“สวรรค์คุ้มครอง!! ท่านยังปลอดภัยดี..นายน้อย”
ชายรูปร่างสันทัดอายุราวสามสิบกว่า ๆ คนหนึ่งพุ่งเข้ามาหาโหวหวังอย่างกับนักพรตเจอพระโพธิสัตว์
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความดีใจปนคลอหยดน้ำตา..
ภาพนั้นมันชวนให้นึกถึงพ่อที่เพิ่งเจอลูกชายกลับมาจากแนวหน้า
“ท่านรู้หรือไม่ว่า เซ่อ หง ผู้นี้เป็นห่วงท่านมากขนาดไหน”
ผมนั่งอยู่ไม่ไกลนัก..
มองดูเหตุการณ์แบบเงียบ ๆ แล้วก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้
โหวหวังนี่มันมีคนห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่ดูจากสีหน้าเซ่อหงก็พอเข้าใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนี้มันลึกกว่าที่เห็น
ผมนี่เกือบจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วด้วยซ้ำ..
ถ้าบรรยากาศมันจริงจังกว่านี้อีกนิด และสองคนตรงหน้าไม่ใช่ผู้ชายกล้ามเป็นมัด ๆ
ผมคงอินจนน้ำตาไหลไปแล้วล่ะ..
“ลำบากท่านแล้ว..พี่หง”
โหวหวังยิ้มตอนพูดออกมา ส่วนตัวของมันก็ยืนนิ่งให้เซ่อหงสำรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่นิดเดียว
เหมือนกับว่าถ้าหมอนั่นไม่ยอมให้เซ่อหงตรวจว่าบาดเจ็บหรือหนวดหายไปกี่เส้น เซ่อหงก็คงคะยั้นคะยอไม่ปล่อยผ่าน
“นี่เจ้าคุณพ่อของฉันถึงกับส่งพวกท่าน 'เจ็ดมงกุฎ' ออกมาตามหาฉันเลยฤๅนี่..”
“ส่งพวกข้าเจ็ดพี่น้องมายังน้อยไปนายน้อย..
นี่ท่านเล่นหายไปเกือบสามอาทิตย์..!
คนก่อนหน้าที่ส่งมาล้วนหาท่านไม่พบ พากันร้อนใจไปถึงท่านเจ้าเมืองขนาดไหน
นี่ท่านรู้หรือไม่หากอีกสามวันถ้าพวกข้าเจ็ดมงกุฎยังหาท่านไม่พบ ท่านเจ้าเมืองจะออกตามหาท่านด้วยตนเองแล้ว
จริงสิ!
ต้องรีบรายงานนายท่านให้ทราบก่อน”
เจ้าคนที่พูดจบก็ล้วงยันต์สื่อสารแสนลี้ออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะเริ่มติดต่อหาเจ้าคุณพ่อของโหวหวังในทันที
ผมนั่งมองอย่างเงียบ ๆ แล้วก็ได้แต่คิดในใจ..
ขนาดโหวหวังยังขนาดนี้ แล้วท่านย่าผมจะขนาดไหน
หากไม่ติดว่าตอนนี้เส้นปราณของผมเพิ่งถูกผ่าตัดมาแล้วใช้พลังปราณไม่ได้
ผมคงได้หยิบยันต์แสนลี้ออกมาบ้างแล้ว
คงต้องรีบกลับไปที่เมืองนพบุรีแล้ว
แต่ตอนที่เซ่อหงพูดนั้น มีคำ ๆ หนึ่งที่ฟังดูแปลก ๆ ทำเอาพวกผมที่เหลือหันไปมองหน้ากันด้วยสีหน้างง ๆ แบบประสาคนไม่เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น
เอาจริง ๆ นะ..
ในหัวผมตอนนั้นมันมีคำเดียวเลย..
'ยี่สิบวันเหรอ?'
คือผมไม่รู้ว่าพวกนายเคยติดอยู่ในถ้ำแล้วเวลาเดินแปลก ๆ ไหม แต่ในความรู้สึกของผม เราอยู่ในนั้นแค่ห้าวันเศษ ๆ เท่านั้น
แต่เซ่อหงบอกว่าพวกผมหายไปเกือบสามอาทิตย์!
มันก็ชวนให้ขนลุกพอตัวอยู่
พวกเราพูดคุยกันพอเป็นพิธี ถามกันไปถามกันมา สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าเวลาในถ้ำนั้นมันเพี้ยนไปได้ยังไง
จะว่าไป..
คนเดียวที่น่าจะตอบได้ก็คงมีแค่ดวงจิตของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขานั่นแหละ
ซึ่งตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าดวงจิตของเขากำลัง ชดใช้กรรม.. เสพสุขบนสวรรค์.. หรือไปเกิดใหม่แล้ว
คงได้แต่ปล่อยคำถามนี้ให้ลอยอยู่ในอากาศต่อไปแบบนั้นแหละ
“เอาล่ะ..
ข้าแจ้งไปยังท่านเจ้าเมืองและพี่น้องของข้าแล้ว
พวกเรารีบกลับไปยังเมืองมังกรธารากันก่อนเถิด พวกพี่น้องของข้าเองก็ร้อนใจอยากพบนายน้อยจะแย่แล้ว”
เซ่อหงพูดจบก็ยกนิ้วที่ใส่แหวนมิติขึ้นมาดีดดังเป๊าะ ก่อนที่ตรงหน้าพวกเราจะปรากฏเรือ..
ไม่สิ..
มันดูคล้ายเรือ แต่ขนาดเท่ารถตู้
ซึ่งจากปากของโหวหวัง มันก็บอก ว่าสิ่งนี้เรียกว่า 'เนาปราณ'
เนาปราณเหรอ..
แค่ชื่อก็รู้สึกเหมือนเป็นของล้ำค่าที่ผมไม่น่ามีโอกาสได้ขึ้นแล้ว
แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ..
เซ่อหงดีดนิ้วแค่ครั้งเดียว เจ้าเรือบินแบบพับเก็บได้ขนาดเท่ารถตู้นี่ก็ผุดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ตามที่โหวหวังมันเล่า..
เนาปราณก็ไม่ได้แพงเท่าไหร่หรอก
ราคามีตั้งแต่ไม่กี่เหรียญเงินยันเหรียญทอง ขึ้นอยู่กับรุ่นกับแบรนด์ (ถ้ามียี่ห้อในยุทธภพนะ)
แต่ปัญหาคือมันกินเชื้อเพลิงเฉพาะทางต่างหาก
เชื้อเพลิงที่ว่านั่นคือแร่ชนิดหนึ่งชื่อว่า 'กำลังเดือน' ฟังดูเหมือนของชื่อของเครื่องดื่มชูกำลังเลยว่าไหม
แต่จริง ๆ มันคือแร่ล้ำค่าที่ต้องบริสุทธิ์สิบส่วนเต็มเท่านั้นถึงจะใช้ได้
เท่านั้นไม่พอ..
ไอ้กำลังเดือนนี่น่ะ ดันมีแค่ที่สำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักเท่านั้นอีกต่างหาก
พูดง่าย ๆ คือ.. ต่อให้คุณมีเนาปราณ แต่ถ้าไม่มีแร่กำลังเดือนระดับเทพ ก็ขับมันไม่ได้อยู่ดี
ส่วนเซ่อหงที่ควักของแบบนี้ออกมาได้เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ก็เพราะเขาเป็นถึงเจ็ดมงกุฎของตระกูลพญาวานร
ยศที่ไม่ใช่แค่ข้ามหน้าข้ามตาคนตระกูลซุนหลายคนได้ แต่ยังพอมีสิทธิ์เลือกใช้ของฟุ่มเฟือยแบบไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะแบนหลังใช้เสร็จ
นี่แหละ..
คนที่มีอภิสิทธิ์ของจริง
“เอาล่ะ..นายน้อย..คุณชายหลิวและ..เอ่อ..”
พี่เซ่อหงหันไปมองสองพี่น้องจากราชวงศ์หนาน..
สีหน้าเขาดูงงเล็กน้อยแบบคนที่กำลังพยายามนึกชื่อใครสักคน แต่สุดท้ายก็จนปัญญา
คงไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด ซึ่งก็ไม่แปลก
“ช่างเถอะ.. ค่อยถามชื่อคราหลัง..
คุณหญิงคุณชายเชิญ ข้าจะพาพวกท่านกลับไปที่เมืองมังกรธาราก่อน
พี่ ๆ น้อง ๆ ของข้ารอนายน้อยอยู่ เชิญ..”
เขาผายมือไปทางเนาปราณที่จอดรออย่างสง่างาม ส่วนพวกเราก็เริ่มขยับตัวต่อแถวกันขึ้นเรือแบบเงียบ ๆ
ผมเองก็ไม่ใช่คนชินกับอะไรแบบนี้นัก จะให้บอกว่าทำตัวเหมือนขุนนางเหาะเหินเดินอากาศน่ะเหรอ..
ก็ไม่ใช่..
แต่เอาเถอะ.. วันนี้ทั้งวันมันก็เหนือจริงเกินพออยู่แล้ว ขึ้นเนาปราณไปอีกสักรอบคงไม่ทำให้โลกหมุนผิดทิศไปกว่านี้หรอกมั้ง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ขึ้นเนาปราณจริง ๆ
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินพ่อบุญธรรมเล่าให้ฟังอยู่บ้างว่าของแบบนี้มันมีอยู่จริงในโลกของจอมยุทธ์
แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกับตัวเองเร็วขนาดนี้เหมือนกัน
ความรู้สึกตอนจะก้าวขึ้นไปน่ะเหรอ?
ตื่นเต้นสิครับ!!
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง ของหายากแถมยังบินได้เร็วแบบนี้ คนธรรมดาที่เคยเดินตากแดดตากลมอย่างผม จะไม่อยากรู้หรือว่ามันแรงแค่ไหน?
ขนาดตอนที่มาที่ยุทธทวีป ผมยังถูกหิ้วมาโดยยี่ฟู่ของผมเลย
พวกเราทั้งห้าใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เดินทางกลับมาถึงเมืองมังกรธาราในยามเย็นแล้ว
โคตรจะเร็วเลยจริง ๆ นะเนาปราณนี่..
ถ้าผมยังใช้สองขาของตัวเองวิ่งกระเสือกกระสนกลับมา ก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันเป็นอย่างต่ำ
นี่ย่นเวลาให้ผมไปได้หลายเท่าจนแทบอยากก้มกราบพื้นยานเลยทีเดียว
พอไปถึงเมือง..
พี่เซ่อหงก็พาเราทั้งกลุ่มตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่เขานัดเหล่าเจ็ดมงกุฎที่เหลือไว้ตอนก่อนหน้า
แล้วทันทีที่ผมเห็นหน้าคนทั้งเจ็ดพร้อมกัน..
ให้ตายเถอะ..
พวกเราสามคนถึงกับหันไปมองหน้ากันแบบไม่ได้นัดหมาย
หน้าตาพวกนั้นเหมือนกันเป๊ะจนผมแทบอยากขอเอามือตัวเองตบหน้าตัวเองดูว่ากำลังฝันอยู่รึเปล่า
พวกเขาเป็นฝาแฝดเจ็ด!!
ใช่ครับ!!
เป็นฝาแฝดที่เหมือนกันจนไม่ต้องถามใครก็รู้
แค่ผมลองจินตนาการถึงแม่ของพวกเขา ผมก็รู้สึกผิดแทนร่างกายของเธอขึ้นมาทันที
ผมอยากจะรู้ว่าตอนก่อนคลอดจะมีขนาดท้องใหญ่โตประมาณไหน ยัดลูกเจ็ดคนไว้พร้อมกันได้!
ผมนี่ไม่อยากจะคิดลามปามไปมากกว่านี้เลยจริง ๆ
และด้วยความที่หน้าเหมือนกันทุกระเบียบ ทำให้การมองหน้าตาเพื่อแยกชื่อแยกคนนั้นยากมา
แต่โชคยังดี.. ที่แต่ละคนสวมเสื้อคนละสีกันตามชื่อ อย่างเซ่อหงที่นำเรามาก็ใส่เสื้อสีแดง อีกหกคนก็แบ่งกันสวมตามเฉดรุ้ง ครบเจ็ดสีพอดี รวมแล้วเจ็ดมงกุฎนี่ก็ชื่อ เซ่อหง เซ่อเฉิง เซ่อหวง เซ่อลู่ เซ่อหลัน เซ่อเตี้ยน และเซ่อสือ
แค่จำชื่อไม่สลับก็บุญแล้ว
หลังจากที่เราได้กลับมารวมตัวกันครบ และเหล่าพี่น้องตระกูลเซ่อหรือที่เรียกกันว่าเจ็ดมงกุฎก็ตรวจเช็กร่างกายของโหวหวังจนมั่นใจว่ามันยังครบสามสิบสอง
เราทั้งหมดก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันตามประสาคนเพิ่งรอดจากหายนะ
แน่นอนว่าเรื่องในถ้ำไม่มีใครพูดถึง
ไม่ใช่เพราะลืมหรอก..
แต่เพราะรู้กันดีว่าไม่ควรพูดมากกว่า
คุยไปคุยมาก็เริ่มมีประเด็นอื่นหลุดออกมา โดยเฉพาะข่าวใหญ่ที่ทำเอาผมหูผึ่ง
สำนักการค้าจันทร์เสี้ยวปิดตัวหนีหายไปแล้ว!? แถมเจ้าเมืองซุนต้าชิงยังไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับพวกผู้ใหญ่ในเมืองด้วยเหตุผลบางอย่าง
พอไม่มีใครรู้ ข่าวก็ล่าช้า คนก็เผ่นแน่บ จะตามก็ไม่ทัน เหลือแต่ตึกโล่ง ๆ กับความว่างเปล่าที่เอาไปทำอะไรไม่ได้เลย
ใครจะไปรู้ล่ะ..
ว่าตอนเรากำลังตะเกียกตะกายหนีตายอยู่ในถ้ำ ข้างนอกจะกำลังวุ่นวายแบบนี้เหมือนกัน
“แล้วพวกเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป.. หงชุน?”
ผมหยิบของกินเข้าปากไปคำหนึ่งก่อนจะหันไปถามออกมาดื้อ ๆ แบบไม่ได้คิดอะไรมากนัก
“ไม่เหลือร่องรอยแบบนี้..
ข้าว่าคุณูปการที่เจ้าจะได้รับคงหมดหวังแล้วล่ะ..
เสียแรงและยังเจ็บตัวฟรีอีก
อ้อ..ข้าหมายถึงเสียแรงเปล่า”
“ไม่เสียแรงเปล่าหรอกพี่หลิว”
เจ้าหงชุนพูดพลางยิ้มบาง ๆ ออกมา..
ผมมองแล้วก็รู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่แค่รอยยิ้มธรรมดา แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างไปแล้วโดยไม่ลังเลเลย
“แต่แรกข้าก็ไม่ได้หวังบัลลังก์ของเสด็จตาเสียเท่าไหร่..
แต่ที่ข้ากระโดดเข้าร่วมวงการแย่งชิงแคว้นในครั้งนี้ ก็เพราะว่าข้ารู้เรื่องเงินเถื่อนจากเสด็จพ่อ
สืบไปสืบมาจึงได้รู้ว่าฐานผลิตเงินเถื่อนอยู่ที่เมืองแห่งนี้ แล้วการที่จะออกมาสืบเรื่องเงินเถื่อนนอกแคว้นมีแต่ต้องกลายเป็นตัวแทนในการชิงบัลลังก์ถึงจะทำได้อย่างสะดวก
เป้าหมายของข้าแต่แรกเพียงแค่อยากทำเพื่อชาวบ้านตาดำ ๆ หาเช้ากินค่ำจะได้มิต้องเดือดร้อนจากเรื่องชั่วช้าของคนผู้โลภมาก
หากพวกเขาที่ลงแรงเพื่อได้เงินอันน้อยนิดแต่สิ่งที่ถือในมือดันกลายเป็นของแปลกปลอมที่ไม่มีค่า
ข้าก็อดที่จะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้
การที่ข้าเสียแรงไปแม้ไม่ได้คุณูปการใด ๆ ตอบกลับมาแลกกับการที่ข้าทลายฐานผลิตเงินเถื่อนได้
ข้าก็ว่าคุ้มค่าแล้ว!
อีกอย่าง..
การที่ได้รู้จักพวกท่านแถมด้วยเปลวนิพพานในร่างข้าที่ถูกจุดติดขึ้นมา
นับว่ากำไรเกินคาดแล้วล่ะท่าน”
สายตาของหนานหงชุนพลันกวาดมองมาที่ทางผมและซุนโหวหวังตามลำดับ
“ยิ่งได้พบพวกท่านทั้งสองคน.. ได้เป็นสหายกัน..
ก็นับว่าไม่เสียแรงเปล่าแล้วจริง ๆ”
“แน่นอนว่าความอุตสาหะของเอ็งต้องไม่เสียเปล่า
เอ็งอย่าลืม..
ต่อหน้าของเอ็งตอนนี้คือพ่อเมืองน้อยแห่งเมืองนพบุรี แถมพี่ ๆ พวกนี้ก็เป็นถึงเจ็ดมงกุฎแห่งสกุลพญาวานร..!
เรื่องนี้เอ็งต้องได้ประโยชน์”
โหวหวังพูดจบก็หันไปมองเหล่าเจ็ดมงกุฎที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยแววตาของคนที่สั่งงานคนจนชิน
ผมนั่งดูเงียบ ๆ แล้วก็อดขำในใจไม่ได้
หรือจะบอกว่ารู้สึกแปลกก็ไม่ผิดนัก
เพราะปกติมันดูเป็นคนเรื่อย ๆ ไม่ค่อยใส่ใจกับอะไร.. อ้อ.. ยกเว้นเรื่องผู้หญิงน่ะนะ
แต่พอมันกำลังจะใช้อำนาจที่มันมี..
มันก็ดูโตขึ้นและเท่ไม่หยอก
“พี่หง..พี่หลัน..!
พวกพี่ประสานกับสกุลปีกมังกรถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทำอย่างไรก็ได้ให้พวกเขาเขียนจดหมายขอโทษไปยังแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น..
กำชับด้วยว่าต้องเขียนด้วยมือและต้องลงตราประทับอัตลักษณ์ปราณของระดับอาวุโสของสกุลขึ้นไปเท่านั้น!!
พี่ลู่..พี่เฉิง..!
พี่ทั้งสองประกาศออกไปถึงความดีที่เกลอของฉันได้กระทำ จักใช้คนของเราหรือจะล่อนจดหมายเปิดผนึกก็แล้วแต่พวกพี่
พี่สือ..!
พี่ประสานไปยังเจ้าคุณพ่อเรื่องการจัดเตรียมสินไหมทดแทน หากเสร็จทันก่อนพวกฉันกลับไปที่เมืองจะดีมาก
พี่หวง..พี่เตี้ยน..!
พี่สองคนตามส่งพ่อหงชุนกับแม่หงเซียกลับแคว้น!
เรื่องทั้งหมดที่ข้าสั่งค่อยจัดการหลังจากทานข้าวเสร็จ”
“ทราบ*7”
ผมนั่งมองภาพพวกเจ็ดมงกุฎขานรับพร้อมเพรียงเหมือนนักเรียนท่องสูตรคูณ
เสร็จแล้วพวกเขาก็พากันเร่งตักอาหารยัดใส่ปากแบบไม่มีใครเหลียวมองใคร เหมือนรีบกินรีบไปทำงานตามคำสั่งของโหวหวังกันหมด
“เท่านี้เอ็งคงได้คุณูปการมากหลายแล้ว.. เกลอ
แถมเสด็จตาของเอ็งยังได้หน้าด้วยหากสกุลปีกมังกรส่งจดหมายขอโทษให้”
โหวหวังพูดกับหงชุน..
ผมนั่งดูอยู่เงียบ ๆ ในใจนี่แอบคิด..
สองคนนี้ ถ้าไม่บอกว่ามาจากดินแดนที่แยกเขี้ยวใส่กัน ผมก็คงนึกว่าโตมาด้วยกันจนสนิทใจถึงขนาดนี้แล้วล่ะ
แต่ก็นะ..
เรื่องอื่นที่โหวหวังมันสั่งผมก็รู้แหละว่ามันสามารถทำได้ทั้งหมด
แต่เรื่องที่จะให้ตระกูลปีกมังกรเขียนจดหมายขอโทษ แถมยังต้องให้คนระดับผู้อาวุโสของตระกูลลงตราประทับปราณให้ด้วยเนี่ย..
ผมมองว่าเป็นเรื่องยาก
ก็อยากที่พวกนายรู้..
ว่าราชวงศ์หนานกับตระกูลตงนั้นมีความชังต่อกันมาหลายพันปี การที่โหวหวังร้องขอให้ฝ่ายนั้นเขียนจดหมายขอโทษก็ไม่ต่างกับบอกให้คนในตระกูลปีกมังกรเดินเรียงแถวไปตบหน้าตัวเองที่พระตำหนักของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์
“พี่ซุน... ข้า..ข้า..ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณท่านได้เช่นไร ได้โปรดรับการคารวะจากข้าอีกครั้ง”
ผมเห็นหงชุนค่อย ๆ รินเหล้าลงจอก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างตั้งใจ
ดูจากสีหน้าและท่าทางแล้ว..
มันคงอยากจะทำอะไรให้สมเกียรติและจริงจังกับทุกคำพูดของตัวเองจริง ๆ
“ช้าก่อนเกลอ..”
โหวหวังรีบยกมือขึ้นห้ามไว้ทันที
“ฉันไม่ได้อยากได้การคารวะจากเอ็ง..
ขอเพียงหลังจากกลับไปถึงแคว้น เอ็งรีบแย่งชิงบัลลังก์มานั่งให้มั่นคงก็พอ
รอวันที่เอ็งได้เป็นกษัตริย์และสยบความบาดหมางของพวกเราสองดินแดนได้เร็ว ๆ
เขตแดนในการปกครองตระกูลของฉันจักได้สงบร่มเย็นขึ้น
แบบนี้ก็เท่ากับว่าทั้งฉันและเอ็งได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เพราะฉะนั้น..
จงอย่าได้คิดเป็นบุญคุณต่อกันเลย..
อ้ายหงชุน”
“ได้..ได้! ข้ารับปากท่าน..พี่ซุน แต่อย่างไรเหล้าจอกนี้ข้าก็ต้องดื่มให้ท่าน!!”
เจ้าหงชุนซดเหล้าหมดจอกในรวดเดียวจนผมเองยังรู้สึกแสบคอแทน
ผมหันไปเห็นโหวหวังส่งสายตาไปทางหงเซีย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับยัยนั่นอย่างอ่อนโยน
เป็นภาพที่ถ้าใครได้เห็นก็รู้เลยว่า..
สองคนนี้..
สายสัมพันธ์มันเหนียวแน่นเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยคำพูดธรรมดา
“มีพี่อยู่..
น้องไม่ต้องกลัวว่า..ว่าที่พี่เขยของฉันจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
ส่วนของที่จักส่งไปให้..
ก็คิดเสียว่าเป็นสินสอดล่วงหน้าก็แล้วกัน..
รอวันที่ความบาดหมางของพวกเราสองดินแดนสงบลง
พี่จะแห่ขันหมากไปสู่ขอน้องแน่..”
ผมเห็นแก้มหงเซียขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่รอบนี้เธอไม่ได้หลบตาคนที่พูดด้วยเลย
กลับกัน..
เธอเลือกที่จะสบตาและตอบกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนเดิม
“ข้าจะรอท่าน..ท่านพี่..”