ตอนที่26 เงื่อนไขการรักษา
พูดไปได้เพียงครึ่งเดียวทันใดนั้นเขาก็หันไปเห็นว่าเหวินเหยาอยู่ที่นี่เช่นกัน เสียงของเขาชะงักไปเขาหันไปพยักหน้าให้เธอแล้วทักทาย “อาสะใภ้สี่”
เหวินเหยาเองก็พยักหน้าให้เขาเช่นกันเธอยิ้มให้เขาแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “จริงสิ อาเริ่นยาที่เธอพูดถึงเมื่อกี้คือยาอะไรหรือ ? ”
ฉินเริ่นชำเลืองมองไปยังฉินเฟิงอย่างเงียบๆ เมื่อเห็นว่าเขาส่ายหน้าเบา ๆ ฉินเริ่นก็เข้าใจความหมายของเขาแล้วพูดเองเออเองว่า “ไม่มีอะไรครับ สถาบันชีววิทยาขอให้ผมช่วยศึกษาส่วนประกอบของยาบังเอิญว่าเสี่ยวเฟิงอยากเรียนแพทย์ในอนาคต ดังนั้นผมจึงเอามาให้เขาดู”
แบบนี้นี่เอง
เหวินเหยาพยักหน้าเมื่อได้ยินว่าฉินเฟิงอยากเรียนแพทย์เธอจึงหันไปมองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความสงสารเธอลูบหัวเขาอย่างแ่เบา แต่ไม่ได้พูดอะไร
ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้แม่
ไม่นานพวกเขาก็เดินออกมา ฉินเฟิงอยากรู้ผลลัพธ์เร็ว ๆ แต่พอเขาเหลือบไปมองเหวินเหยาเขาจึงระงับความอยากรู้ของตัวเองเอาไว้
เมื่อมาถึงห้องรับแขกก็เห็นว่าโจวโจวเดินเข้ามาจากด้านนอก ในมือของเธอถือกระบี่ไม้ท้อเอาไว้ บนหน้าผากของหนูน้อยมีเหงื่อผุดออกมา
มิน่าล่ะเมื่อครู่นี้ถึงได้ยินเสียงอยู่ด้านนอกหนูน้อยน่าจะฝึกกระบี่อยู่
โจวโจวกำลังเดินเข้ามาด้านในทันทีที่เห็นฉินเริ่น เธอก็ตื่นตัวรีบเอากระบี่ไม้ท้อซ่อนไว้ด้านหลังของตนพลางกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มเจื่อนว่า “อรุณสวัสดิ์ป้าสะใภ้สี่ สวัสดีพี่ใหญ่พี่เจ็ด”
“เฮ้อหยาพ่อเรียกหนูแล้ว หนูไปก่อนนะ” พูด ๆ อยู่ หนูน้อยก็วิ่งไปอย่างรวดเร็วพยายามซ่อนกระบี่ไม้ท้อเอาไว้เพราะกลัวว่าฉินเริ่นจะเห็น
ใครจะไปคิดว่าฉินเริ่นจะเห็นนานแล้วดูจากท่าทางแบบนี้ของเธอ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ดวงตาเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นมาพอดีเมื่อเห็นสายตาของเขา ฉินเฟิงเงียบไปดูเหมือนเขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมน้องสาวตัวน้อยถึงได้กลัวพี่ใหญ่นักหนา
เพราะสายตาของพี่ใหญ่ดูเหมือนมองเห็นสิ่งที่นำมาวิจัยใครเห็นเป็ต้องกลัวทุกคน ขนาดเขายังคิดว่าอีกเดี๋ยวพี่ใหญ่จะจับโจวโจวมัดไว้บนโต๊ะทดลองแล้วจับเธอวิจัยให้ทะลุปรุโปร่งเหมือนหนูตะเภาถึงจะพอใจ
น่ากลัว
โจวโจวค่อนข้างกลัวเช่นกันหลังจากวิ่งขึ้นไปชั้นบน หนูน้อยก็เปิดประตูอย่างเงียบ ๆ และมองออกไป เธอรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าฉินเริ่นไม่ได้ตามมา
ทันทีที่ฉินเลี่ยเข้ามาเขาเห็นท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของเธอจึงเลิกคิ้ว เขายกคอเสื้อเธอแล้วถามว่า “มองอะไร ?”
“มองว่าพี่ใหญ่จะตามมาไหม”โจวโจวพูดไปตามตรง หนูน้อยเกาหัวด้วยความลำบากใจ “พ่อ เมื่อกี้พี่ใหญ่เห็นว่าหนูใช้กระบี่ไม้ท้อด้วยสายตาของเขาน่ากลัวมาก”
แม้ว่าคุณย่าจะคอยย้ำว่าพี่ชายจะไม่ทำให้เธอเป็แผ่นสาวน้อยแต่เธอมักจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ
พี่ใหญ่มองเธอราวกับว่าเขา้าศึกษาเธออย่างละเอียดจากภายในสู่ภายนอก
เธอเล่าให้ฉินเลี่ยฟังทั้งหมด
ฉินเลี่ยฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกอะไร“เป็เื่ปกติ เพราะเดิมทีวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์เป็เื่ที่ขัดกันอยู่แล้วคนที่เรียนวิทยาศาสตร์มีความอยากรู้อยากเห็นมากและสิ่งที่เธอทำเป็สิ่งที่ท้าทายต่อวิทยาศาสตร์จึงเป็เื่ปกติที่อาเริ่นอยากศึกษาเธอ”
“หา? ” โจวโจวมองเขาด้วยความงุนงง “พ่อ วิทยาศาสตร์คืออะไร ? ”
“มันเป็สิ่งที่ตรงข้ามกับเธอเพราะสิ่งที่เธอทำมันไร้หลักวิทยาศาสตร์ ”
“หนูไม่เข้าใจ”โจวโจวส่ายหน้า เพราะตอนอยู่บนูเา อาจารย์เคยสอนแต่คัมภีร์ของขงจื้อส่วนอาจารย์หยวนิก็เอาแต่สอนคัมภีร์เต๋า ไม่มีใครเคยสอนวิทยาศาสตร์ให้หนูน้อย
“งั้นหนูควรทำอย่างไรดี? ”
“ง่ายมากแค่อย่าดูโหงวเฮ้ง จับิญญาและแสดงความสามารถเหนือธรรมชาติต่อหน้าเขา นอกจากนี้ก็ไม่ต้องใช้ยันต์แปลก ๆต่อหน้าเขาด้วย โดยเฉพาะห้ามทำให้แอปเปิ้ลลอยขึ้นจากพื้นเด็ดขาดพี่ใหญ่ของเธอจะได้ไม่กลัวเอา”
มิฉะนั้นจะไม่ได้เป็การเขย่าสุสานของนิวตันเท่านั้นแต่มุมมองและความคิดของหลานชายคนโตอาจพังทลายลงได้
พี่ใหญ่กลัวเป็ด้วยหรือ ?
โจวโจวกลอกตาไปรอบๆ แล้วยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา
เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเลี่ยยกมือขึ้นมาดีดหน้าผากเธอ “หัวเราะอะไร”
“ไม่มีอะไร”โจวโจวรีบปิดปากแล้วส่ายหน้าและเมื่อเห็นว่าเขาแต่งตัวเรียบร้อยดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกเธอก็ถามเขาด้วยความสงสัย “พ่อจะออกไปข้างนอกหรือคะ ? ”
“อืมพอดีมีธุระที่บริษัท จะเข้าบริษัทหน่อย”
“หนูไปด้วย! ” โจวโจวรีบเข้าไปกอดขาเขา
“ไม่ได้วันนี้มีประชุมทั้งวัน เธอเป็เด็กดีอยู่บ้าน แล้วตอนเย็นฉันจะซื้อขนมมาให้กิน”
โจวโจวอยากจะบอกว่าเธอสามารถรอเขาข้างนอกได้พอได้ฟังประโยค่หลัง และนึกถึงความอร่อยของขนมที่กินไปเมื่อวานหนูน้อยก็รีบกลืนน้ำลายลงคอ แล้วพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ได้ค่ะงั้นหนูจะรอพ่ออยู่บ้าน”
เ้าเด็กกินจุกล่อมง่ายจริง ๆ
ฉินเลี่ยกวาดตามองเธอแล้วพยักหน้า“อืม” จากนั้นเขาก็เดินออกไป ที่มุมปากของเขามีรอยยิ้มปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
-
กินข้าวเสร็จแล้วฉินเฟิงกำลังคิดว่าจะพาโจวโจวไปคุยที่ด้านข้างได้อย่างไรก็เห็นว่าโจวโจววิ่งมาหาเขาแล้วเข็นเขากลับห้อง
โจวโจวยังจำคำสัญญาที่เธอให้ไว้กับคุณปู่คุณย่าเมื่อวานนี้ได้เธอจะรักษาพี่เจ็ดให้หายดี
เมื่อเห็นภาพนี้นอกจากปู่ฉินและย่าฉินแล้ว คนอื่นต่างไม่ได้คิดอะไรมากนักพวกเขาคิดแค่ว่าโจวโจวอยากไปเล่นกับฉินเฟิง
ทว่าฉินเริ่นนั้นเขามองไปทางทั้งสองอย่างคลุมเครือ
ส่วนฉินซีวิ่งเข้าไปเพราะอยากจะไปเล่นกับเขาแต่เขาปฏิเสธ
เมื่อเห็นเขาเดินจากไปฉินซีเกาหัวตัวเองด้วยความสงสัย “พี่ใหญ่เป็อะไร ? ดูเหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่ทำไมไม่พาพวกเราไปด้วยล่ะ”
“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวพี่ใหญ่คงกำลังหมายตาลูกพี่ลูกน้องหญิงคนเล็ก เพราะอยากศึกษาเธอแน่ ๆ เลย”เสียงที่ราบเรียบดังขึ้นจากด้านหลังของเขา ฉินซีใจนะโเหยงเขาหันไปมองตามต้นเสียงแล้วมองค้อนกลับไป “พี่สาม ทำไมไม่ให้สุ้มให้เสียงก่อน ใหมดเลย”
ฉินตงจ้องมองเขาใบหน้าไร้ซึ่งคลื่นความรู้สึกใด เขาดูสงบเงียบขณะจ้องไปตามทางที่ฉินเริ่นเดินไปดวงตาฉายแววครุ่นคิด
ทันทีที่ประตูห้องปิดลงฉินเฟิงก็พูดอย่างอดใจไม่ไหวว่า “โจวโจว เมื่อคืนขาของฉันไม่เจ็บแล้วจริง ๆ ด้วย !”
เขาตื่นเต้นมากทว่าโจวโจวกลับโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจทำท่าเหมือนบอสใหญ่ที่ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม“หนูก็บอกแล้วไงว่าหนูสามารถรักษาพี่เจ็ดได้ ถ้ามีหนูอยู่รับรองเลยว่าขาของพี่เจ็ดจะไม่เ็ปอีกแล้วหนูยังสามารถทำให้พี่เจ็ดลุกขึ้นยืนได้ด้วยนะ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ฉินเฟิงถึงกับสูดหายใจด้วยความทึ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างถึงขีดสุดเขามองเธอด้วยความใ ตัวสั่นเทา “จริง จริงหรือ ? ”
“จริงสิ”
โจวโจวตบหน้าอกรับปาก“ให้เป็หน้าที่หนูเอง พี่ไม่ต้องกังวล ! ”
ฉินเฟิงใจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
สุดท้ายเขาก็กัดฟันพูดว่า “ตกลง พี่จะเชื่อโจวโจว ! ”
ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดไม่มีอะไรมากไปกว่าการรักษาสภาพที่เป็อยู่ฉะนั้นในเมื่อมีโอกาสลอง เขาจะลองดูก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อเห็นว่าเขามีท่าทีไม่ยี่หระต่อความตายโจวโจวจึงเขย่งเอื้อมมือไปลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน “พี่เจ็ดไม่ต้องกลัวเชื่อโจวโจวนะ คุณปู่กับคุณย่า แล้วก็พ่อยังเชื่อในตัวหนูเลยพวกเขาให้หนูมารักษาอาการป่วยให้พี่เจ็ด”
คุณปู่คุณย่ากับอาเล็กรู้เื่นี้ด้วยหรือ ?
เมื่อได้ยินแบบนี้ฉินเฟิงก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา เพราะพวกเขาล้วนไม่ใช่คนชอบพูดโกหกกัน
บางทีโจวโจวอาจจะเก่งจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าเขาเชื่อแล้วโจวโจวถึงได้พูดว่า “งั้นพี่เจ็ด พวกเรามาเริ่มรักษากันเถอะ”
“ได้”
ฉินเฟิงยังไม่ทันถามหนูน้อยว่าเขาต้องทำอะไรบ้างก็เห็นว่าเธอเดินเข้ามาอุ้มเขาขึ้นในท่าเ้าหญิง แล้ววางเขาลงบนเตียง
จู่ๆ ร่างของเขาก็ลอยขึ้นไปในอากาศ ฉินเฟิงจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่เบิกกว้างหันหน้าเข้าหาใบหน้าที่อ่อนโยนของเธอ เขาอยู่ใกล้ใบหน้าเธอจนสามารถเห็นความสบาย ๆบนใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน
จริงสิเมื่อวานเธอก็อุ้มเขาขึ้นมาวางบนรถเข็นด้วยท่านี้เหมือนกันแต่ตอนนั้นเขากำลังเหม่อ เลยไม่ได้สังเกตเื่นี้
ตอนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่าน้องสาวตัวน้อยมีพละกำลังเยอะมาก!
โจวโจวไม่ได้สังเกตท่าทีของเขาเธอวางเขาลงบนเตียงแล้วก็เปิดถุงผ้าของตนออกจากนั้นหนูน้อยก็หยิบเข็มทองออกมาจากในถุงผ้าหนึ่งชุดนี่คือสิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่นำมาฝากตอนกลับมาอารามเต๋าเขายังบอกอีกว่าต้องทำงานหลายเดือนถึงจะซื้อเ้าสิ่งนี้มาได้
มันช่างดีจริงๆ ที่สามารถนำเงินที่ได้จากการทำงานมาซื้อเข็มทองชุดนี้ได้ เพราะหากเป็เธอต่อให้ทำงานทั้งชีวิตก็คงไม่สามารถซื้อได้
โจวโจวเก็บความอิจฉาไว้แล้วเดินมาที่เตียง ในขณะที่กำลังจะฝังเข็มให้เขานั้น โจวโจวก็ชะงักไป แล้วพูดว่า“พี่เจ็ด ก่อนที่จะทำการรักษาให้พี่ พี่ต้องรับปากเื่หนึ่งกับหนูได้ไหม”
“เื่อะไรหรือ ? ”
โจวโจวยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูเขา
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอฉินเฟิงมองเธอด้วยความงุนงง
“หา? ”