ความเงียบงันอันน่าขนหัวลุกที่เข้าปกคลุมป่าดงพญาไฟนั้น หนักอึ้งและกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก
คำอินทร์และลุงมีดับกองไฟทันทีแล้วรีบเคลื่อนที่ออกจากบริเวณนั้น แฝงกายเข้ากับเงามืดของพงไพร
ทั้งสองเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบและสอดประสานกันราวกับรู้จักรู้ใจกันมานานปี ประสบการณ์ของจิ้งจอกเฒ่าผสมผสานกับสัญชาตญาณพยัคฆ์หนุ่มได้อย่างลงตัว
พวกเขาปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง เพื่อสังเกตการณ์จากมุมที่ปลอดภัย จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์แผ่ขยายออกไปกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อค้นหาต้นตอของพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
กระแสพลังที่เขาสัมผัสได้มันแปลกประหลาดอย่างยิ่ง มันไม่ใช่พลังอาคมที่ถูกร่ายขึ้นโดยมนุษย์แต่กลับเป็นพลังงานดิบที่แฝงเร้นอยู่กับธรรมชาติ
มันให้ความรู้สึกเหมือนความโศกเศร้าที่จับตัวเป็นก้อน เหมือนเสียงคร่ำครวญที่ไร้สุรเสียง มันเย็นเยียบ ชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน
"มันมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ" คำอินทร์กระซิบเบาๆ "ห่างจากที่นี่ไปประมาณสองลี้ ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่รวมตัวกันหนาแน่นอยู่ที่นั่นแต่มันกลับนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง"
"สองลี้รึ" ลุงมีครุ่นคิด "ตามแผนที่ในหัวของลุง บริเวณนั้นควรจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านพรานป่าเล็กๆ ที่ชื่อว่า 'บ้านผาเลือด' เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่อยู่กลางป่าลึกแต่ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกตินะ"
"เราต้องไปดู" คำอินทร์กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว "ความรู้สึกของข้ามันบอกว่า มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นที่นั่น"
ลุงมีพยักหน้ารับ แม้จะรู้สึกได้ถึงอันตรายแต่ความอยากรู้สอดเห็นของแกก็มีมากกว่า อีกทั้งการได้ร่วมผจญภัยไปกับอสุราน้อยผู้มีพลังอันน่าทึ่ง ก็ทำให้แกมีความกล้ามากกว่าปกติเป็นเท่าตัว
การเดินทางในความมืดได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดยมีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ ที่ส่องลอดผ่านม่านใบไม้ลงมานำทาง และมีเพียงกระแสพลังอันน่าขนลุกนั้นเป็นเป้าหมาย
เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าใกล้จุดที่คำอินทร์สัมผัสได้ถึงพลังงาน บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้นไม้ในบริเวณนี้เริ่มมีรูปร่างที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ กิ่งก้านของมันงองุ้มลงมาคล้ายกับมือของปิศาจ
เปลือกไม้บางต้นมีรอยขีดข่วนเป็นทางยาวราวกับถูกกรงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาตะกุยและที่น่าประหลาดที่สุดคือไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย
ไม่มีเสียงของแมลงกลางคืน ไม่มีเสียงร้องของสัตว์ป่า ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบ ราวกับว่าสรรพสัตว์ทั้งป่าต่างก็พากันหลีกหนีออกจากพื้นที่ต้องสาปแห่งนี้ไปจนหมดสิ้น
และแล้วพวกเขาก็มาถึง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือที่ตั้งของ "บ้านผาเลือด"
แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น ไม่ใช่ภาพของหมู่บ้านที่สงบสุขแต่มันคือภาพของความพินาศย่อยยับ
กระท่อมไม้ไผ่ที่เคยตั้งเรียงรายกันอยู่ บัดนี้กลับพังทลายลง บางหลังก็มีร่องรอยของการถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโก ข้าวของเครื่องใช้ถูกรื้อค้นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ยุ้งฉางที่เคยเก็บเสบียงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีและที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือมีคราบเลือดสีดำคล้ำสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนทุกแห่ง บนพื้นดิน ตามฝาผนังกระท่อมที่ยังหลงเหลืออยู่และบนเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้าน
แต่มันกลับไม่มีศพ ไม่มีร่างของผู้เสียชีวิตให้เห็นเลยแม้แต่ร่างเดียว
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่" ลุงมีอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง "ดูจากสภาพแล้วเหมือนกับถูกโจรป่าบุกเข้ามาปล้นฆ่า แต่ทำไมถึงไม่มีศพเลยหรือว่าพวกมันจะเอาศพไปด้วย"
คำอินทร์ส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังพลังงานที่มองไม่เห็นซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
"ไม่ใช่ฝีมือของโจรป่าธรรมดา" เขากล่าวเสียงเรียบ "พลังอาฆาตแค้นที่นี่มันรุนแรงเกินไป มันคือพลังของดวงวิญญาณจำนวนมากที่ตายอย่างทรมานและไม่เป็นธรรม ดวงวิญญาณของพวกเขายังคงวนเวียนอยู่ที่นี่"
ลุงมีรีบยกเครื่องรางขึ้นมาป้องกันตัวทันที ขนแขนของแกลุกชันขึ้นมาพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
ทั้งสองค่อยๆ เดินสำรวจเข้าไปในหมู่บ้านร้างแห่งนั้นอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไป ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนผืนดินที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวด
คำอินทร์หลับตาลง เขาพยายามจะสื่อสารกับดวงวิญญาณเหล่านั้น เขาแผ่กระแสจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาออกไป เพื่อถามไถ่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้กลับมา กลับไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่ปะปนกันไปหมด มีความหวาดกลัว ความโกรธแค้น ความสับสนและความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดแสน
ราวกับว่าดวงวิญญาณเหล่านี้ได้สูญเสียความทรงจำและความสามารถในการสื่อสารไปแล้ว เหลือเพียงแค่อารมณ์ดิบๆ ที่ยังคงวนเวียนอยู่เท่านั้น
"พวกเขาตอบสนองไม่ได้" คำอินทร์ลืมตาขึ้นแล้วบอกกับลุงมี "มีบางอย่างที่ชั่วร้าย ได้ทำลายพวกเขา ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่ทำลายไปจนถึงดวงวิญญาณ"
พวกเขาเดินสำรวจต่อไป จนกระทั่งมาถึงใจกลางของหมู่บ้าน ที่นั่น...มีลานดินกว้างๆ ซึ่งน่าจะเป็นลานสำหรับทำกิจกรรมร่วมกันของชาวบ้านและที่กลางลานนั้นเอง ที่พวกเขาได้พบกับเบาะแสชิ้นแรกและเป็นเบาะแสที่น่าสยดสยองที่สุด
มันคือ "สัญลักษณ์" ที่ถูกวาดขึ้นด้วยเลือดบนพื้นดิน
มันเป็นสัญลักษณ์ของวงกลมที่มีอักขระโบราณที่ดูคล้ายภาษาพม่าล้อมรอบและมีรูปดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง
ที่ปลายแฉกของดาวแต่ละด้าน มีร่องรอยของการนำสิ่งของบางอย่างมาวางไว้เป็นเครื่องเซ่นสังเวย แม้ว่าตอนนี้สิ่งของเหล่านั้นจะหายไปแล้วก็ตามแต่กลิ่นอายของมนต์ดำอันชั่วร้ายยังคงคละคลุ้งและเข้มข้นที่สุดในบริเวณนี้
ลุงมีเมื่อเห็นสัญลักษณ์นั้นก็ถึงกับหน้าซีดเผือด!
"นี่มัน...นี่มันคือสัญลักษณ์ของ 'พิธีกรรมสูบวิญญาณ'!" แกอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา "มันเป็นมนต์ดำสายพม่าโบราณที่ชั่วร้ายที่สุด! ผู้ที่ทำพิธีนี้ จะสังเวยชีวิตของคนจำนวนมากเพื่อที่จะสูบเอาพลังชีวิตและดวงวิญญาณของเหยื่อ มาเพิ่มพูนพลังอาคมให้แก่ตนเอง!"
"คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องเป็นจอมอาคมระดับสูงมากและต้องมีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์!"
คำอินทร์จ้องมองสัญลักษณ์นั้นนิ่ง ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง
ภาพของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้แก่จอมอาคมชั่ว มันช่างซ้อนทับกับภาพของครอบครัวเขาที่ถูกสังหารโดยราชครูมินจอส่วยเหลือเกิน
"แล้ว...แล้วศพของชาวบ้านเล่า...หายไปไหน" ลุงมีถามขึ้น
"พิธีกรรมนี้มันไม่ได้สูบไปแค่พลังชีวิตและดวงวิญญาณ" คำอินทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "แต่ร่างกายของเหยื่อ ก็จะถูกแปรสภาพกลายเป็น 'ทาสรับใช้' ที่ไร้วิญญาณ กลายเป็น 'ผีดิบ'...เพื่อทำตามคำสั่งของผู้ที่ทำพิธี"
สิ้นคำพูดของเขา เสียงหักกิ่งไม้ก็ดังขึ้นพร้อมกันจากแนวป่าที่อยู่รอบๆ หมู่บ้าน!
คำอินทร์และลุงมีหันขวับไปมองทันที!
ร่างของ "บางสิ่ง" จำนวนนับสิบ กำลังค่อยๆ เดินออกมาจากความมืด
พวกมันเคยเป็นมนุษย์ เคยเป็นชาวบ้าน เป็นพรานป่า เป็นผู้หญิงและเป็นเด็ก
แต่บัดนี้ร่างกายของพวกเขากลับบิดเบี้ยวผิดรูป...ผิวหนังซีดเซียวและมีรอยเน่าเปื่อยแต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตา ดวงตาของพวกเขากลวงโบ๋และไร้แวว มีเพียงแสงสีแดงจางๆ ที่ลุกวาบอยู่ภายใน มันคือดวงตาของผู้ที่ไร้ซึ่งวิญญาณ ไร้ซึ่งความคิด มีเพียงสัญชาตญาณดิบที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าตามคำสั่งของนายเหนือหัว
"ผีดิบ...กองทัพผีดิบ" ลุงมีกระซิบ ขาของแกเริ่มสั่นอีกครั้ง
กองทัพที่น่าสะพรึงกลัวนั้น กำลังเดินเข้ามาปิดล้อมพวกเขาทั้งสองจากทุกทิศทาง