“น้องหวังอยู่บ้านหรือไม่?” นางอู๋ที่เพิ่งเดินมาถึงประตูหน้าบ้านของหญิงม่ายหวังตะโกนถามขึ้น
ในชนบทก็เป็นเช่นนี้ หากจะเข้าบ้านใครก็ต้องตะโกนบอกคนในบ้านก่อนว่ามีคนมา แม้ประตูบ้านจะเปิดทิ้งไว้ก็ตาม แต่บ้านหญิงม่ายหวังนั้นต่างออกไป ในบ้านของพวกนางมีหญิงม่ายถึงสองคน จึงไม่สะดวกที่จะคุยกับคนอื่นนัก ดังนั้นประตูบ้านของพวกนางจึงปิดตั้งแต่หัววัน
“อยู่จ้ะ! ฮวาเอ๋อร์รีบไปเปิดประตูเร็ว” เสียงแจ่มชัดของหญิงคนหนึ่งดังมาจากภายในตัวบ้าน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบา
*แกร๊ก!* ประตูค่อย ๆ เปิดออกจากด้านใน เด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบกว่าขวบคนหนึ่งเดินออกมา เมื่อเห็นพวกนางจึงตะโกนทักอย่างร่าเริง “ป้าอู๋มาหรือ รีบเข้ามาเจ้าค่ะ อ๊ะ! นี่ใช่หมิงหัวหรือไม่ รีบเข้ามาสิ” พูดจบนางก็ผลักประตูให้เปิดกว้างอีกนิด และให้ทั้งสองคนรีบเดินเข้าไป
บ้านของสกุลหวังเป็นห้องแถวเรียงติดกันห้าห้อง ปีกตะวันตกมีห้องข้าง ๆ อีกสองห้อง ส่วนข้างบ้านทางปีกตะวันออกนั้นเป็นที่ดินโล่งปลูกผักไว้หลากหลายชนิด พืชผักเหล่านั้นเติบโตขึ้นจนเขียวชอุ่มยิ่งนัก
หญิงม่ายหวังวางชามอาหารไก่ในมือลง จากนั้นจึงล้างไม้ล้างมือแล้วเข้ามาต้อนรับแขก “พี่อู๋ ทำไมวันนี้ถึงว่างมาหากันได้เล่า”
พูดไปพร้อมกับพาคนเข้าไปในห้อง แต่นางอู๋กลับยิ้มและดึงนางไว้ ก่อนจะชี้ไปที่หลี่หมิงหัวและพูดขึ้น “วันนี้ข้าไม่ได้มาหาเจ้า นี่คือหมิงหัวลูกของน้องซูน่ะ วันนี้นางมาหาเจ้าเพราะอยากจะซื้อแม่ไก่แก่ ไม่รู้ว่าเจ้ามีหรือไม่”
เมื่อหญิงม่ายหวังได้ยินว่ามีคนต้องการซื้อแม่ไก่แก่ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็กว้างขึ้นหลายส่วน “แม่หนูหมิงหัวนี่เอง! เหมือนน้องซูมากจริง ๆ แม่หนู ช่วงนี้แม่เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง อีกสองเดือนก็จะคลอดแล้วใช่หรือไม่”
หลี่หมิงหัวยิ้มพลางพยักหน้า และเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ขอบคุณที่ป้าหวังจำได้เจ้าค่ะ ในท้องของแม่ข้าอย่างน้อยก็น่าจะมีเด็กสองคน อาจารย์จับชีพจรนางแล้วบอกว่าอาจจะคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นพวกข้าเลยต้องรีบเตรียมของไว้ก่อน ที่มาวันนี้ก็เพราะอยากจะซื้อแม่ไก่แก่กลับไปสองสามตัว”
แม่ม่ายหวังที่ได้ยินว่ามีนางซูจะได้ลูกแฝดก็ประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบ้านของนางก็มีแต่เด็กแฝดจึงถามขึ้นมาอีก “หมิงหัว แม่ของเจ้าใกล้คลอดบุตรแล้ว หาหมอตำแยได้แล้วหรือยัง”
หลี่หมิงหัวเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง นางจึงไม่ได้คิดอะไรมากมายเช่นนั้น และไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้างสำหรับการคลอดบุตร นางเพียงจัดเตรียมของบางสิ่งไว้สำหรับเด็กทารกตามที่นางซูบอกเท่านั้น ตอนนี้เมื่อถูกคนถามเช่นนั้นจึงงุนงง
ส่วนนางอู๋นั้นกลับตบต้นขาตัวเองแล้วพูดขึ้นเสียงดัง “ไอหยา! ข้านึกแล้วว่าลืมเรื่องอะไรไปสักอย่าง หากน้องหวังไม่เอ่ยเตือนคงจะเกิดปัญหาขึ้นแน่แล้ว”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ตอนนี้ยังเร็วไปด้วยซ้ำ รีบตัดสินใจตอนนี้ก็ยังทัน” เมื่อหญิงม่ายหวังได้ยินก็พูดพลางหัวเราะขึ้นมาทันที
หลี่หมิงหัวเองก็พยักหน้าหงึกหงัก “พอกลับไปแล้วพวกข้าจะไปจัดการเรื่องนี้ แต่ว่าป้าอู๋เจ้าคะ เรื่องนี้คงต้องรบกวนป้าให้ไปเป็นเพื่อนข้าอีกสักรอบ ข้าเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ ไม่รู้เรื่องอะไร ต้องเตรียมอะไรสำหรับการคลอดบุตรบ้างข้าไม่รู้เลย ป้าช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยนะเจ้าคะ”
นางอู๋โบกมือและรีบพูดขึ้น “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง! ส่วนต้องเตรียมของอะไรบ้างนั้น หากมีเวลาแล้วข้าจะพาเจ้าเข้าไปในเมือง และหาซื้อของที่จำเป็นมาเลยในคราเดียว”
หลี่หมิงหัวพยักหน้า ขอบคุณนางอู๋อีกครั้ง จากนั้นจึงพูดกับหญิงม่ายหวัง “ป้าหวัง ท่านขายแม่ไก่แก่ให้ข้าได้กี่ตัวหรือ?”
หวังเหมยฮวาที่เป็นลูกของหญิงม่ายหวัง ขณะนั้นกำลังประคองแม่เฒ่าหวังเดินออกมาจากห้อง สองวันมานี้สุขภาพของหญิงชราไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อได้ยินว่านางอู๋มาจึงบอกให้หลานสาวประคองตนเดินออกมา
“ป้าหวัง ป้ามาได้อย่างไร ข้าได้ข่าวว่าสองวันมานี้ป้าไม่ค่อยสบาย ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว” เมื่อนางอู๋เห็นหญิงชราก็รีบเข้าไปประคองทันที
“ท่านย่าหวัง สวัสดีเจ้าค่ะ” หลี่หมิงหัวเองก็เอ่ยทักอย่างมีมารยาท
“เจ้าคือแม่หนูหมิงหัวสินะ! ตอนนี้แม่เจ้าเป็นเช่นไรบ้างเล่า” แม่เฒ่าหวังเห็นหลี่หมิงหัวจึงเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณท่านย่าหวังที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ตอนนี้แม่ข้าสบายดี” เมื่อได้ยินคนเป็นห่วงผู้เป็นมารดา หลี่หมิงหัวจึงตอบกลับไปด้วยความอบอุ่นใจ
ในตอนที่ออกมาจากบ้านของหญิงม่ายหวัง ในมือของทั้งสองคนต่างมีไก่อยู่คนละสองตัว และยังตกลงกับหญิงม่ายหวังแล้วว่า พอหวังมู่หยางกลับมาแล้ว จะให้เขานำไก่ที่เหลือไปส่ง หวังมู่หยางเป็นลูกชายวัยสิบขวบของหญิงม่ายหวัง วันนี้เขาเองก็ตามพวกหลี่อวิ๋นห้าวไปเก็บสมุนไพรบนเขาด้วยเช่นกัน
.
.
เช้าวันต่อมา หลี่หมิงหัวเดินทางเข้าไปในเมืองพร้อมกับนางอู๋ และแวะไปที่หมู่บ้านสกุลอู๋ที่อยู่ข้างเคียง ที่หมู่บ้านสกุลอู๋นั้นมีหมอตำแยที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง ผู้ใดที่จะคลอดบุตรทั้งในหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านใกล้เคียง ล้วนไหว้วานให้นางเป็นคนดูแลทั้งนั้น หลังจากตกลงเวลากันคร่าว ๆ แล้ว นางอู๋และหลี่หมิงหัวจึงกลับบ้าน พวกนางมาถึงพร้อมกับถุงใบเล็กใบใหญ่จำนวนหนึ่ง
“พี่หญิงใหญ่ พี่ซื้อของมาครบหรือไม่?” หลี่หมิงเยว่มองของที่พี่สาวนำกลับมาพลางเอ่ยถามขึ้น
“ข้าซื้อของที่ท่านแม่จำเป็นต้องใช้ระหว่างคลอดน้องมาแล้ว แล้วข้ายังไปซื้อผ้าฝ้ายที่ตลาดผ้า และสั่งดอกฝ้ายจำนวนหนึ่งมาด้วย ป้าอู๋บอกว่าอีกสองสามวันพวกป้าจางจะมาที่นี่ช่วยพวกเราทำผ้านวมกับเสื้อผ้าฝ้ายน่ะ” หลี่หมิงหัวเล่าเรื่องของที่ซื้อมาในวันนี้ให้ฟัง สุดท้ายจึงพูดถึงเรื่องที่ได้ปรึกษากับนางอู๋เอาไว้แล้วระหว่างทาง
.
.
พริบตาเดียวสามวันก็ผ่านไปแล้ว หลี่หมิงเยว่กำลังนำสมุนไพรที่เก็บมาได้มาทำยา นางเดินออกมาจากห้องปีกตะวันตก เด็กน้อยหลี่หมิงเสียหลี่หมิงจูกำลังช่วยหลี่หมิงหัวตากสมุนไพรอยู่พอดี เมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ สามร่างกำลังทำงานยุ่งกันอยู่ นางก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากยิ้ม
หลี่เหมิงเดินเข้ามาจากข้างนอก เห็นหลี่หมิงเยว่จึงเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง “หมิงเยว่ เมื่อครู่นี้ช่างปูกระเบื้องหลิวบอกว่าพรุ่งนี้ก็สามารถวางคานได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่ให้พวกเจ้าเตรียมของไว้ พวกเจ้าเตรียมไว้แล้วหรือยังเล่า”
“เตรียมไว้นานแล้วเจ้าค่ะ ไม่กี่วันก่อน พวกป้า ๆ ช่วยซื้อกลับมาให้แล้ว” เมื่อหลี่หมิงเยว่ได้ยินว่าจะวางคานที่บ้านใหม่แล้ว นางก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น บ้านหลี่หงก็คึกคักอย่างมาก เมื่อถึงเวลา หลี่อวิ๋นห้าวและหลี่อวิ๋นซู่สองพี่น้องนั่งอยู่บนกำแพง ในมือของแต่ละคนถือสับปะรดเอาไว้ ในใจพลางท่องบทสวดอวยพรที่ฝึกมาหลายรอบตั้งแต่เมื่อคืนวาน ท่องไปพร้อมกับโปรยกระดาษน้ำมันที่ห่อลูกอมและขนมเอาไว้ไป กองห่อขนมเหล่านั้นมีห่อเหรียญทองแดงปะปนอยู่ด้วย
ด้านล่างของตัวบ้านมีผู้คนอยู่คับคั่ง วันนี้เป็นวันที่บ้านของหลี่อวิ๋นห้าววางคาน คนมากมายจึงแห่กันมาร่วมสนุก โดยเฉพาะพวกเด็กในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีคนในหมู่บ้านแต่งงาน หรือยกคานบ้าน ก็ล้วนเป็นเวลาที่เหล่าเด็ก ๆ มีความสุขที่สุด เพราะในวันนั้นฝ่ายเจ้าของบ้านจะโปรยปรายขนมใส่ห่อลงมา และถ้าหากโชคดีหน่อยก็จะเก็บได้ห่อเหรียญทองแดง
จู่ ๆ เด็กที่รอคอยเก็บห่อขนมและเหรียญทองแดงอยู่ด้านล่างก็ตะโกนขึ้นมาอย่างแตกตื่น “อ๊า! มีเหรียญทองแดงจริง ๆ ด้วย ข้าเก็บเหรียญทองแดงได้ล่ะ”
“ข้าเองก็เก็บได้เหมือนกัน” “ข้า ข้าก็เก็บได้” ขณะนั้นเสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศภายในบ้านหลี่หงจึงยิ่งรื่นเริงมากขึ้น
ในขณะนั้น นางเสี่ยวหลี่หวังเองก็เบียดเสียดอยู่ในกลุ่มคนด้วยเช่นกัน นางพยายามเบียดตัวออกห่างจากคนรอบข้าง เท้าเดินไปปากก็ก่นด่าไปด้วย “ไอ้เด็กเวรพวกนี้ ที่แท้ใจกว้างจนน่ารังเกียจ มีเงินก็ไม่มาเคารพผู้อาวุโส ผู้มีพระคุณ แต่กลับมาผลาญกับของพวกนี้ ช่างโง่เง่าเสียจริง”
แต่น่าเสียดาย คนที่นางผลักกลับเป็นนางหลี่หวัง แม่สามีของตน เมื่อถูกผลักหญิงเฒ่าจึงล้มลงไปกองกับพื้น แต่คนผลักไม่ทันที่จะได้อ้าปาก คนถูกผลักก็โวยวายขึ้นมาเสียงดังลั่นเสียก่อน “ตายแล้ว! นี่ต้องการทำอะไรกันแน่หา! จะฆ่าแม่สามีของข้าหรืออย่างไร!”
.
.
.
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
