Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 247 ศัตรูเก่าหนทางคับแคบ

ศัตรูเก่าหนทางคับแคบ

 

            เมื่อกัสตัดสินใจปล่อยวางศักดิ์ศรีและเก็บเอาความเกรงใจที่มีต่อท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทกลับไป

            แผนการที่ติดขัดมาหลายอาทิตย์ก็สลายหายไปจนหมดสิ้นทำให้แผ่นการต่างๆ ถูกเรียงลำดับออกมาอย่างเป็นระบบและราบรื่นเป็นที่สุด

            กัสไม่ได้ให้ความสำคัญกับการขยายดินแดนเป็นหลักอีกต่อไปแต่เขาก็ยังเพิ่มระดับดินแดนต่อไปอีก จนกลายเป็นดินแดนขนาด 5 พันไร่ในที่สุด

            นอกจากการขยายดินแดนแล้วการสร้างยุ้งฉางเพิ่มก็สำคัญทั้งนี้ไม่ได้สร้างเพิ่มเพียงเพราะต้องการพื้นที่ในการเก็บอีก แต่สร้างมันเพิ่มเพื่อให้ตรงกับเงื่อนไขพิเศษของดันเจี้ยนต่างหาก

            การปลดล็อกสิ่งก่อสร้างพิเศษของดันเจี้ยน‘หอคอยแห่งความอุดมสมบูรณ์’ สิ่งก่อสร้างระดับสูงที่ปลดล็อกได้ด้วยการสร้างยุ้งฉางระดับ3 จำนวน 5 หลังด้วยกัน

            เมื่อสร้างยุ้งฉางระดับ3 ได้ครบจำนวน สิ่งก่อสร้างชนิดนี้ก็จะปรากฏขึ้นมาในรายการสิ่งก่อสร้างของดันเจี้ยนในราคาที่สูงกว่าสิ่งก่อสร้างทั่วไปถึง10 เท่า

            ราคาเริ่มต้นของมันคือ1 พัน ต่างกับสิ่งก่อสร้างทั่วไปที่มีราคา 100 ถึงสิบเท่าและก็เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่ต้องใช้ DP สิบเท่าในการเพิ่มระดับมันเช่นกัน

            คุณสมบัติหลักๆของหอคอยแห่งความอุดมสมบูรณ์คือ การเก็บรักษาผลผลิตต่างๆ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่ายุ้งฉางปกติแต่ก็ไม่นับว่ามากมายอะไรนัก ปริมาณการเก็บอาจจะมากกว่าบ้างแต่ก็ไม่นับว่าคุ้มค่าหากนำไปเทียบกับการสร้างยุ้งฉางทั่วไป

            ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันได้รับความสำคัญก็คือคุณสมบัติในการเชื่อมต่อยุ้งฉางทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย เช่นเดียวกับกล่องเก็บของระดับ4 ที่สามารถโยกย้ายสิ่งของที่เก็บเอาไว้ในกล่องไปยังกล่องอื่นๆ ได้

            หอคอยแห่งความอุดมสมบูรณ์ก็ถือเป็นขั้นสูงของกล่องเก็บของนั่นเองมันช่วยให้สามารถจัดการบริหารยุ้งฉางทั้งหมดในดินแดนได้ทำให้สามารถโยกย้ายผลผลิตไปยังยุ้งฉางแต่ละแห่งได้อย่างสะดวก

            กัสสร้างหอคอยแห่งความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาแล้วเพิ่มระดับขึ้นเป็นระดับ3 ทันทีเพื่อทำให้ประสิทธิภาพของหอคอยเพิ่มขึ้นจนถึงสุดที่เขาต้องการ

            ต่อจากนั้นก็สร้าง‘ลานแลกเปลี่ยน’ อีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างที่ได้รับความนิยมที่สุดของดินแดนขนาดใหญ่

            ลานแลกเปลี่ยนนี้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับแท่นหินสำหรับขายผลผลิตที่มีอยู่ในสิ่งก่อสร้างประเภทโรงงานต่างๆทว่ามีข้อดีกว่าตรงที่มันไม่เพียงขายได้อย่างเดียวยังสามารถซื้อได้ด้วยแม้จะจำกัดอยู่ที่สินค้าบางประเภทเท่านั้นก็ตาม

            แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดของลานแลกเปลี่ยนก็คือพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนที่มีขนาดใหญ่กว่าแท่นหินสำหรับขายผลผลิตในสิ่งก่อสร้าง

            ด้วยคุณสมบัติข้อนี้มันจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการซื้อขายผลผลิตจำนวนมากและทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายเพราะลานแลกเปลี่ยนนี้สามารถทำงานร่วมกับกล่องเก็บของได้

            เมื่อมีลานแลกเปลี่ยนนี้การขายผลผลิตจำนวนมากก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไปกัสก็ไม่จำเป็นต้องเทขายผลผลิตใส่แท่นหินให้ลำบากอีกแต่สามารถใช้เครือข่ายกล่องเก็บของทำการย้ายผลผลิตมายังลานแลกเปลี่ยนโดยตรง

            จากนั้นก็ทำการขายผลผลิตจากกล่องเก็บของในลานได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาขนออกมาจากกล่องเพื่อเทขายลงไปบนแท่นหินอีกต่อไป

            ความสะดวกสบายนี้มีความสำคัญมากในช่วงหลังของการทำงานเพราะว่าจำนวนของผลผลิตที่มีมากขึ้น

            ยกตัวอย่างง่ายๆก็อย่างที่กัสทำ การปลูกผักถึง 1 แสนต้น เพียงแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวก็เหนื่อยอย่างสาหัสแล้วถ้าจะให้มานั่งขายผลผลิตทีละผลอีก มันคงเป็นงานที่ทั้งหนักและกินเวลาอย่างมหาศาล

            ด้วยเหตุนี้ลานแลกเปลี่ยนจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในการขายผลผลิต

            กัสนั้นรู้เรื่องนี้มานานแล้วแต่เพราะว่ามันยังไม่มีความจำเป็นมากพอทำให้เขายังไม่คิดที่จะสร้างมัน จนกระทั่งปัญหาด้านการเพาะปลูกด้วยทักษะยุทธ์ของเขาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์

            เขาถึงได้ออกมาผลักดันแผนการนี้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการเพาะปลูกของเขาให้สูงมากยิ่งขึ้น

            ในขณะเดียวกันแผนการด้านอื่นๆก็คืบหน้าไปตลอด รายรับประจำสัปดาห์ก็พุ่งทะยานขึ้นไปมากกว่า 3 ล้าน DP

            ทั้งจากการเทขายผลผลิตนับแสนกับงานฝีมือที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้จากราชาอสูร มูลค่าของ DP ที่ได้จากการขายก็มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น

            ทักษะความสามารถของคนชราจากกลุ่มหนูใต้ดินก็มีโอกาสได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่ด้วยทักษะด้านงานฝีมือที่ดีเลิศส่งผลมูลค่าของวัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูปแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปหลายเท่าตัว

            ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงกลายเป็นรายรับปริมาณมหาศาลที่ได้จากวัตถุดิบต่างๆโดยไม่นับรวมเนื้อของราชาอสูรที่ถูกสกัดเป็นอาหารเหลว

            เมื่อหมดวันทำงานกัสกับบลูอายที่มานั่งประชุมรวมกันเพื่อสรุปรายรับประจำสัปดาห์ก็ฝืนยิ้มให้กันโดยไม่มีท่าทีที่แตกตื่นตกใจอีก

            ตัวเลขรายรับที่พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างน่าตระหนกนี้ไม่อาจทำให้ทั้งสองแตกตื่นตกใจได้อีกแล้วเพราะตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทนั้นตั้งใจจะสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่

            ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้การเติบโตของดินแดนพุ่งทะยานขึ้นราวกับจรวดจนทำให้กัสนึกละอายใจอยู่บ้าง

            ยิ่งคิดถึงการประชุดประจำเดือนที่กำลังจะมาถึงกัสก็ยิ่งรู้สึกละอายใจเพราะถ้าเขาเอาผลงานนี้ไปแสดงต่อหน้าทุกคนแล้วละก็เขาก็ไม่รู้ว่าเขาควรจะดีใจหรือละอายใจดีหากได้รับคำชมเชยจากทุกคน

            ทว่ากัสก็ไม่ได้ลำบากใจนานนักเพราะเขาวางศักดิ์ศรีของตัวเองลงแล้วความเกรงใจก็เก็บกลับไปแล้ว เขาจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องคิดมากอีก

            จะมีก็เพียงความละอายใจต่อความตั้งใจที่จะแข่งขันของโกลเด้นที่ตอนนี้กลายเป็นหมันไปแล้ว

            “เป็นอะไรไปอีกละกัส..คิดอะไรอยู่หรอ”

            ขณะที่กัสคิดถึงสีหน้าของโกลเด้นที่จะได้เห็นเร็วๆ นี้ บลูอายที่นั่งปรับแผนอยู่ก็ส่งเสียงทักขึ้นมาทำให้เขาได้สติก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ แทนคำปฏิเสธ

            “ไม่มีอะไรหรอก..แค่คิดถึงสีหน้าเจ้าโกลเด้นนะหมอนั้นพยายามแข่งกับข้าน่าดู ไม่รู้ว่ามันจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าข้าแซงหน้ามันไปด้วยวิธีที่ขี้โกงแบบนี้”

            พูดแล้วกัสก็หัวเราะเบาๆ ซึ่งทำให้บลูอายยิ้มขำตามไปด้วยเพราะโกลเด้นนั้นมีนิสัยแบบที่กัสว่าจริงๆซึ่งพอหัวเราะไปได้สักพักสายตาที่กัสมองไปยังบลูอายก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มซึ่งทำให้เด็กสาวนึกแปลกใจ

            “นอกจากนั้นแล้ว ข้าก็คิดไม่ออกเลยนะว่าถ้าเจ้านั่นรู้ว่าเจ้ากลายเป็นภรรยาของข้าแล้วมันจะทำหน้ายังไง”

            คำพูดนี้ทำให้กัสนึกขำ ทว่าบลูอายกลับยิ้มฝืนๆ พลางส่ายหน้าน้อยๆให้กับนิสัยที่ยังเป็นเด็กของกัส

            “อย่าเอาแต่เล่นสิกัส..พวกเราไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

            “มันก็จริงของเจ้านะอาย แต่มันอดคิดไม่ได้นี่”

            พูดไปกัสก็หัวเราะไปขณะที่มองดูเอกสารที่สรุปรวมรายรับของสัปดาห์นี้แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

            “ครึ่งเทพนี่น่าทึ่งจริงๆ นะ ขนาดข้าลงมือเต็มที่แล้วก็ยังตามท่านหญิงไม่ทันเลย..เก็บเกี่ยวทรัพยากรทั้งหมดในดินแดนงั้นหรือไม่ง่ายเลยสักนิด”

            “จริงด้วย..รายรับที่ได้จากดินแดนพายุหิมะตอนนี้นำโด่งไปไกลแล้วด้วยทั้งหมดนี้ก็เพราะท่านหญิงแท้ๆ”

            ทั้งสองคนพยักหน้ารับเบาๆ แล้วสรุปรวมแผนการในอาทิตย์หน้าอีกเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันออกไปซึ่งก็แน่นอนว่าก่อนจะจากกัสก็ไม่ลืมจูบลาบลูอายอย่างวาบหวานพร้อมกับมอบพลังวิญญาณให้บลูอายอีกก้อนใหญ่ๆจนถึงขีดสุดที่เธอจะรับไหวเขาถึงได้ยอมหยุด

            ทั้งสองคนส่งยิ้มที่อ่อนหวานให้กันอีกครู่หนึ่งกัสก็ตัดสินใจไม่กวนและกลับไปพักที่บ้านของเขาเพื่อให้ความเอ็นดูน้องสาวกับข้ารับใช้ของเขาต่อ

            ในตอนนี้กัสเริ่มใช้ปราณลึกลับของเขาสนับสนุนการฝึกฝนของอิจิโกะกับน้องบ้างแล้วซึ่งผลลัพธ์จากการสนับสนุนพวกเธอนั้นก็ทำได้ทั้งสามคนก้าวหน้าไปคนจะก้าวใหญ่ๆ

            ทักษะในการปั้นของทั้งสามนั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนักแต่ความสามารถทางด้านร่างกายและจิตใจกลับพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนทำให้พวกเธอสามคนปรับตัวไม่ทันไปบ้าง

            ผลกระทบเล็กๆนี่ส่งผลต่อรายรับของโรงปั้นเล็กน้อยแต่ไม่นานนักทั้งสามก็ปรับตัวได้และทำให้รายรับของโรงปั้นพุ่งทะยานขึ้นไปอีกหลายเท่า

            นอกจากเรื่องนี้แล้วเด็กสาวเผ่าหนอนโลหะทั้งสามคนที่กัสพยายามสนับสนุนมาตลอดก็มีความสามารถเพิ่มสูงขึ้นประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเธอก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            โดยเฉพาะทักษะการขุดดินที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงจากเดิมที่พวกเธอจะใช้มือเปล่าในการขุด ทว่าตอนนี้พวกเธอสามคนกลับใช้ทักษะควบคุมเมือกโลหะของพวกเธอในการขุดทำให้ปริมาณของดินที่ขุดได้มีจำนวนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            ผลลัพธ์นี้พอดีช่วยสนับสนุนความเร็วในการปั้นของอิจิโกะกับน้องได้พอดีทำให้พวกเธอไม่ติดขัดเพราะปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอเหมือนเมื่อก่อนอีก

            เรียกได้ว่าทุกๆด้านของดินแดนขยับขยายก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลาจนทำให้เส้นกราฟที่บลูอายทำขึ้นเพื่อตรวจสอบการเติบโตของดินแดนถึงกับพุ่งขึ้นจนแทบจะกลายเป็นมุมฉาก

            เมื่อแผนการต่างๆคืบหน้าไปอย่างก้าวกระโดด กัสก็สบายใจ ในวันหยุดวันแรกเขาถึงได้พาน้องสาวของเขาออกไปเดินเที่ยวในเมืองอย่างมีความสุขหลังจากที่ไม่ได้ออกมาเที่ยวหลายอาทิตย์

            ทันทีที่ออกมาจากดันเจี้ยนกัสก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มความตื่นตัวของเขาให้มากขึ้น ก่อนจะค่อยๆผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ หลังจากตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนแล้วเสร็จ

            พวกเขากลุ่มพี่น้องที่ประกอบด้วยกัสที่เป็นผู้นำกลุ่มเดินอยู่ตรงกลางของขบวนกับน้องสาวคนโตที่ยืนอยู่ข้างกายของเขาโดยมีน้องสาวคนรองที่วิ่งไปมาทั้งหน้าและหลังด้วยความสนุกสนาน รวมกับน้องสาวอีก 6คนที่ติดตามมาก่อนจะปิดท้ายด้วยอิจิโกะกับน้องที่เดินตามมาพร้อมกับรอยยิ้ม

            กลุ่มของกัสนั้นโดดเด่นเสมอเมื่อเดินอยู่ในเมืองทั้งนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขามีแรงดึงดูดอะไรมากนัก รูปร่างหน้าตาของกัสกับน้องก็ไม่ได้โดดเด่นจนดึงดูดสายตาของคนได้มากขนาดนี้

            แต่ที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นที่สุดดูจะเป็นชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมของกัสเสียมากกว่า

            ทว่าวันนี้กัสอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษหลังจากที่ปล่อยวางปัญหาต่างๆและทำให้แผนการที่ติดขัดกลายเป็นราบรื่นและคืบหน้าไปอย่างก้าวกระโดด

            เพียงเท่านี้ก็พอแล้วที่จะทำให้กัสสลายจิตสังหารที่มักจะปลดปล่อยออกมาเป็นประจำทิ้งไป

            บรรยากาศในการเดินเที่ยวของกัสกับน้องๆจึงปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่สดใสราวกับเด็กน้อยที่มีชีวิตชีวา

            แต่ถึงจะทำตัวสบายๆยังไง กัสก็ยังไม่ลืมว่าสถานที่แห่งนี้คือเมืองแห่งดันเจี้ยนที่มีการแข่งขันสูงทั้งยังมีอันตรายซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก

            ทว่ากัสก็อดนึกแปลกใจไม่ได้อยู่ดีเพราะตั้งแต่เดินเล่นมาเขายังไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามใดๆ อีกทั้งบรรยากาศภายในเมืองก็ดูสงบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

            สีหน้าของทุกคนมีรอยยิ้มประดับอยู่กิจการต่างๆ ก็ดูเจริญรุ่งเรืองกว่าเมื่อก่อน จำนวนกลุ่มกองกำลังที่เดินรวมกลุ่มกันก็มีขนาดเล็กลงจากเดิมจนทำให้บรรยากาศโดยรวมของเมืองเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            ‘แปลกดีจริงๆ บรรยากาศมันเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เลยหรือ’

            การประชุมประจำเดือนครั้งก่อนนั้นกัสก็สัมผัสได้แล้วว่าบรรยากาศภายในเมืองนั้นกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นทว่าเขาก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นแบบนั้นไปได้อีกนานแค่ไหน

            กัสไม่รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองแห่งดันเจี้ยนเกิดความสงบสุขขึ้นมาได้ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนักและพาน้องๆ เดินเที่ยวอย่างสนุกสนาน พวกเขาใช้จ่ายเงินไปหลายก้อนใหญ่จนทำให้กัสจำต้องนำเอาผลผลิตบางส่วนไปขายให้กับตระกูลบ้างเพื่อให้มีเงินสำหรับการใช้จ่าย

            ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่ายกัสกับน้องสาวและอิจิโกะกับน้องเดินเล่นในเมืองจนเต็มอิ่มพร้อมกับสิ่งของมากมายที่ซื้อหากันมาจากร้านค้าที่เปิดใหม่หลายๆร้าน

            กัสกับน้องๆก็มานั่งพักเหนื่อยกันในร้านน้ำชาแห่งหนึ่งที่มีบรรยากาศร่มรื่นพวกเขานั่งรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ พลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุขเช่นเดียวกับแขกกลุ่มอื่นๆ

            จนกระทั่งคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับบรรยากาศที่ต่างจากคนทั่วไป

            ช่วงเวลานั้นทุกคนที่อยู่ภายในร้านก็สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามบางอย่างจนเริ่มตื่นตัวขึ้นกัสเองก็สัมผัสได้เช่นกันจึงหันกลับไปมองครั้งหนึ่งเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

            ขณะที่กัสหันกลับไปมองนั้นกลุ่มคนที่มาใหม่ก็หันมามองเขากับน้องพอดี พร้อมๆกับสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของคนกลุ่มนั้น

            สายตาที่มองมายังกัสและน้องสาวเปลี่ยนแปลงไปในชั่วอึดใจ สีหน้าดูถูกเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนใบหน้าในทันที พร้อมๆกับการวางท่าที่ดูสูงส่งจนน่ารังเกียจ

            “นึกไม่ถึงว่ามาเดินเล่นอยู่ดีๆจะเจอขยะกองโตแบบนี้..เสียบรรยากาศจริงๆ”

            คำพูดที่ฟังดูเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยคำดูถูกนี้แม้จะไม่ได้พูดโดยเจาะจงไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ทุกคนที่ได้ยินก็บอกได้ว่าเป้าหมายของคำพูดประโยคนี้อยู่ที่ใคร

            ลักษณะที่โดดเด่นของคนกลุ่มนี้คือสัญลักษณ์รูปมงกุฎสีทองที่สวมอยู่บนหัวสิงโตทองคำสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของกลุ่มที่มีความเข้มแข็งกลุ่มหนึ่งในเมืองแห่งนี้

            สัญลักษณ์นี้และคำพูดดูถูกเหยียดหยามนี้ทำให้ทุกคนรู้ได้ในทันทีว่าเป้าหมายของคำพูดนี้คือใคร

            เป้าหมายของคำพูดประโยคนี้แน่นอนว่าไม่พ้นกัสกับน้องสาวที่มีลักษณะที่โดดเด่นของเผ่าหนูที่เปรียบได้กับชนชั้นทาสของเผ่าอสูร

            ขณะที่ผู้พูดคือบุรุษหนุ่มร่างกายสูงใหญ่กำยำที่อยู่ในชุดขนสัตว์สีทองที่หรูหราซึ่งมีใบหน้าที่คมเข้มดุดันตามแบบฉบับของเผ่าอสูร ร่างกายเองก็สูงใหญ่กำยำมีส่วนสูงที่มากถึง 3 เมตรซึ่งนับได้ว่าเป็นขนาดของความสูงที่โดดเด่น

            กัสที่หันไปมองในจังหวะที่ชายหนุ่มผู้นี้พูดออกมาพอดีเขาถึงได้เห็นสายตาดูถูกเหยียดหยามที่มองตรงมายังเขาและน้องสาวช่วงเวลานั้นสายตาของกัสก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

            เขามองดูสัญลักษณ์ของอีกฝ่ายแล้วเกิดความประหลาดใจขึ้นเล็กน้อยเพราะเขาไม่นึกว่าจะได้เห็นสีหน้าท่าทางเช่นนี้จากคนกลุ่มนี้อีก

            “กลุ่มสิงโตมงกุฎทอง..”

            คำพูดของกัสนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรมากนักแต่มันก็เพียงพอจะทำให้ชายหนุ่มเผ่าสิงโตเชิดหน้าขึ้นด้วยความดูถูก

            มันไม่แม้กระทั่งตอบโต้คำพูดของกัสไม่แม้กระทั่งทำท่าทางเหมือนกับกำลังสนใจ ราวกับว่ามันเห็นกัสกับน้องสาวเป็นเพียงขยะกองหนึ่งจริงๆจึงเมินเฉยไป

            “ทำไมร้านนี้ถึงได้ต้อนรับพวกทาสแบบนี้ หรือว่ากิจการของที่นี่มันตกต่ำจนต้องหาลูกค้าชั้นต่ำแบบนี้ด้วย”

            คำพูดนี้ก็พูดออกมาโดยไม่สนใจกัสเช่นเดิมหากแต่ทำให้สายตาของกัสเย็นเยียบมากขึ้นไปอีก

            ถึงตอนนี้เหล่าน้องสาวที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขก็หน้าเปลี่ยนสีพวกเธอมีท่าทีดุร้ายขึ้นมาในทันทีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขก็เปลี่ยนเป็นแรงกดดัน

            ท่าทางที่แข็งกร้าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มผู้นี้มากเช่นเดียวกับผู้ติดตามของมันที่ส่งสายตาดูถูกมายังเหล่าน้องสาวของกัส

            พวกมันทุกคนแทบจะมีท่าทางที่เป็นแบบเดียวกันหมดยกเว้นเพียงชายชราคนหนึ่งที่มีใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษหลังจากที่ได้เห็นกัส

            ท่าทางที่ดูหวาดกลัวของมันนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของคนกลุ่มนี้เลยเนื่องจากตำแหน่งที่มันยืนอยู่นั้นอยู่หลังสุดซึ่งไม่จำเป็นต้องบอกว่าตำแหน่งการยืนเช่นนี้หมายถึงอะไร

            นั่นหมายความว่าคนกลุ่มนี้ได้จัดวางตำแหน่งของมันเอาไว้ในฐานะผู้ติดตามที่ไม่มีค่าอะไรสำหรับพวกมันราวกับทาสที่เดินตามเจ้านาย ไม่ได้รับความสนใจ ด้วยเหตุนี้พวกมันเลยไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีที่หวาดกลัวของชายชราผู้นี้

            ช่วงเวลานั้นบรรยากาศที่แสนสุขก็หายไปในทันทีเจ้าของร้านที่ยืนหน้าเครียดอยู่ก็เริ่มมองซ้ายมองขวาเพราะทำอะไรไม่ถูกมันไม่กล้าขับไล่กัสเพราะเขาเพราะมันรู้ดีว่ากัสคือใคร ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าล่วงเกินคนจากกลุ่มสิงโตมงกุฎทองด้วยเช่นกัน

            ท้ายที่สุดสายตาของมันก็มองมายังกัสด้วยแววตาขอร้องราวกับกำลังขอให้พวกเขาจากไป

            ทว่ากัสมีหรือจะยอมอยู่เฉยให้คนอื่นมาดูถูกเหยียดหยามและขับไล่เขาราวกับทาสโดยเฉพาะท่าทางที่มองดูพวกเขาราวกับขยะยิ่งทำให้กัสอารมณ์เสีย

            บรรยากาศที่ปกคลุมกัสกับน้องสาวเอาไว้นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนทำให้ผู้ติดตามของกลุ่มสิงโตมงกุฎทองเริ่มสัมผัสได้ถึงความเป็นอริและแรงกดดันจากกัส

            ทว่าชายหนุ่มที่หยิ่งยโสนั้นดูเหมือนจะไม่รู้สึกหรือบางทีมันอาจจะสัมผัสได้แต่ไม่คิดจะสนใจเพราะมันไม่คิดว่าชนชั้นทาสอย่างเผ่าหนูจะทำอะไรมันได้

            “ดี..ดูเหมือนว่าครั้งก่อนข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าไม่มากพอ..พวกเจ้าถึงได้กล้าปล่อยหมาออกมาเห่าใส่ข้าแบบนี้”

            เช่นเดียวกับคำพูดของชายหนุ่มที่ไม่เจาะจงกลุ่มไหนเป็นพิเศษ กัสเองก็พูดออกมาลอยๆโดยไม่เจาะจงใครเช่นกัน แต่ไม่ว่าใครก็มองออกว่าคำพูดของกัสประโยคนี้กำลังพูดถึงใคร

            เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะนับจากที่คนกลุ่มนี้ปรากฏตัวมันมีเพียงชายหนุ่มคนเดียวเท่านั้นที่พูดออกมา

            คำพูดว่าหมาเห่าย่อมต้องหมายถึงชายหนุ่มผู้นี้อยู่แล้ว

            ซึ่งมันก็เห็นผลได้ในทันทีเพราะชายหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ได้โง่มันย่อมฟังออกว่ากัสด่าว่ามันจึงทำให้สีหน้าของมันบิดเบี้ยวกลายเป็นโกรธเกรี้ยวทันที

            “ทาสก็ยังเป็นทาส..สายตาแคบสั้น ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ..พวกเจ้าขับไล่พวกมันออกไปแล้วหักขาพวกมันซะ”

            เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ความเป็นอริของทั้งสองกลุ่มก็ตัดสินแน่นอนแล้ว

            แต่ก่อนที่จะมีใครลงมือชายชราที่ยืนอยู่ท้ายแถวก็ตื่นตระหนกจนถึงขีดสุดแล้วรีบวิ่งออกมาห้ามทัพเอาไว้ทันที

            “ไม่ได้นะ!! ไม่ได้!!”

            เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นของชายชรานั้นทำให้เหล่าผู้ติดตามของชายหนุ่มชักสีหน้าขึ้นมาทันทีพวกมันหันกลับมามองชายชราด้วยความหงุดหงิดและดูถูก

            เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่มองดูชายชราผู้นี้จากหางตาด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม

            “คุณชาย! ไม่ได้นะครับ ท่านทำแบบนั้นไม่ได้!!คนผู้นี้!! คนผู้นี้ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด!!”

            สีหน้าที่แตกตื่นลนลานของชายชรานั้นทำให้สีหน้าดูถูกเหยียดหยามของคนทั้งหมดเปลี่ยนไปพวกมันมองดูชายชราด้วยความสงสัยก่อนจะหันกลับไปมองกัสและน้องสาวด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม

        “เจ้าพูดว่ายังไงนะ..”

        “คุณชาย!ได้โปรดเชื่อข้าเถอะขอรับ คนผู้นี้!! คนผู้นี้คือผู้กินวิญญาณ!!พวกเราล่วงเกินเขาไม่ได้!!”

            วินาทีที่ได้ยินคำว่า‘ผู้กินวิญญาณ’ สีหน้าของคนทั้งกลุ่มก็เปลี่ยนไปโดยเฉพาะสีหน้าของชายหนุ่มที่เป็นเหมือนผู้นำที่มีท่าทีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

            มันหันกลับไปมองกัสอีกครั้งและหรี่ตาลงด้วยท่าทีที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน

            ความดูถูกเหยียดหยามหายไปจากสายตาของมันแล้วแต่ยังมีความคลางแคลงใจซ่อนอยู่ราวกับไม่เชื่อว่ากัสคือศัตรูที่ทำให้กลุ่มของพวกมันเกือบจะพินาศไป

            “เป็นเจ้างั้นหรือคนที่ทำให้ท่านลุงของข้าต้องพิการ..ก็ดีในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาเจ้า!!”

            ท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนี้ทำให้กัสนึกแปลกใจ แต่ก็พอเดาได้แล้วว่าชายหนุ่มคนนี้มาจากไหนและทำไมถึงได้กล้าแสดงท่าทีแบบนี้ต่อหน้าเขา

            “นึกไม่ถึงว่าตระกูลราชันสิงโตทองคำจะยอมส่งคนมาเพิ่ม..ข้ายังนึกว่าพวกเจ้าจะซุกหัวหดหางไปตลอดเสียอีก”

            เรื่องนี้แม้จะเหนือความคาดหมายของกัสไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้

            ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่ากลุ่มสิงโตมงกุฎทองถูกโจมตีจนสูญเสียกำลังคนไปมากกลุ่มอ่อนแอลงอย่างมากเพราะการกดดันจากหลายๆ กลุ่ม

            ทว่ากัสก็ไม่คิดจริงๆว่าคนกลุ่มนี้จะยังรอดมาได้ทั้งยังมีการส่งกำลังเสริมจากภายนอกเพื่อมาควบคุมสถานการณ์ในเมืองแห่งนี้ด้วย

           

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน