มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 18 น้ำ + ลม = น้ำแข็ง (2)

    “ใช่แล้ว ได้เจอกันอีกแล้วนะไอ้พวกน้ำเสียทั้งหลาย” เจ้าของเสียงที่ฟังดูเย่อหยิ่งคือผู้พันประสิทธิ์นั่นเอง



    “นั่นใครคะ?” ปลายฝนแอบถามดารินเสียงเบา ๆ แต่เนื่องจากอยู่กันภายในถ้ำ จึงทำให้เสียงที่ถึงแม้จะเบา มันก็ยังส่งไปถึงหูของผู้พันประสิทธิ์จนทำให้เขาหน้าแดงเพราะขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย



    “เธอมาทีหลังนี่นา จะไม่รู้ว่าเป็นใครก็ไม่แปลก” ดารินมองปลายฝนอย่างอ่อนโยนก่อนจะอธิบายให้ฟัง “ชายคนนั้นคือผู้พันประสิทธิ์จากกองทัพนภา”



    ปลายฝนเลิกคิ้วทันทีเมื่อได้ยิน “กองทัพนภา? แสดงว่าเขาเป็นศัตรูงั้นสิ”



    “ใช่ ทีนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าแกคือคนทรยศคิดคดคบกับศัตรู” ผู้เกรียงเดชตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล



    ในขณะเดียวกันในกองทหารวสุธาก็ตกอยู่ในความมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก



    ผู้กองวีรชัยพูดออกมา “ขุนปัถวีลงกรณ์ ช่วยอธิบายด้วยครับว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”



    “มนตร์แห่งดิน จงออกมา หลังคาพิภพ”



    ไม่มีคำตอบมาจากขุนปัถวีลงกรณ์ มีเพียงมนตร์กำแพงขึ้นมากั้นระหว่าง พวกเขากับทุกคนที่เป็นฝ่ายตรงกับเขา



    ขุนปัถวีลงกรณ์ ผู้พันประสิทธิ์ และทหารคนสนิทของทั้งสอง พวกเขาอาศัยจังหวะกำแพงหินกำลังก่อตัวขึ้นเพื่อยืนบนกำแพงขึ้นไปอยู่ข้างบน



    “พวกเราก็แค่เป็นคนรู้จัก ติดต่อทำธุรกิจกันบ้างเท่านั้น ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย” ขุนปัถวีลงกรณ์ยักไหล่ก่อนจะหันไปจับมือทักทายกับผู้พันประสิทธิ์ “สวัสดีผู้พัน แล้วขุนพลลงทัณฑ์ล่ะ เขาไม่มาด้วยหรือ?”



    “สวัสดีขุนปัถวีลงกรณ์” ผู้พันประสิทธิ์จับมือทักทายตอบก่อนจะพูดต่อ “ขุนพลลงทัณฑ์ท่านไม่ได้มาด้วยหรอก ท่านต้องนำทัพบุกป้อมมณีไพรเพื่อไม่ให้ใครสงสัย”



    “ช่างน่าเสียดายที่ท่านขุนพลลงทัณฑ์ไม่ได้มาเห็นผลงานของฉันด้วยตาของเขาเอง” ขุนปัถวีลงกรณ์พูดอย่างหยิ่งผยอง



    “เป็นแกเองสินะ ไอ้ขุนปัถวีลงกรณ์ที่เป็นไส้ศึก เป็นแกเองที่ปล่อยให้พวกนภาบุกเข้ามาในป้อมศิลาได้โดยไม่มีใครระแคะระคาย” ผู้กองเกรียงเดชพูดด้วยความเดือดดาล



    “ก็มนตร์ตรวจจับของแกกระจอกเอง ฉันกับลูกน้องแค่ลงไปปะปนอยู่ในทหารนภาเท่านั้น พวกแกก็เลิกสงสัยกันไปเอง โง่กันจริง ๆ” ขุนปัถวีลงกรณ์ทำหน้าสมเพชอีกฝ่าย



    “กบฏก็คือกบฏ ต่อให้แกหลุดออกไปจากที่นี่ได้ ทุกคนก็จะรับรู้ว่าแกคือกบฏที่ร่วมมือกับศัตรู” ผู้กองเกรียงเดชกัดฟันอย่างโกรธเคืองพูดออกมา



    “หรืออาจจะไม่” ขุนปัถวีลงกรณ์พูดออกมาสั้น ๆ แต่กลับสร้างความงุนงงกับผู้ฟัง



    ผู้กองวีรชัยเอ่ยถามอย่างเริ่มไม่สบอารมณ์ว่า “จะไม่ใช่ได้ยังไง? คนเป็นพยานในสิ่งที่แกทำลงไปตั้งเยอะแยะ”



    “ตอนแรกฉันก็คิดว่าอาจจะต้องลงมือสังหารพวกแกทั้งหมดนั่นแหละ” แล้วขุนปัถวีลงกรณ์ก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนจะพูดต่อ “แต่ช่างบังเอิญที่ผู้กองเกรียงเดชผู้รักชาติได้เรียนเชิญเพื่อนบ้านอันแสนน่ารักมาร่วมขโมยกษาปณ์ในครั้งนี้ ฉันก็เลยปรับแผนนิดหน่อย”



    ดูเหมือนดารินจะพอเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบรอให้ขุนปัถวีลงกรณ์พูดออกมาเอง



    “ธาราเป็นพันธมิตรกับเรา แต่แกสมคบคิดกับนภา ไม่ว่าใครก็ต้องว่าแกนั่นแหละที่เป็นกบฏ” เหล่าทหารวสุธาต่างสนับสนุนสิ่งที่ผู้กองวีรชัยพูดออกมา



    ขุนปัถวีลงกรณ์ม้วนริมฝีปากขึ้นแล้วพูดว่า “เอาอย่างนี้เป็นไง เดี๋ยวฉันจะเล่าความจริงจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ให้ฟัง” เมื่อไม่มีใครขัดขุนปัถวีลงกรณ์กล่าวต่อว่า “ก่อนอื่นเลย พวกแกจะเริ่มสู้กันเอง แล้วสุดท้ายพวกแกก็จะจับจอมเวทอัจฉริยะดารินเพื่อบังคับให้เธอช่วยปลดคำสาปผลึกน้ำแข็งนั่น แล้วนำกษาปณ์พฤษภให้กับฉันแต่โดยดี แล้วพวกเราที่เหลือที่เห็นด้วยกับฉันก็จะได้ออกไปกันอย่างมีความสุข และโลกจะจารึกว่าผู้กองเกรียงเดชรวมหัวกับพวกธาราพยายามที่จะขโมยกษาปณ์พฤษภไปเป็นของตัวเอง แต่พวกเรามาขัดขวางไว้ได้ทันและกำจัดพวกมันทิ้ง จบบริบูรณ์”



    “จะบ้าเหรอ! ใครจะไปโง่ต่อสู้กันเองตามที่แกพูด พวกเรามีกันหลายสิบคน ยังไงพวกเราก็ต้องมีคนรอดออกไปได้...”



    ตูม!



    ทันใดนั้นร่างของผู้กองวีรชัยและคนที่อยู่รอบข้างก็ปลิวกระเด็นราวกับถูกรถบรรทุกชน ปรากฏบอลอัดอากาศสีเขียวอ่อนพุ่งติดกับตัวของผู้กองวีรชัย มันพาร่างของผู้กองวีรชัยพุ่งชนกระแทกกับฝาผนังกำแพงก่อนจะจางหายไป



    “พูดมากน่ารำคาญ” ผู้พันประสิทธิ์พูดอย่างเย็นชา



    “ก็อย่างที่เห็นเพื่อนนภาของฉันค่อนข้างใจร้อนและหงุดหงิดง่าย” ขุนปัถวีลงกรณ์ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ก่อนหันไปพูดกับดารินว่า “เอาล่ะ คุณจอมเวทอัจฉริยะ คุณจะยินยอมให้ความร่วมมือดี ๆ หรืออยากเห็นนักเรียนคนนี้ตายอย่างทรมาน พร้อมสู้กับคนหลายสิบคนดีล่ะ?”



    “อย่าไปยอมมันอาจารย์ ผมยอมตายดีกว่าให้มันได้ของไป อุก!” ปกรณ์เค้นเสียงตะโกนออกมา ก่อนจะโดนอัดซ้ำเข้าไปที่ท้องจนนอนลงกองกับพื้น



    “พอได้แล้ว ฉันยอมแล้ว” ดารินสีหน้าดูแย่ เธอมองขุนปัถวีลงกรณ์ด้วยแววตาเหมือนคนอยากจะร้องไห้ขณะพูดขอร้อง “ปล่อยเขาก่อน แล้วฉันจะช่วยปลดคำสาปให้”



    แม้ว่าในฐานะหัวหน้าทีมปฏิบัติภารกิจ การยอมสละเพื่อนร่วมทีมเพื่อความสำเร็จถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่เธอก็เป็นอาจารย์ของปกรณ์เช่นกัน จะให้ยอมสละชีวิตลูกศิษย์เพื่อเป้าหมายและความอยู่รอด หัวใจของคนเป็นอาจารย์อย่างเธอนั้นทำไม่ลงจริง ๆ



    “พวกฉันดูโง่นักหรือ...” ไม่ทันที่ขุนปัถวีลงกรณ์จะพูดจบ เขาก็ถูกหยุดไว้โดยผู้พันประสิทธิ์ ผู้พันประสิทธิ์เตะร่างที่นอนกองอยู่ให้ร่วงหล่นลงมาจากกำแพงจนกระอักเลือดอีกครั้ง ปลายฝนที่เห็นปกรณ์ที่ร่วงหล่นลงมาเธอรีบให้ดิเรกช่วยไปพาร่างของปกรณ์มา ทันทีที่ปกรณ์มาถึงมือเธอ เธอรีบใช้เวทมนตร์รักษาทันที



    ในขณะเดียวผู้พันประสิทธิ์ที่มองดูลงมาอย่างดูถูกก็พูดออกมาพร้อมยิ้มอย่างชั่วร้าย “อย่าได้คิดเล่นตุกติก พวกแกจำสิ่งได้หรือเปล่า?”



    ตอนนี้ในมือของผู้พันประสิทธิ์มีหลอดเข็มฉีดยาขนาดเล็กอยู่ เมื่อดารินเห็น เธอคิด ‘เข็มฉีดยานั่นอีกแล้ว มันคือยาอะไรกันแน่? ทำไมมันถึงทำให้หมอนั่นใช้เวทมนตร์ธาตุไฟได้ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นชาวนภา?’



    ส่วนธัญญ่าเมื่อเห็นหลอดเข็มฉีดยานั่น เธอกัดฟันกรอด เธอมีอาการสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสายฟ้า แต่เธอพยายามไม่แสดงความหวาดกลัวนั้นออกมา



    แปะ แปะ แปะ ขุนปัถวีลงกรณ์ตีมือให้สัญญาณแล้วพูด “เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า” แล้วเขาก็มองดารินขณะถามเธอว่า “เราจะแก้คำสาปผนึกน้ำแข็งนี้ได้อย่างไร?”



    ดารินสูดลมหายใจเข้าก่อนจะพูดตอบว่า “พวกเราจะต้องใช้เวทมนตร์มหาเวทที่รุนแรงที่สุดจากธาตุน้ำและลมพร้อมกันเพื่อละลายผลึกน้ำแข็ง”



    “เวทมนตร์มหาเวทที่รุนแรงที่สุด?” ขุนปัถวีลงกรณ์เคลือบแคลงใจ “เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้คิดจะหลอกทำลายมันแทนที่จะช่วยปลดคำสาป?”



    “แล้วแต่แกเลย ถ้าไม่คิดจะเชื่อก็เชิญไปหาคนอื่นมาหาวิธีปลดคำสาปเอาเองเลย” ดารินกลอกตาแต่สีหน้าเธอดูย่ำแย่ ก่อนจะพูดออกมาอย่างเย็นชาว่า “แล้วจำเป็นต้องสนด้วยหรือว่านี่คือการทำลายผลึกนี้หรือปลดคำสาป เพราะถึงยังไงแกก็ต้องการเพียงแค่กษาปณ์พฤษภไม่ใช่หรือไง?”



    “ลงมือเลย” ผู้พันประสิทธิ์ตัดบท



    “มนตร์แห่งน้ำ จงออกมา มหาวารีสาดซัด” “มนตร์แห่งลม จงออกมา พระพายสลาตัน”



    ดารินและผู้พันประสิทธิ์ ทั้งสองท่องคาถาร่ายมนตร์ประจำตัวออกมา



    “นี่แกมีแต่มนตร์กระจอก ๆ หรือยังไง? มนตร์แค่นี้จะไปพอปลดคำสาปได้ยังไง?” ดารินถามแล้วถอนหายใจออกมาอย่างสมเพชอีกฝ่าย



    “หน็อย ดูถูกกันนักนะ” ผู้พันประสิทธิ์กัดฟันอย่างขุ่นเคือง เขาหยุดใช้เวทมนตร์ของเขาก่อนจะร่ายมนตร์บทใหม่ออกมา “ก็ได้ งั้นลองเจอนี่หน่อยเป็นไง มนตร์แห่งลม จงออกมา หมื่นวายุเฉือนโลกา”



    ตูม ตูม ตูม! ตูม!! ตูม!!!



    ตอนนี้ทั้งห้องโถงถ้ำสั่นไหวไปด้วยใบมีดลมจำนวนนับไม่ถ้วนและคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่ถูกยิงออกมาจากดาริน เวทมนตร์ทั้งสองพุ่งชนปะทะเข้ากับผลึกน้ำแข็ง จนเกิดแรงระเบิดปกคลุมไปทั้งผลึกน้ำแข็งจนไม่มีใครสามารถมองเห็นผลึกน้ำแข็งได้



    เมื่อเวลาการใช้ของเวทมนตร์ครั้งแรกหมดลง ทุกอย่างกลับมาสงบ ทุกคนมองไปยังผลึกน้ำแข็งที่อยู่กลางห้องโถงถ้ำ สภาพทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม เมื่อเห็นแบบนั้น ขุนปัถวีลงกรณ์คิดว่าพวกเขาโดนดารินหลอกแล้ว แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดออกมา เกิดเสียงดัง ‘เปาะ’ ดังออกมา ก้อนผลึกน้ำแข็งเริ่มมีรอยแตกเหมือนกับใยแมงมุมออกมาเล็กน้อย



    “ทำต่อไป” ขุนปัถวีลงกรณ์ออกคำสั่ง




    “จับคนทรยศได้แล้ว” ทันใดนั้นเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น มันดังมาจากทางที่ดารินและทีมสองเดินลงมา



    ทุกคนหันไปมองที่มาของเสียง เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฝ่ายทหารวสุธาและธาราต่างแอบดีใจกันในหัวใจ หรือนี่จะมีคนเข้ามาช่วยพวกเขาแล้ว



    “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกแกจะร่วมมือกับนภาแบบนี้” เมื่อได้ยินคำพูดต่อมาพวกเขาเริ่มรู้สึกแย่ เพราะเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง แต่ทีมสองรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเพราะเจ้าของเสียงนั้นคืออนุทิน ชายหัวโล้นหัวหน้าทีมสามโรงเรียนทหารวารีมนตรานั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน