เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 41 เหตุใดจู่ ๆ นางจึงกลายเป็นฝ่ายอึดอัดเสียเอง?

            หลินซีอดกังขาไม่ได้ บุรุษผู้ดูจะยึดมั่นในขนบอย่างเสิ่นเฉิน จะไม่ถือสาจริง ๆ หรือ…ที่ภรรยาคิดจะเปิดหน้าออกไปทำการค้านอกบ้าน?

            เสิ่นเฉินมองหลินซีคล้ายประหลาดใจเล็กน้อย “เหตุใดข้าต้องถือสา? ตราบใดที่สิ่งที่เจ้าทำไม่ได้ส่งผลกระทบในทางร้ายต่อข้ากับลูก ๆ ข้าก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องก้าวก่ายเรื่องของเจ้า”

            ‘ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้นับว่าเป็นผลดีต่อพวกเขาทั้งบ้านเสียด้วยซ้ำ’

            ทว่าหลินซีฟังแล้วกลับตีความไปอีกอย่าง ‘อ้อ จริงสินะ ลืมไปเสียสนิท เสิ่นเฉินไม่ได้นับว่านางเป็นภรรยาที่แท้จริงของเขาเสียหน่อย เป็นเพียงสตรีที่กำลังจะหย่าขาดจากกันในไม่ช้า ไม่มีสิ่งใดต้องผูกมัดต่อกันแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ต้องการก้าวก่ายเรื่องของ ‘คนที่กำลังจะเป็นคนอื่น’ อย่างนาง’

             หญิงสาวเอื้อมมือไปตบไหล่เสิ่นเฉินเบา ๆ พลางกล่าว “ข้าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วละ” แต่ดวงตาของคนเข้าใจกลับหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

            เสิ่นเฉิน : “…” 

            ‘เข้าใจ?... เขาไม่รู้สึกสักนิดว่านางจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงในวาจาเขาเลย… ไม่เลยแม้แต่น้อย!’

            ทว่าทันใดนั้น เสียงเรียกขานเล็ก ๆ ก็ดังมาจากอีกฟากถนน เป็นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ตะโกนเรียกบิดาและแม่เลี้ยง “ท่านพ่อ! ท่านน้าหลิน! มาเร็วเข้าขอรับ พวกเราเลือกของเสร็จแล้ว!”

            ภาพเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ผิวนุ่มขาวเป็นเต้าหู้ตัดกับสีแก้มแดง ๆ น่าเอ็นดู กำลังส่งยิ้มร่าร้องเรียกหา ช่วยขจัดความรู้สึกหดหู่ในใจหลินซีออกไปได้มาก หญิงสาวจึงตะโกนตอบกลับทันที “ไปเดี๋ยวนี้ละจ้ะ!”

            เสิ่นเฉินได้แต่มองตามร่างบางที่หันหลังวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว แล้วลอบถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะก้าวยาว ๆ ตามไป

            นี่นับเป็นครั้งแรกที่เด็กทั้งสี่แห่งบ้านสกุลเสิ่นได้มาเที่ยวที่ตลาดนัดในตัวอำเภอ แม้ว่าต้าเป่าจะเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นก็เพียงมาซื้อลูกเจี๊ยบและรีบกลับ ไม่ได้อยู่นานนัก และที่สำคัญ เขายังไม่มีโอกาสได้เดินเที่ยวชมอะไรเลย

            เวลานี้ เจ้าตัวน้อยทั้งสี่จึงตื่นเต้นสนุกสนานกับการเดินชมตลาดขนาดใหญ่แห่งนี้อย่างมาก ที่นี่มีแผงขายสินค้ามากมายละลานตา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกหูแปลกตา ดูน่าสนใจไปหมดสิ้น 

            แทบทุกแผงลอยที่พวกเขาเดินผ่านจะต้องมีสักหนึ่งหน่อที่หยุดยืนมอง และหลายครั้งก็มีใครสักคนติดใจในสินค้าจนอดไม่ได้ ต้องใช้มือเล็ก ๆ ลูบ ๆ คลำ ๆ ด้วยความสนใจใคร่รู้ 

            เด็ก ๆ อาจไม่มีเงินจ่าย แต่คนหวั่นไหวกลับเป็นผู้ใหญ่ที่พามา 

            ยามเห็นว่ามีสิ่งใดที่ใครสักคนในสี่เป่าดูชื่นชอบและสนใจมากเป็นพิเศษ ใจของหลินซีก็มักจะอ่อนยวบ มือก็พานจะล้วงเข้ากระเป๋า ควักเอาเงินออกมาจ่ายอยู่ร่ำไป สุดท้ายเมื่อนึกขึ้นได้ถุงเงินก็เบาโหวง แต่พอเห็นเหล่าเจ้าตัวเล็กยิ้มร่าอย่างรื่นเริง ความเสียดายก็หายเป็นปลิดทิ้ง 

            ขณะเดียวกัน ความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดที่เด็ก ๆ มีต่อแม่เลี้ยงผู้เคยใจร้ายก็ค่อย ๆ งอกเงยขึ้นโดยไม่รู้ตัวตามไปด้วย

            ต้าเป่าเป็นพี่ใหญ่โตกว่าใครเพื่อน และยังคงมีสติมั่นคง จึงไม่หลงระเริงไปกับของเล่นแปลกใหม่เหมือนน้อง ๆ เขาเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยกับหลินซี 

            “ท่านน้าหลิน อย่าซื้อมากเกินไปเลยขอรับ เอาของชิ้นนี้...กับชิ้นนั้น...ไปคืนเถอะ เปลืองเงินเกินไปแล้ว”

            เอ้อร์เป่าฟังแล้วพลันคิดได้ มอง ‘กองสมบัติ’ ของตนเองอย่างอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ยังฝืนใจกล่าว “ของข้า…ก็ไม่เอาแล้วขอรับ” 

            ทว่าแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นหน้ากากไม้กับกลองป๋องแป๋งที่ชอบเป็นพิเศษ จึงเอ่ยด้วยท่าทีอึกอัก “แต่ว่า...สองชิ้นนี้...ข้าชอบมาก พวกเราเก็บไว้ไม่ได้หรือ?”

            หลินซีเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องคืนหรอก นาน ๆ จะได้เข้าเมืองมาเที่ยวเล่นสักที พวกเจ้าชอบก็ซื้อเก็บไว้เถอะ ถือเป็นรางวัลที่ช่วงนี้พวกเจ้าเป็นเด็กดีและเชื่อฟังก็แล้วกัน” พูดจบก็ใช้ศอกกระทุ้งเสิ่นเฉินเบา ๆ 

            ชายหนุ่มเข้าใจความหมาย จึงเอ่ยเสริมเสียงเรียบ “ช่วงหลังจากนี้ที่บ้านคงจะยุ่งมาก พ่อคงไม่มีเวลาพาพวกเจ้าเข้าเมืองอีกพักใหญ่ ตอนนี้ถ้าชอบสิ่งใดก็ซื้อเก็บไว้เถอะ”

            ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก ไม่อาจปิดบังความดีใจและความตื่นเต้นไว้ได้มิด ได้ยินคำอนุญาตก็ตาเป็นประกาย ทั้งลูบทั้งคลำของเล่นชิ้นใหม่อย่างทะนุถนอม แต่หลังจากนั้นก็รู้จักยับยั้งชั่งใจมากขึ้น ไม่ได้ร้องขอสิ่งใดเพิ่มเติมอีก

            หลินซียิ้มบาง ๆ หันไปมองน้องเล็กอีกสองคน ซานเป่าเลือกซื้อแต่ขนมและของกินเล่นเป็นส่วนใหญ่ ส่วนซื่อเป่ากลับเลือกซื้อปิ่นปักผมไม้และดอกไม้ประดับผมสองสามชิ้น

            นางจำได้ว่า ครั้งแรกที่ซื่อเป่ายอมเข้าใกล้นาง ก็เพราะนางช่วยถักเปียประดับดอกไม้สวย ๆ ให้เช่นนี้นี่เอง

            หลินซีจึงหันไปบอกเสิ่นเฉิน “ข้าจะพาซื่อเป่าไปเดินดูร้านเครื่องประดับอื่น ๆ อีกสักหน่อย ส่วนเจ้าก็ช่วยดูแลสามหนุ่มนี่ไปก่อน เมื่อเช้าที่ข้าบอกเจ้าว่าเราต้องซื้อผักสด แป้ง และของใช้จำเป็นอื่น ๆ หากเจ้าเจอร้านที่เหมาะสมก็ซื้อได้เลยนะ”

            เสิ่นเฉินพยักหน้ารับคำ

            หลินซีจึงจูงมือเล็ก ๆ ของเด็กหญิง เดินแยกไปยังถนนอีกสายหนึ่ง ด้วยนางเองก็นึกอยากจะหาซื้อปิ่นปักผมและเครื่องประดับศีรษะให้ตนเองบ้างเช่นกัน

            ซื่อเป่ากะพริบตาปริบ ๆ เงยหน้าขึ้นถามเสียงใส “ท่านน้าหลิน ต่อไปท่านน้าจะประดับดอกไม้สวย ๆ ให้ซื่อเป่าทุกวันเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

            “แน่นอนอยู่แล้วสิ!” หลินซีใช้ปลายนิ้วเขี่ยแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มของเด็กหญิงเบา ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้น แล้วกล่าวกับเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มตาหยี “ซื่อเป่าของน้าน่ารักถึงเพียงนี้ ย่อมต้องแต่งตัวให้งดงามทุกวันอยู่แล้ว”

            ซื่อเป่าไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ จ้องมองคนอุ้มนิ่ง ๆ ครู่ใหญ่ ก่อนจะซบใบหน้าน้อย ๆ ลงกับซอกคอของอีกฝ่าย พร้อมกับใช้แขนป้อมสั้นทั้งสองข้างโอบรอบลำคอระหงไว้แน่น

            หลินซีชะงักไปเล็กน้อย

            อึดใจต่อมา น้ำเสียงซื่อใสไร้เดียงสาของซื่อเป่าก็กระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู “เช่นนั้น… ต่อไปซื่อเป่าก็จะชอบท่านน้าหลิน...รักท่านน้าหลินตลอดไป… ตลอดไปเลยนะเจ้าคะ”

            หลินซีรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสั่นหวั่นไม่มั่นคงและความหวาดกลัวจาง ๆ ที่แฝงอยู่ในวาจาและน้ำเสียงนั้นได้… หัวใจของหญิงสาวพลันอ่อนยวบลงทันใด

            …อันที่จริง หลินซีเองก็พอสัมผัสได้มาว่า ซื่อเป่ายังคงหวาดระแวงในตัวนางอยู่มาก ซึ่งนั่นก็เข้าใจได้ เหตุผลคงมาจากการกระทำในอดีตของเจ้าของร่างคนเก่าที่สร้างรอยร้าวและบาดแผลลึกฝังไว้ในใจเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้

            อีกทั้งยามนี้ นางกับเสิ่นเฉินก็ยังไม่มีวี่แววจะหย่าขาดจากกัน ซื่อเป่าจึงอาจจะเข้าใจไปว่า แม่เลี้ยงที่ชื่อหลินซีจะอยู่ที่บ้านตลอดไป และเด็กหญิงคงจะกลัวว่า หากตนยังแสดงท่าทีต่อต้านออกมาจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศภายในครอบครัว จิตใต้สำนึกจึงสั่งการให้เด็กน้อยพยายามเมินเฉยต่อความหวาดระแวง รวมถึงแผลในใจ และยอมรับ ‘การกระทำเพื่อไถ่โทษ’ ต่าง ๆ ที่นางเพียรพยายามทำให้อย่างเงียบงัน

            ซื่อเป่าตัวน้อย แม้จะยังเยาว์วัยนัก แต่กลับเป็นเด็กหญิงที่ช่างคิดช่างทำ ความคิดของนางช่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อนเกินวัยไปมากจริง ๆ…

            เมื่อคิดได้แบบนั้น หัวใจของหลินซีก็พลันปวดหนึบหนักหน่วง นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกอย่างแท้จริงว่า… การมีลูกนั้นสามารถทำให้ใจร้าวรานได้มากขนาดนี้

            นางลูบศีรษะเล็ก ๆ ของซื่อเป่าอย่างอ่อนโยน เอ่ยเสียงนุ่ม “ไปกันเถอะ พวกเราไปหาซื้อดอกไม้ประดับผมสวย ๆ ให้ซื่อเป่ากันนะ ต่อไปซื่อเป่าจะได้มีเปลี่ยนทุกวัน ไม่ซ้ำแบบเลย ดีหรือไม่?”

            ซื่อเป่าพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะส่งยิ้มหวานจับใจมาให้หลินซี

    ++++++++++

            กระทั่งดวงตะวันลับขอบฟ้า ครอบครัวสกุลเสิ่นจึงได้เดินทางกลับถึงหมู่บ้านเฉินหยาง

            เนื่องจากซื้อขนมและของกินเล่นกลับมามากมาย เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ที่กินเล่นกันมาตลอดทางจึงยังไม่รู้สึกหิว หลินซีจึงตั้งใจว่าจะเตรียมมื้อค่ำช้าลงกว่าปกติสักหน่อย และบอกให้เสิ่นเฉินเอาเกวียนวัวไปคืนที่บ้านพ่อเฒ่าหลี่ก่อน

            ครั้นชายหนุ่มกลับมาถึงเรือน หลินซีก็รีบเอ่ยถามถึงเรื่องของหลี่สุ่ยเซิงทันที

            เสิ่นเฉินตอบสั้น ๆ “เขาไม่อยู่บ้าน มีเพียงพ่อเฒ่าหลี่อยู่” 

            แต่หลังจากหยุดไปชั่วครู่ก็กล่าวต่อ “พ่อเฒ่าหลี่ฝากข้ามาบอกเจ้าว่า เมื่อเช้าที่เจ้าไปหาแล้วไม่พบหลี่สุ่ยเซิง พ่อเฒ่าช่วยเล่าเรื่องที่เจ้าอยากให้บุตรชายเขาช่วยนำทางเข้าป่าให้เขาฟังแล้ว แต่หลี่สุ่ยเซิงบอกว่าช่วงนี้ไม่สะดวก จึงไม่อาจนำทางให้เจ้าได้”

            หลินซีนึกในใจ ‘ก็ไม่ยากเกินเดา ถ้าหลี่สุ่ยเซิงยอมรับปากสิน่าแปลก ยิ่งกว่านั้น คำพูดจริง ๆ ที่เขาใช้ก็คงไม่ได้น่าฟังเท่าไหร่ เพียงแต่เพราะพ่อเฒ่าหลี่ช่วยถ่ายทอดให้ฟัง มันก็เลยดูนุ่มนวลก็เท่านั้นเอง…’

            “เหตุใดถึงไม่ถามข้า?” จู่ ๆ เสิ่นเฉินก็โพล่งคำถามออกมา 

            “หืม?”

            เขาเอ่ยต่อเสียงเรียบ “พื้นที่ภูเขาในอาณาบริเวณสิบลี้รอบหมู่บ้าน ข้าคือผู้ที่คุ้นเคยเส้นทางดีที่สุด หากเจ้าอยากเข้าป่า ก็เพียงมาบอกข้าให้นำทาง ไม่จำเป็นต้องไปร้องขอผู้อื่น”

            พอหลินซีได้ฟังก็รีบอธิบาย “ข้าไม่ได้อยากให้เขานำทางจริงจังหรอก ที่ถามแค่อยากลองเชิงดูเท่านั้น…” นางเหลือบมองพวกเด็ก ๆ ที่เริ่มให้ความสนใจ ก่อนจะบอกให้ต้าเป่าพาน้อง ๆ ออกไปวิ่งเล่นในลานบ้านก่อน แล้วจึงหันมาพูดต่อ “—-คือว่า ข้าก็แค่ลองแอบหลอกถามพ่อเฒ่าหลี่ดูน่ะ  ก็…จะให้บอกตามตรงได้อย่างไรว่าข้าไปเพื่อซักไซ้เอาความจริงจากหลี่สุ่ยเซิง? ดูแล้ว ท่าทางพ่อเฒ่าหลี่ก็ไม่น่าจะรู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย 

            อีกอย่าง… ข้าเจอตัวหลี่สุ่ยเซิงแล้วนะ แต่เจ้าลองทายสิว่าข้าเจอใครอยู่กับเขาด้วย?”

            เสิ่นเฉินเลิกคิ้วถาม “ผู้ใด?”

            หลินซีใช้ปลายนิ้วลูบคางเบา ๆ มองสำรวจปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยชื่อหนึ่งช้า ๆ “ฟางซิ่งเอ๋อร์”

            แววตาของเสิ่นเฉินเปลี่ยนไป 

            มัน…ฉายแววฉงนออกจากก้นบึ้ง!?! 

            “นางเป็นใคร? มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ?”

            หลินซีทวนถามเสียงสูง “เจ้าไม่รู้จักนางจริง ๆ หรือ?”

            เสิ่นเฉินรู้สึกว่าคำถามของอีกฝ่ายฟังดูแปลกประหลาด จึงถามกลับ “แล้วเหตุใดข้าต้องรู้จักนางด้วย?”

            มุมปากของหลินซีกระตุกเล็กน้อย นางคิดว่าเสิ่นเฉินกำลังเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่รู้ แต่พอคิดอีกที ด้วยนิสัยเฉยชาของคนตรงหน้าแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่เคยใส่ใจจึงจดจำไม่ได้จริง ๆ นางจึงเปลี่ยนเป็นลองเอ่ยถึงชื่อบิดามารดาของฟางซิ่งเอ๋อร์แทน

            ในตอนนั้น เสิ่นเฉินจึงค่อยนึกออก “อ้อ ที่แท้ก็คือครอบครัวสกุลฟางนั่นเอง” พูดจบ เขาก็คล้ายนึกถึงบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าและแววตาคล้ายชะงักไปเล็กน้อย

            แม้ปฏิกิริยาจะเจือจางบางเบา แต่มีหรือหลินซีที่จับจ้องอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาจะไม่สังเกต เห็นแบบนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นเสียงเนิบนาบ 

            “ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่ได้คิดว่าแม่นางฟางซิ่งเอ๋อร์ผู้นี้จะมีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่พอเห็นว่าหลี่สุ่ยเซิงดูคล้ายจะมีใจปฏิพัทธ์ต่อนาง ข้าจึงลองไปสืบข่าวจากชาวบ้านดู พอได้ฟังมาถึงได้รู้ว่า...นางเคยถูกทาบทามสู่ขอเพื่อแต่งให้เจ้ามาก่อน”

            เสิ่นเฉิน : “…” 

            ชายหนุ่มเงียบไปก่อนจะขมวดคิ้วแน่น ผ่อนลมหายใจช้า ๆ แล้วกล่าวเน้นทีละคำอย่างชัดเจน 

            “แต่ข้าไม่เคยตกลงปลงใจเรื่องแต่งงานกับนาง เป็นฝ่ายครอบครัวสกุลฟางที่ส่งแม่สื่อมาหาข้าถึงบ้าน และข้าก็ปฏิเสธไปชัดเจนแล้ว”

            หลินซีหรี่ตาลง จ้องชายหนุ่มด้วยแววตาแฝงความนัย 

            “นั่นก็ถูก แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่เจ้าเพิ่งบอกปัดนางไปหยก ๆ แล้วก็มาลงเอยกับข้านี่อย่างไร… เจ้าลองคิดดู ในสายตาของแม่นางฟางผู้นั้น ข้าจะไม่กลายเป็นคนที่โผล่มาแย่งชิงคู่หมายของนางไปหรอกหรือ?”

            “…” คนถูกถามไม่ตอบ แต่จ้องหน้านางกลับ นิ่ง…นาน… 

            ในดวงตาคมกริบสะท้อนประกายมืดหม่นล้ำลึก

            และแล้ว—- 

            สมองของหลินซีพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ เมื่อตระหนักได้ว่า ...แท้จริงเสิ่นเฉินก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานกับเจ้าของร่างคนเดิมเช่นกัน! เป็นนางต่างหากที่ดึงดันตามตื๊อเขาไม่ยอมปล่อย!

            “…” คนเพิ่งรู้ตัวพูดอะไรไม่ออก ความร้อนผะผ่าวลามเลียจากแก้มสองข้างไปถึงใบหู

            โธ่เอ๊ย! ทำไมจู่ ๆ จึงกลายเป็นนางที่ต้องมาอับอายขายขี้หน้าเสียเองเล่า?! ยัยเจ้าของร่างเดิมตัวป่วน...ช่างทิ้งเรื่องเดือดร้อนไว้ให้นางตามเช็ดตามล้างจริง ๆ!

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน