ตอนที่ 82 สามกระบวนท่า
เปียวเฟยฟง เบิกตากว้างขึ้นเห็นได้ชัดว่าศิษย์สายนอกเบื้องหน้าผู้ที่ดูใบหน้าใส่ซื่อแท้จริงแล้วมิได้มีความหวั่นเกรงต่อตัวมันแม้สักนิดทั้งอากัปกิริยาและความมั่นใจที่แสดงออกมา บ่งบอกว่าพร้อมปะทะ!!
เสียงโอดครวญของสมุนทั้งสามก็ยังดังระงมประหนึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศโดยรอบให้น่าหวาดหวั่นใจมากยิ่งขึ้นไปอีก...สภาพของ เฉี่ยวเป่ย เจียงฉุน และ เซี่ยวถัง ค่อย ๆคลานร่างของพวกมันไปอยู่ด้านหลังของ เปียวเฟยฟง ด้วยอาการสั่นสะท้าน...
เฟิงอี้จุน แม้จะพอคาดเดาไว้ว่า เหยาซาน แข็งแกร่งมากแต่ขอบเขตจะอยู่ในระดับใดนั้นคงมิอาจชี้ชัด และที่แน่ ๆคือชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง(4-6) ไม่อาจต่อกรกับเหยาซาน ได้เลย... แต่จะรับมือกับ เปียวเฟยฟง ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7ได้มากน้อยเพียงใดคงต้องรอการพิสูจน์
จริงอยู่ที่ในแต่ละขั้นลมปราณนั้นมีความแตกต่าง...ทว่าในแต่ละช่วงขั้นจะยิ่งมีความแตกต่างมากขึ้นไปอีก...เฉกเช่นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 5 จะอ่อนแอกว่าขั้นที่ 6 อยู่พอสมควรแต่เมื่อไปเทียบกับชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนช่วงขั้นจากชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง(4-6) ไปเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นปลาย(7-9)ว่ากันว่าพื้นฐานจะถูกยกระดับขึ้น 2-3 เท่าเป็นอย่างน้อย ถือเป็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวมาก
โดยเฉพาะความแตกต่างของระดับชั้นลมปราณ…ระหว่างชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9และชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 1 นั้น ยิ่งเป็นช่องว่างที่ยากจะถมเต็ม มีความแตกต่างกันเกือบ10 เท่า ในปริมาณออร่าและความหนาแน่นของลมปราณในร่าง แต่แน่นอนว่าในการต่อสู้จริงๆ นั้น ยังมีปัจจัยอื่นเสริมขึ้นด้วยที่อาจทำให้ชั้นลมปราณด้อยกว่าสามารถเอาชนะได้ดังเช่นเรื่องของเคล็ดวิชาที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ในการปลดปล่อยลมปราณ...
เหยาซาน ที่สามารถแสดงพลังได้เหนือกว่าผู้เยาว์ในระดับพลังเท่าเทียมกันส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานร่างกายที่เหนือชั้นกว่าพลังสมาธิระดับสูงทำให้วิเคราะห์มองเห็นจุดอ่อนศัตรูอย่างรวดเร็ว และอาคมต่าง ๆที่คอยเกื้อหนุนในสภาวะฉุกเฉิน
แต่ก็มิอาจคาดหวังในอนาคตได้มากนัก เพราะสิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆถูกลดคุณค่าลงเมื่อชนชั้นพลังก้าวสู่ระดับที่มากขึ้น แน่นอนว่าตัวของ เหยาซาน เองก็ทราบดีในเรื่องนี้จึงเป็นสาเหตุให้เด็กหนุ่มทุ่มเทให้กับพื้นฐานลมปราณเป็นหลักในปัจจุบัน...
เปียวเฟยฟง กำหมัดแนบแน่น จนเลือดบนขมับแทบจะปริแตก ยิ่งโลหิตถูกสูบฉีดรุนแรงรอยบากบนใบหน้าก็ยิ่งเด่นชัดสร้างความน่าสะพรึงให้กับผู้พบเห็น... จดจ่องไปยังเฟิงอี้จุน และ เหยาซานด้วยความขุ่นเคืองในบางอย่างที่มีมากกว่าเรื่องลูกสมุนของตนถูกเล่นงาน...
“ผู้หนึ่งก็เป็นชายหน้าหยก...อีกผู้หนึ่งก็เป็นเด็กหน้าอ่อนดูใสซื่อ... เห็นหน้าของพวกเจ้าสองคนแล้วมันทำให้ข้าหงุดหงิดชะมัด!!อยากจะตะบั้นหน้าให้แหลกคามือยิ่ง!!”
“………” เฟิงอี้จุน และ เหยาซาน หันมองหน้ากันเล็กน้อยไม่แน่ชัดว่าพวกมันกำลังถูกเอ่ยชมหรือถูกเหน็บแนม แต่ที่แน่ ๆ ดูเหมือนว่าเปียวเฟยฟง จะโกรธเคืองที่ทั้งสองมีใบหน้าหล่อเหลามากกว่าตนเอง!!
เปียวเฟยฟง รู้ดีว่าหากรับมือทั้งสองคนพร้อมกัน ตนก็คงยากจะเอาชนะจึงชี้นิ้วตรงไปยัง เฟิงอี้จุน... “เฟิงอี้จุน!!ไหนเจ้าว่าจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเจ้าศิษย์นอกคอกนั่นอย่างไร!!”
“บอกแล้วปะไร ว่าข้าทำตามหน้าที่...คนของเจ้าแตะต้องม่านพลังระยะที่ 4 ที่ข้ารับหน้าที่ดูแล ดังนั้นข้าคงมิอาจนิ่งเฉยกับการกระทำเหล่านั้น...”เฟิงอี้จุน ยังคงกล่าวอ้างเหตุผลเดิม
เปียวเฟยฟง ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้นห้ามปรามเหล่าผู้ติดตามที่กำลังตั้งท่าพร้อมเข้าปะทะ...
“พวกเจ้าทั้งหมดถอยไป... อย่าทำให้ เฟิงอี้จุนมันมีข้ออ้างลงมือ...”
ได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้ติดตามของ เปียวเฟยฟง ก็เข้าใจทันที จึงถอยไปคนละหนึ่งก้าว...เหลือก็แต่ เปียวเฟยฟง ที่ยืนสวมกอดอกเด่นชัดเพียงลำพัง... “เช่นนี้แล้วเจ้าจะยังมีเหตุผลอันใดอีกหรือไม่?!”
เฟิงอี้จุน หว่างคิ้วยับย่นขึ้น... ก่อนจะกล่าวแผ่วเบา...
“ศิษย์น้องเหยา... ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องรับมือกับ เปียวเฟยฟงเพียงลำพังเสียแล้ว... แต่หากคนของมันเริ่มเคลื่อนไหวข้าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที...”
เหยาซาน ประสานมือขึ้นตอบรับ...
“ขอบคุณศิษย์พี่เฟิง... หากเป็นเจ้าเสียงฟ้าผ่านั่นผู้เดียวไหนเลยจะคณามือข้า...”
“อย่าเพิ่งประมาทไป... เปียวเฟยฟง แข็งแกร่งมากที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพี่ชายของมันที่เป็นศิษย์หลัก อันดับที่ 7 ของสำนักในเวลานี้หากเป็นการกระทบกระทั่งสามัญ ศิษย์หลักย่อมไม่กล้าเคลื่อนไหว แต่หากเจ้าลงมือกับน้องชายมันหนักเกินไปไม่แน่ว่าอาจสร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้เป็นพี่ชายก็เป็นได้
ตัวข้ามีท่านปู่คอยหนุนหลังอยู่ ดังนั้นต่อให้มีเรื่องกับเปียวเฟยฟง ตรง ๆ ขอเพียงไม่เล่นงานถึงขั้นพิกลพิการ ก็ไม่ค่อยจะมีผลกระทบอะไรนักแต่เจ้านั้นต่างออกไปไม่มีผู้ใดในสำนักให้การหนุนหลังจงจำเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี...” เฟิงอี้จุน กล่าวย้ำเตือนก่อนจะกลับไปนั่งยังที่ของตนดังเดิม
กลายเป็นการเผชิญหน้าของ เปียวเฟยฟง และ เหยาซานบนเส้นทางคับแคบ... แน่นอนว่าด้วยขนาดของพื้นที่เล็ก ๆ นี้ไม่ต้องกล่าวถึงการกวัดแกว่งอาวุธ เพียงแค่มือเท้ายังขยับเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนักจำต้องอาศัยการต่อสู้ในระยะประชิดเท่านั้น...
ทั้งสองฝ่ายต่างเดินดุ่ม ๆ เข้ามากันไร้ความยำเกรง...จนเวลานี้อยู่ในระยะเอื้อมมือ ห่างเพียงครึ่งก้าว แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเป็นฝ่ายเปิดฉากลงมือสายตาของทั้งคู่จดจ้องเขม่นกัน หากแต่ผู้หนึ่งมีความเดือดดาลเป็นที่ตั้งแต่อีกผู้หนึ่งกลับยิ้มอ่อนตอบรับ...
“แจ้งนามเจ้าออกมา ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ขยับปากอีกร่วมเดือน...”เปียวเฟยฟง เค้นเสียงขึ้น
“เหยาซาน เพิ่งเข้าสำนักวันนี้วันแรก...ถือเป็นการให้เกียรติในฐานะศิษย์น้อง และจ่ายค่าที่นั่งฝึกฝนข้าจะออมมือให้เจ้าสัก 3 กระบวนท่าก็แล้วกัน...” เด็กหนุ่มแสยะยิ้ม
เปียวเฟยฟง เดือดดาลเป็นทบทวี!! ดวงตาของทั้งสองประสานกันจนราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นเกิดขึ้น... ชั่วจังหวะนั้นเองที่ เปียวเฟยฟงระเบิดปราณอัคคีออกมา ก่อเกิดเปลวเพลิงลุกโหมท่วมร่างราวกับเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ชัดเจนว่ามันคือ อาภรณ์เปลวเพลิง เคล็ดวิชาระดับสูงของศิษย์สายใน...
ทว่า... เหยาซาน ก็มิยิ่งหย่อนกว่ากัน ระเบิดเคล็ดวิชาทักษะอาภรณ์เปลวเพลิง ที่ทัดเทียม หักล้างไอความร้อนของกันและกัน ซึ่งมันได้สร้างความตกตะลึงให้กับเปียวเฟยฟง และ เหล่าผู้ติดตามที่ด้านหลังของมันอย่างยิ่ง...
“บ้าน่า!! อาภรณ์เปลวเพลิงงั้นหรือ!!
จากศิษย์สายนอกที่เข้าสำนักวันแรกเนี่ยนะ!!”
แม้จะยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายใช้ อาภรณ์เปลวเพลิง ได้เยี่ยงไร... แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเปียวเฟยฟง ไหนเลยจะสามารถร่นถอย ศักดิ์ศรีศิษย์สายในระดับสูงสุดค้ำคอมันอยู่ไหนจะสายตาของเหล่าลูกสมุนที่ด้านหลัง ยังคงปักใจเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายยังอ่อนด้อยกว่าตนเองกำปั้นซ้ายขวาที่อาบท่วมเปลวเพลิง กระหน่ำต่อยเข้าใส่ร่างของ เหยาซานเลือกที่จะเป็นฝ่ายเปิดฉาก!!
ตูม! ตูม! ตูม!
แปดหมัดต่อเนื่องที่ถูกถาโถมเข้าไป กลับถูกฝ่ามือของ เหยาซานรับไว้ได้ทั้งหมดโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ!!สำคัญกว่านั้นจังหวะสุดท้าย มือขวาของ เหยาซาน ก็ได้ไปตบที่แก้มของ เปียวเฟยฟง เบาๆ เกิดเป็นเสียง... แปะ! ที่แทบไม่ได้ยิน
“กระบวนท่าที่หนึ่ง...” เหยาซาน กล่าวขึ้นรอยยิ้ม
เปียวเฟยฟง รู้สึกราวกับถูกเหยียบย้ำศักดิ์ศรีทั้งที่อีกฝ่ายสามารถโจมตี แต่กลับเลือกจะตบที่แก้มของมันเบา ๆ เท่านั้น!! จากที่ลั่นวาจาว่าจะออมมือให้ 3 กระบวนท่าไม่คิดว่าเด็กหนุ่มหน้าอ่อนผู้นี้ จะทำเช่นนั้นจริง ๆ ในการต่อสู้กับตน!!
“สารเลวเอ้ย!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!” เปียวเฟยฟงซัดมือเท้าระดมออกมาหนักหน่วงเป็นพายุ... หากแต่ทั้งหมดนั้น กลับถูกหลบเลี่ยงและรับมืออย่างง่ายดายจากเหยาซาน ประสบการณ์ต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถึงแม้ เปียวเฟยฟง จะเคยประลองยุทธมานับครั้งไม่ถ้วนภายในสำนักแต่ก็มิอาจเทียบเท่าการต่อสู้ขั้นเป็นตายที่ เหยาซาน เคยผ่านพ้นมา ดังนั้น เหยาซานจึงมองการต่อสู้กับ เปียวเฟยฟง นั้นมิต่างการละเล่นหยอกเย้าที่ไม่ต้องหวาดหวั่นต่อความตายเฉยเช่นทุกครา...
ในจังหวะที่ เปียวเฟยฟง สลับเปลี่ยนลมหายใจเพียงน้อยนิดชะงักกระบวนท่า...สันฝ่ามือของ เหยาซาน ก็ตวัดแม่นยำ แตะสัมผัสเข้าที่ลำคอของ เปียวเฟยฟงอย่างแผ่วเบามิต่างคราแรก...
“กระบวนท่าที่สอง...” เหยาซานกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง
“!!!!!!!!!!” คราวนี้ เปียวเฟยฟง เบิกตากว้างขึ้นทันทีหากเมื่อครู่อีกฝ่ายใช้พลังเต็มที่โจมตีเข้ามา นั่นหมายถึงลำคอของมันจะถูกฟาดฟันด้วยพลังมหาศาลอาจถึงขั้นกระดูกคอแตกร้าว หรือหากร้ายแรงไปกว่านั้นศีรษะอาจจะร่วงหล่นจากบ่าก็เป็นได้ สามารถนับเป็นการตัดสินชี้ขาดในครั้งเดียว...
เฟิงอี้จุน ที่เฝ้าดูการต่อสู้ ถึงกับสูดหายใจลึก ดวงตาเบิกโพลง...
“ฝีมือต่างกันเกินไป... ศิษย์น้องเหยาไม่ได้เอาจริงกับการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยซ้ำ!!ไม่ต่างอะไรกับการรังแกคนอ่อนแอผู้หนึ่ง มันชัดเจนอย่างยิ่งว่าฝีมือของ ศิษย์น้องเหยาอยู่ในระดับของศิษย์หลักไปแล้ว ทั้งยังมิใช่ระดับของศิษย์หลักปลายแถวอีกด้วย...
สัตว์ประหลาดชัด ๆ คนผู้นี้มิได้มีเพียงแค่พรสวรรค์ด้านปราณอัคคีแต่พร้อมสรรพในพรสวรรค์ที่ครอบคลุมแทบจะทุกด้าน!!” เฟิงอี้จุนถึงกับเหงื่อท่วมร่าง จิตใจสั่นไหวรุนแรง รู้สึกว่าตนเองโชคดียิ่งนักที่เลือกตัดสินใจไม่เป็นปรปักษ์กับ เหยาซาน ตั้งแต่คราแรกที่ได้เจอเพราะหากคู่ต่อสู้ในเวลานี้มิใช่ เปียวเฟยฟง แต่เป็นตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่แตกต่างกัน...
เปียวเฟยฟง บัดนี้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ถาโถมการโจมตีเข้ามาพร้อมกับจิตใจที่เริ่มหวาดกลัวต่อเด็กหนุ่มหน้าอ่อนเบื้องหน้าในเวลานี้มันเริ่มสัมผัสได้ถึงขนาดร่างของ เหยาซาน ที่คล้ายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ มองเห็นเหยาซาน มีแปดแขนสิบมือที่ไม่ว่าจะโจมตีเข้าไปมากมายเพียงใดก็สามารถรับไว้ได้ทั้งหมด!!
แน่นอนว่าภาพเหล่านั้นเป็นเพียงแค่รากเหง้าแห่งความคิด แต่ในความเป็นจริงเหยาซาน ก็ยังเป็นเด็กหนุ่มใบหน้าใสซื่อเฉกเช่นเดิม ทว่า เปียวเฟยฟงกำลังถูกความกลัวในจิตใจเข้าครอบงำ จนทำให้จิตสำนึกของมันสร้างนิมิตภาพหลอนเมื่อถูกกดดันหนักข้อ...
ชั่วพริบตานั้นเองที่เข่าของ เหยาซาน ถูกยกขึ้น...ก่อนจะหยุดลงที่หว่างขาของ เปียวเฟยฟง ห่างจากจุดยุทธศาสตร์ของมันไม่ถึงครึ่งนิ้วหาก เหยาซาน ออกแรงมากไปกว่านี้ และไม่หยุดกระบวนท่าเอาไว้ ระฆังคู่เล็กของมันที่หว่างขาอย่างน้อยข้างหนึ่งคงแหลกเหลวในพริบตา...
“กระบวนท่าที่สาม...”
เปียวเฟยฟง หยุดชะงักการโจมตีทั้งหมดไปในทันที!! ใบหน้าของมันซีดเผือดประหนึ่งไร้โลหิตไหลเวียนเป็นจังหวะที่มีโอกาสได้เงยหน้าขึ้นสบตากับ เหยาซาน อีกครั้ง... หากแต่ครานี้ใบหน้าของ เหยาซาน มิได้ปรากฏรอยยิ้มอีกต่อไปแล้วแต่มันเป็นใบหน้าที่ดุดันราวกับยักษ์มารที่แผ่ล้นจิตคุกคามและจิตสังหารออกมามากมายเหนือล้น!!
“โอกาสของเจ้าหมดลงแล้ว... การโจมตีครั้งต่อไปของข้าจะไม่มีการยั้งมืออีกต่อไป!!”
สิ้นเสียงที่ก้องดังดุจฟ้าถล่ม... แข้งขาของ เปียวเฟยฟงอ่อนระทวยไม่เหลือกำลัง ทรุดเข่าลงล้มพับกันพื้นเหงื่อแตกซิกอาบท่วมแผ่นหลังทั้งหมด... ความรู้สึกของ เปี่ยวเฟยฟง ในเวลานี้รู้สึกเหมือนกำแพงแห่งความเชื่อมั่นทั้งหมดล้มครืนลงมาและผู้ที่ได้ทำลายกำแพงดังกล่าว คือเงาร่างของปีศาจที่ใต้หางตาปรากฏปานแดงรูปดาวห้าแฉก...
ทั้งร่างกายและจิตใจ สั่นสะท้านจนมิอาจควบคุม...
“สะ...ศิษย์น้องเหยา ได้โปรดให้อภัยด้วย ข้ายอมแพ้แล้วข้ายอมแพ้แล้ว”
........................................
**คืนนี้ไม่มีการอัพแล้วนะครับ ตอนถัดไปเป็นวันพรุ่งนี้**