด
พอหันลงมาดูด้านล่าง ก็เห็นกู่เซียวเฟิงกำลังจ้องมาทางเข้าด้วยแววตาเย็นชาอยู่แต่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวเท่าก่อนหน้านี้แล้วแถมยังยืดอกตะโกนหาหลินหยางด้วยเสียงอันดังว่า
“คุณชายหลินสู้ๆ! ข้าเอาใจช่วยท่านฝากท่านจัดการไอ้กู่เซียวเฟิงนี่ด้วย!!”
ติ๋ง
หินหนึ่งก้อนสามารถสร้างระลอกคลื่นในน้ำได้หลายพันครั้ง
คำพูดของต้วนอวี่เป็นเหมือนกับน้ำเย็นๆ ที่ราดใส่กระทะน้ำมันที่กำลังไฟลุกท่วมอย่างเกรี้ยวกราดเพียงครู่เดียวก็ได้กระตุ้นให้เหล่าผู้ชมทั้งหลายระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจมาสักพักแล้วออกมา
แม่มันเถอะ
ซัดมัน!!
เล่นไอ้ตัวอวดเบ่งนี่ให้ตายไปเลย!!
หลินหยาง สู้ๆ!!
สู้สู้ สู้สู้ สู้สู้!!
ผู้คนนับแสนพลันระเบิดความในใจออกมาทันทีท่าทีอันยโสโอหังของกู่เซียวเฟิงเมื่อครู่นี้นั้น มันคือการดูถูกผู้ที่อาศัยในทวีปชี่อู่ทั้งหมดเลยชัดๆ
นอกจากคนในลานกว้างจะระเบิดความในใจออกมาแล้วแม้แต่เหล่านักพนันหลายหมื่นคนที่นั่งดูจากด้านนอกลานกว้างเองก็เริ่มแผดเสียงตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“เล่นไอ้กู่เซียวเฟิงนั่นให้ตายไปเลยต่อให้ข้าต้องแพ้พนันจนหมดตัวข้าก็ยอม ไอ้หน้าแมวนั่น ดาบสวรรค์อะไรของพวกมันถุยเถอะ!”
พริบตานั้นทั่วทั้งบริเวณพลันเต็มไปด้วยเสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้นอย่างเร่าร้อน