จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 79: หมู่บ้านไร้วิญญาณ

    ความเงียบงันอันน่าขนหัวลุกที่เข้าปกคลุมป่าดงพญาไฟนั้น หนักอึ้งและกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก


    คำอินทร์และลุงมีดับกองไฟทันทีแล้วรีบเคลื่อนที่ออกจากบริเวณนั้น แฝงกายเข้ากับเงามืดของพงไพร


    ทั้งสองเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบและสอดประสานกันราวกับรู้จักรู้ใจกันมานานปี ประสบการณ์ของจิ้งจอกเฒ่าผสมผสานกับสัญชาตญาณพยัคฆ์หนุ่มได้อย่างลงตัว


    พวกเขาปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง เพื่อสังเกตการณ์จากมุมที่ปลอดภัย จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์แผ่ขยายออกไปกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อค้นหาต้นตอของพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวนั้น


    กระแสพลังที่เขาสัมผัสได้มันแปลกประหลาดอย่างยิ่ง มันไม่ใช่พลังอาคมที่ถูกร่ายขึ้นโดยมนุษย์แต่กลับเป็นพลังงานดิบที่แฝงเร้นอยู่กับธรรมชาติ


    มันให้ความรู้สึกเหมือนความโศกเศร้าที่จับตัวเป็นก้อน เหมือนเสียงคร่ำครวญที่ไร้สุรเสียง มันเย็นเยียบ ชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน


    "มันมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ" คำอินทร์กระซิบเบาๆ "ห่างจากที่นี่ไปประมาณสองลี้ ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่รวมตัวกันหนาแน่นอยู่ที่นั่นแต่มันกลับนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง"


    "สองลี้รึ" ลุงมีครุ่นคิด "ตามแผนที่ในหัวของลุง บริเวณนั้นควรจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านพรานป่าเล็กๆ ที่ชื่อว่า 'บ้านผาเลือด' เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่อยู่กลางป่าลึกแต่ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกตินะ"


    "เราต้องไปดู" คำอินทร์กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว "ความรู้สึกของข้ามันบอกว่า มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นที่นั่น"


    ลุงมีพยักหน้ารับ แม้จะรู้สึกได้ถึงอันตรายแต่ความอยากรู้สอดเห็นของแกก็มีมากกว่า อีกทั้งการได้ร่วมผจญภัยไปกับอสุราน้อยผู้มีพลังอันน่าทึ่ง ก็ทำให้แกมีความกล้ามากกว่าปกติเป็นเท่าตัว


    การเดินทางในความมืดได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดยมีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ ที่ส่องลอดผ่านม่านใบไม้ลงมานำทาง และมีเพียงกระแสพลังอันน่าขนลุกนั้นเป็นเป้าหมาย


    เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าใกล้จุดที่คำอินทร์สัมผัสได้ถึงพลังงาน บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ


    ต้นไม้ในบริเวณนี้เริ่มมีรูปร่างที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ กิ่งก้านของมันงองุ้มลงมาคล้ายกับมือของปิศาจ 


    เปลือกไม้บางต้นมีรอยขีดข่วนเป็นทางยาวราวกับถูกกรงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาตะกุยและที่น่าประหลาดที่สุดคือไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย 


    ไม่มีเสียงของแมลงกลางคืน ไม่มีเสียงร้องของสัตว์ป่า ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบ ราวกับว่าสรรพสัตว์ทั้งป่าต่างก็พากันหลีกหนีออกจากพื้นที่ต้องสาปแห่งนี้ไปจนหมดสิ้น


    และแล้วพวกเขาก็มาถึง


    เบื้องหน้าของพวกเขาคือที่ตั้งของ "บ้านผาเลือด"


    แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น ไม่ใช่ภาพของหมู่บ้านที่สงบสุขแต่มันคือภาพของความพินาศย่อยยับ 


    กระท่อมไม้ไผ่ที่เคยตั้งเรียงรายกันอยู่ บัดนี้กลับพังทลายลง บางหลังก็มีร่องรอยของการถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโก ข้าวของเครื่องใช้ถูกรื้อค้นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ยุ้งฉางที่เคยเก็บเสบียงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีและที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือมีคราบเลือดสีดำคล้ำสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนทุกแห่ง บนพื้นดิน ตามฝาผนังกระท่อมที่ยังหลงเหลืออยู่และบนเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้าน 


    แต่มันกลับไม่มีศพ ไม่มีร่างของผู้เสียชีวิตให้เห็นเลยแม้แต่ร่างเดียว 


    "เกิดอะไรขึ้นที่นี่" ลุงมีอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง "ดูจากสภาพแล้วเหมือนกับถูกโจรป่าบุกเข้ามาปล้นฆ่า แต่ทำไมถึงไม่มีศพเลยหรือว่าพวกมันจะเอาศพไปด้วย"


    คำอินทร์ส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังพลังงานที่มองไม่เห็นซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน


    "ไม่ใช่ฝีมือของโจรป่าธรรมดา" เขากล่าวเสียงเรียบ "พลังอาฆาตแค้นที่นี่มันรุนแรงเกินไป มันคือพลังของดวงวิญญาณจำนวนมากที่ตายอย่างทรมานและไม่เป็นธรรม ดวงวิญญาณของพวกเขายังคงวนเวียนอยู่ที่นี่"


    ลุงมีรีบยกเครื่องรางขึ้นมาป้องกันตัวทันที ขนแขนของแกลุกชันขึ้นมาพร้อมกันโดยอัตโนมัติ


    ทั้งสองค่อยๆ เดินสำรวจเข้าไปในหมู่บ้านร้างแห่งนั้นอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไป ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนผืนดินที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวด


    คำอินทร์หลับตาลง เขาพยายามจะสื่อสารกับดวงวิญญาณเหล่านั้น เขาแผ่กระแสจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาออกไป เพื่อถามไถ่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น 


    แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้กลับมา กลับไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่ปะปนกันไปหมด มีความหวาดกลัว ความโกรธแค้น ความสับสนและความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดแสน


    ราวกับว่าดวงวิญญาณเหล่านี้ได้สูญเสียความทรงจำและความสามารถในการสื่อสารไปแล้ว เหลือเพียงแค่อารมณ์ดิบๆ ที่ยังคงวนเวียนอยู่เท่านั้น


    "พวกเขาตอบสนองไม่ได้" คำอินทร์ลืมตาขึ้นแล้วบอกกับลุงมี "มีบางอย่างที่ชั่วร้าย ได้ทำลายพวกเขา ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่ทำลายไปจนถึงดวงวิญญาณ"


    พวกเขาเดินสำรวจต่อไป จนกระทั่งมาถึงใจกลางของหมู่บ้าน ที่นั่น...มีลานดินกว้างๆ ซึ่งน่าจะเป็นลานสำหรับทำกิจกรรมร่วมกันของชาวบ้านและที่กลางลานนั้นเอง ที่พวกเขาได้พบกับเบาะแสชิ้นแรกและเป็นเบาะแสที่น่าสยดสยองที่สุด


    มันคือ "สัญลักษณ์" ที่ถูกวาดขึ้นด้วยเลือดบนพื้นดิน 


    มันเป็นสัญลักษณ์ของวงกลมที่มีอักขระโบราณที่ดูคล้ายภาษาพม่าล้อมรอบและมีรูปดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง 


    ที่ปลายแฉกของดาวแต่ละด้าน มีร่องรอยของการนำสิ่งของบางอย่างมาวางไว้เป็นเครื่องเซ่นสังเวย แม้ว่าตอนนี้สิ่งของเหล่านั้นจะหายไปแล้วก็ตามแต่กลิ่นอายของมนต์ดำอันชั่วร้ายยังคงคละคลุ้งและเข้มข้นที่สุดในบริเวณนี้


    ลุงมีเมื่อเห็นสัญลักษณ์นั้นก็ถึงกับหน้าซีดเผือด!


    "นี่มัน...นี่มันคือสัญลักษณ์ของ 'พิธีกรรมสูบวิญญาณ'!" แกอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา "มันเป็นมนต์ดำสายพม่าโบราณที่ชั่วร้ายที่สุด! ผู้ที่ทำพิธีนี้ จะสังเวยชีวิตของคนจำนวนมากเพื่อที่จะสูบเอาพลังชีวิตและดวงวิญญาณของเหยื่อ มาเพิ่มพูนพลังอาคมให้แก่ตนเอง!"


    "คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องเป็นจอมอาคมระดับสูงมากและต้องมีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์!"


    คำอินทร์จ้องมองสัญลักษณ์นั้นนิ่ง ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง 


    ภาพของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้แก่จอมอาคมชั่ว มันช่างซ้อนทับกับภาพของครอบครัวเขาที่ถูกสังหารโดยราชครูมินจอส่วยเหลือเกิน


    "แล้ว...แล้วศพของชาวบ้านเล่า...หายไปไหน" ลุงมีถามขึ้น


    "พิธีกรรมนี้มันไม่ได้สูบไปแค่พลังชีวิตและดวงวิญญาณ" คำอินทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "แต่ร่างกายของเหยื่อ ก็จะถูกแปรสภาพกลายเป็น 'ทาสรับใช้' ที่ไร้วิญญาณ กลายเป็น 'ผีดิบ'...เพื่อทำตามคำสั่งของผู้ที่ทำพิธี"


    สิ้นคำพูดของเขา เสียงหักกิ่งไม้ก็ดังขึ้นพร้อมกันจากแนวป่าที่อยู่รอบๆ หมู่บ้าน!


    คำอินทร์และลุงมีหันขวับไปมองทันที!


    ร่างของ "บางสิ่ง" จำนวนนับสิบ กำลังค่อยๆ เดินออกมาจากความมืด 


    พวกมันเคยเป็นมนุษย์ เคยเป็นชาวบ้าน เป็นพรานป่า เป็นผู้หญิงและเป็นเด็ก


    แต่บัดนี้ร่างกายของพวกเขากลับบิดเบี้ยวผิดรูป...ผิวหนังซีดเซียวและมีรอยเน่าเปื่อยแต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตา ดวงตาของพวกเขากลวงโบ๋และไร้แวว มีเพียงแสงสีแดงจางๆ ที่ลุกวาบอยู่ภายใน มันคือดวงตาของผู้ที่ไร้ซึ่งวิญญาณ ไร้ซึ่งความคิด มีเพียงสัญชาตญาณดิบที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าตามคำสั่งของนายเหนือหัว


    "ผีดิบ...กองทัพผีดิบ" ลุงมีกระซิบ ขาของแกเริ่มสั่นอีกครั้ง


    กองทัพที่น่าสะพรึงกลัวนั้น กำลังเดินเข้ามาปิดล้อมพวกเขาทั้งสองจากทุกทิศทาง