ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 51 ข้อจะรอท่าน

            “สวรรค์คุ้มครอง!! ท่านยังปลอดภัยดี..นายน้อย”

            ชายรูปร่างสันทัดอายุราวสามสิบกว่า ๆ คนหนึ่งพุ่งเข้ามาหาโหวหวังอย่างกับนักพรตเจอพระโพธิสัตว์

            ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความดีใจปนคลอหยดน้ำตา..

            ภาพนั้นมันชวนให้นึกถึงพ่อที่เพิ่งเจอลูกชายกลับมาจากแนวหน้า

            “ท่านรู้หรือไม่ว่า เซ่อ หง ผู้นี้เป็นห่วงท่านมากขนาดไหน”

            ผมนั่งอยู่ไม่ไกลนัก..

            มองดูเหตุการณ์แบบเงียบ ๆ แล้วก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้

            โหวหวังนี่มันมีคนห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่ดูจากสีหน้าเซ่อหงก็พอเข้าใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนี้มันลึกกว่าที่เห็น

            ผมนี่เกือบจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วด้วยซ้ำ..

            ถ้าบรรยากาศมันจริงจังกว่านี้อีกนิด และสองคนตรงหน้าไม่ใช่ผู้ชายกล้ามเป็นมัด ๆ

            ผมคงอินจนน้ำตาไหลไปแล้วล่ะ..

             

            “ลำบากท่านแล้ว..พี่หง”

            โหวหวังยิ้มตอนพูดออกมา ส่วนตัวของมันก็ยืนนิ่งให้เซ่อหงสำรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่นิดเดียว

            เหมือนกับว่าถ้าหมอนั่นไม่ยอมให้เซ่อหงตรวจว่าบาดเจ็บหรือหนวดหายไปกี่เส้น เซ่อหงก็คงคะยั้นคะยอไม่ปล่อยผ่าน

            “นี่เจ้าคุณพ่อของฉันถึงกับส่งพวกท่าน 'เจ็ดมงกุฎ' ออกมาตามหาฉันเลยฤๅนี่..”

             

            “ส่งพวกข้าเจ็ดพี่น้องมายังน้อยไปนายน้อย..

            นี่ท่านเล่นหายไปเกือบสามอาทิตย์..!

            คนก่อนหน้าที่ส่งมาล้วนหาท่านไม่พบ พากันร้อนใจไปถึงท่านเจ้าเมืองขนาดไหน

            นี่ท่านรู้หรือไม่หากอีกสามวันถ้าพวกข้าเจ็ดมงกุฎยังหาท่านไม่พบ ท่านเจ้าเมืองจะออกตามหาท่านด้วยตนเองแล้ว

            จริงสิ!

            ต้องรีบรายงานนายท่านให้ทราบก่อน”

            เจ้าคนที่พูดจบก็ล้วงยันต์สื่อสารแสนลี้ออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะเริ่มติดต่อหาเจ้าคุณพ่อของโหวหวังในทันที

             

            ผมนั่งมองอย่างเงียบ ๆ แล้วก็ได้แต่คิดในใจ..

            ขนาดโหวหวังยังขนาดนี้ แล้วท่านย่าผมจะขนาดไหน

            หากไม่ติดว่าตอนนี้เส้นปราณของผมเพิ่งถูกผ่าตัดมาแล้วใช้พลังปราณไม่ได้

            ผมคงได้หยิบยันต์แสนลี้ออกมาบ้างแล้ว

            คงต้องรีบกลับไปที่เมืองนพบุรีแล้ว

             

            แต่ตอนที่เซ่อหงพูดนั้น มีคำ ๆ หนึ่งที่ฟังดูแปลก ๆ ทำเอาพวกผมที่เหลือหันไปมองหน้ากันด้วยสีหน้างง ๆ แบบประสาคนไม่เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น

            เอาจริง ๆ นะ..

            ในหัวผมตอนนั้นมันมีคำเดียวเลย..

            'ยี่สิบวันเหรอ?'

            คือผมไม่รู้ว่าพวกนายเคยติดอยู่ในถ้ำแล้วเวลาเดินแปลก ๆ ไหม แต่ในความรู้สึกของผม เราอยู่ในนั้นแค่ห้าวันเศษ ๆ เท่านั้น

            แต่เซ่อหงบอกว่าพวกผมหายไปเกือบสามอาทิตย์!

            มันก็ชวนให้ขนลุกพอตัวอยู่

             

            พวกเราพูดคุยกันพอเป็นพิธี ถามกันไปถามกันมา สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าเวลาในถ้ำนั้นมันเพี้ยนไปได้ยังไง

            จะว่าไป..

            คนเดียวที่น่าจะตอบได้ก็คงมีแค่ดวงจิตของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขานั่นแหละ

            ซึ่งตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าดวงจิตของเขากำลัง ชดใช้กรรม.. เสพสุขบนสวรรค์.. หรือไปเกิดใหม่แล้ว

            คงได้แต่ปล่อยคำถามนี้ให้ลอยอยู่ในอากาศต่อไปแบบนั้นแหละ

             

            “เอาล่ะ..

            ข้าแจ้งไปยังท่านเจ้าเมืองและพี่น้องของข้าแล้ว

            พวกเรารีบกลับไปยังเมืองมังกรธารากันก่อนเถิด พวกพี่น้องของข้าเองก็ร้อนใจอยากพบนายน้อยจะแย่แล้ว”

            เซ่อหงพูดจบก็ยกนิ้วที่ใส่แหวนมิติขึ้นมาดีดดังเป๊าะ ก่อนที่ตรงหน้าพวกเราจะปรากฏเรือ..

            ไม่สิ..

            มันดูคล้ายเรือ แต่ขนาดเท่ารถตู้

            ซึ่งจากปากของโหวหวัง มันก็บอก ว่าสิ่งนี้เรียกว่า 'เนาปราณ'

             

            เนาปราณเหรอ..

            แค่ชื่อก็รู้สึกเหมือนเป็นของล้ำค่าที่ผมไม่น่ามีโอกาสได้ขึ้นแล้ว

            แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ..

            เซ่อหงดีดนิ้วแค่ครั้งเดียว เจ้าเรือบินแบบพับเก็บได้ขนาดเท่ารถตู้นี่ก็ผุดขึ้นต่อหน้าต่อตา

             

            ตามที่โหวหวังมันเล่า..

            เนาปราณก็ไม่ได้แพงเท่าไหร่หรอก

            ราคามีตั้งแต่ไม่กี่เหรียญเงินยันเหรียญทอง ขึ้นอยู่กับรุ่นกับแบรนด์ (ถ้ามียี่ห้อในยุทธภพนะ)

            แต่ปัญหาคือมันกินเชื้อเพลิงเฉพาะทางต่างหาก

            เชื้อเพลิงที่ว่านั่นคือแร่ชนิดหนึ่งชื่อว่า 'กำลังเดือน' ฟังดูเหมือนของชื่อของเครื่องดื่มชูกำลังเลยว่าไหม

            แต่จริง ๆ มันคือแร่ล้ำค่าที่ต้องบริสุทธิ์สิบส่วนเต็มเท่านั้นถึงจะใช้ได้

            เท่านั้นไม่พอ..

            ไอ้กำลังเดือนนี่น่ะ ดันมีแค่ที่สำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักเท่านั้นอีกต่างหาก

            พูดง่าย ๆ คือ.. ต่อให้คุณมีเนาปราณ แต่ถ้าไม่มีแร่กำลังเดือนระดับเทพ ก็ขับมันไม่ได้อยู่ดี

             

            ส่วนเซ่อหงที่ควักของแบบนี้ออกมาได้เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ก็เพราะเขาเป็นถึงเจ็ดมงกุฎของตระกูลพญาวานร

            ยศที่ไม่ใช่แค่ข้ามหน้าข้ามตาคนตระกูลซุนหลายคนได้ แต่ยังพอมีสิทธิ์เลือกใช้ของฟุ่มเฟือยแบบไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะแบนหลังใช้เสร็จ

            นี่แหละ..

            คนที่มีอภิสิทธิ์ของจริง

             

            “เอาล่ะ..นายน้อย..คุณชายหลิวและ..เอ่อ..”

            พี่เซ่อหงหันไปมองสองพี่น้องจากราชวงศ์หนาน..

            สีหน้าเขาดูงงเล็กน้อยแบบคนที่กำลังพยายามนึกชื่อใครสักคน แต่สุดท้ายก็จนปัญญา

            คงไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด ซึ่งก็ไม่แปลก

            “ช่างเถอะ.. ค่อยถามชื่อคราหลัง..

            คุณหญิงคุณชายเชิญ ข้าจะพาพวกท่านกลับไปที่เมืองมังกรธาราก่อน

            พี่ ๆ น้อง ๆ ของข้ารอนายน้อยอยู่ เชิญ..”

            เขาผายมือไปทางเนาปราณที่จอดรออย่างสง่างาม ส่วนพวกเราก็เริ่มขยับตัวต่อแถวกันขึ้นเรือแบบเงียบ ๆ

            ผมเองก็ไม่ใช่คนชินกับอะไรแบบนี้นัก จะให้บอกว่าทำตัวเหมือนขุนนางเหาะเหินเดินอากาศน่ะเหรอ..

            ก็ไม่ใช่..

            แต่เอาเถอะ.. วันนี้ทั้งวันมันก็เหนือจริงเกินพออยู่แล้ว ขึ้นเนาปราณไปอีกสักรอบคงไม่ทำให้โลกหมุนผิดทิศไปกว่านี้หรอกมั้ง

             

            นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ขึ้นเนาปราณจริง ๆ

            ก่อนหน้านี้เคยได้ยินพ่อบุญธรรมเล่าให้ฟังอยู่บ้างว่าของแบบนี้มันมีอยู่จริงในโลกของจอมยุทธ์

            แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกับตัวเองเร็วขนาดนี้เหมือนกัน

            ความรู้สึกตอนจะก้าวขึ้นไปน่ะเหรอ?

            ตื่นเต้นสิครับ!!

            จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง ของหายากแถมยังบินได้เร็วแบบนี้ คนธรรมดาที่เคยเดินตากแดดตากลมอย่างผม จะไม่อยากรู้หรือว่ามันแรงแค่ไหน?

            ขนาดตอนที่มาที่ยุทธทวีป ผมยังถูกหิ้วมาโดยยี่ฟู่ของผมเลย

             

            พวกเราทั้งห้าใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เดินทางกลับมาถึงเมืองมังกรธาราในยามเย็นแล้ว

            โคตรจะเร็วเลยจริง ๆ นะเนาปราณนี่..

            ถ้าผมยังใช้สองขาของตัวเองวิ่งกระเสือกกระสนกลับมา ก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันเป็นอย่างต่ำ

            นี่ย่นเวลาให้ผมไปได้หลายเท่าจนแทบอยากก้มกราบพื้นยานเลยทีเดียว

             

            พอไปถึงเมือง..

            พี่เซ่อหงก็พาเราทั้งกลุ่มตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่เขานัดเหล่าเจ็ดมงกุฎที่เหลือไว้ตอนก่อนหน้า

            แล้วทันทีที่ผมเห็นหน้าคนทั้งเจ็ดพร้อมกัน..

            ให้ตายเถอะ..

            พวกเราสามคนถึงกับหันไปมองหน้ากันแบบไม่ได้นัดหมาย

            หน้าตาพวกนั้นเหมือนกันเป๊ะจนผมแทบอยากขอเอามือตัวเองตบหน้าตัวเองดูว่ากำลังฝันอยู่รึเปล่า

            พวกเขาเป็นฝาแฝดเจ็ด!!

            ใช่ครับ!!

            เป็นฝาแฝดที่เหมือนกันจนไม่ต้องถามใครก็รู้

            แค่ผมลองจินตนาการถึงแม่ของพวกเขา ผมก็รู้สึกผิดแทนร่างกายของเธอขึ้นมาทันที

            ผมอยากจะรู้ว่าตอนก่อนคลอดจะมีขนาดท้องใหญ่โตประมาณไหน ยัดลูกเจ็ดคนไว้พร้อมกันได้!

            ผมนี่ไม่อยากจะคิดลามปามไปมากกว่านี้เลยจริง ๆ

            และด้วยความที่หน้าเหมือนกันทุกระเบียบ ทำให้การมองหน้าตาเพื่อแยกชื่อแยกคนนั้นยากมา

            แต่โชคยังดี.. ที่แต่ละคนสวมเสื้อคนละสีกันตามชื่อ อย่างเซ่อหงที่นำเรามาก็ใส่เสื้อสีแดง อีกหกคนก็แบ่งกันสวมตามเฉดรุ้ง ครบเจ็ดสีพอดี รวมแล้วเจ็ดมงกุฎนี่ก็ชื่อ เซ่อหง เซ่อเฉิง เซ่อหวง เซ่อลู่ เซ่อหลัน เซ่อเตี้ยน และเซ่อสือ

            แค่จำชื่อไม่สลับก็บุญแล้ว

             

            หลังจากที่เราได้กลับมารวมตัวกันครบ และเหล่าพี่น้องตระกูลเซ่อหรือที่เรียกกันว่าเจ็ดมงกุฎก็ตรวจเช็กร่างกายของโหวหวังจนมั่นใจว่ามันยังครบสามสิบสอง

            เราทั้งหมดก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันตามประสาคนเพิ่งรอดจากหายนะ

            แน่นอนว่าเรื่องในถ้ำไม่มีใครพูดถึง

            ไม่ใช่เพราะลืมหรอก..

            แต่เพราะรู้กันดีว่าไม่ควรพูดมากกว่า

            คุยไปคุยมาก็เริ่มมีประเด็นอื่นหลุดออกมา โดยเฉพาะข่าวใหญ่ที่ทำเอาผมหูผึ่ง

            สำนักการค้าจันทร์เสี้ยวปิดตัวหนีหายไปแล้ว!? แถมเจ้าเมืองซุนต้าชิงยังไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับพวกผู้ใหญ่ในเมืองด้วยเหตุผลบางอย่าง

            พอไม่มีใครรู้ ข่าวก็ล่าช้า คนก็เผ่นแน่บ จะตามก็ไม่ทัน เหลือแต่ตึกโล่ง ๆ กับความว่างเปล่าที่เอาไปทำอะไรไม่ได้เลย

            ใครจะไปรู้ล่ะ..

            ว่าตอนเรากำลังตะเกียกตะกายหนีตายอยู่ในถ้ำ ข้างนอกจะกำลังวุ่นวายแบบนี้เหมือนกัน

             

            “แล้วพวกเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป.. หงชุน?”

            ผมหยิบของกินเข้าปากไปคำหนึ่งก่อนจะหันไปถามออกมาดื้อ ๆ แบบไม่ได้คิดอะไรมากนัก

            “ไม่เหลือร่องรอยแบบนี้..

            ข้าว่าคุณูปการที่เจ้าจะได้รับคงหมดหวังแล้วล่ะ..

            เสียแรงและยังเจ็บตัวฟรีอีก

            อ้อ..ข้าหมายถึงเสียแรงเปล่า”

             

            “ไม่เสียแรงเปล่าหรอกพี่หลิว”

            เจ้าหงชุนพูดพลางยิ้มบาง ๆ ออกมา..

            ผมมองแล้วก็รู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่แค่รอยยิ้มธรรมดา แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างไปแล้วโดยไม่ลังเลเลย

            “แต่แรกข้าก็ไม่ได้หวังบัลลังก์ของเสด็จตาเสียเท่าไหร่..

            แต่ที่ข้ากระโดดเข้าร่วมวงการแย่งชิงแคว้นในครั้งนี้ ก็เพราะว่าข้ารู้เรื่องเงินเถื่อนจากเสด็จพ่อ

            สืบไปสืบมาจึงได้รู้ว่าฐานผลิตเงินเถื่อนอยู่ที่เมืองแห่งนี้ แล้วการที่จะออกมาสืบเรื่องเงินเถื่อนนอกแคว้นมีแต่ต้องกลายเป็นตัวแทนในการชิงบัลลังก์ถึงจะทำได้อย่างสะดวก

            เป้าหมายของข้าแต่แรกเพียงแค่อยากทำเพื่อชาวบ้านตาดำ ๆ หาเช้ากินค่ำจะได้มิต้องเดือดร้อนจากเรื่องชั่วช้าของคนผู้โลภมาก

            หากพวกเขาที่ลงแรงเพื่อได้เงินอันน้อยนิดแต่สิ่งที่ถือในมือดันกลายเป็นของแปลกปลอมที่ไม่มีค่า

            ข้าก็อดที่จะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้

            การที่ข้าเสียแรงไปแม้ไม่ได้คุณูปการใด ๆ ตอบกลับมาแลกกับการที่ข้าทลายฐานผลิตเงินเถื่อนได้

            ข้าก็ว่าคุ้มค่าแล้ว!

            อีกอย่าง..

            การที่ได้รู้จักพวกท่านแถมด้วยเปลวนิพพานในร่างข้าที่ถูกจุดติดขึ้นมา

            นับว่ากำไรเกินคาดแล้วล่ะท่าน”

            สายตาของหนานหงชุนพลันกวาดมองมาที่ทางผมและซุนโหวหวังตามลำดับ

            “ยิ่งได้พบพวกท่านทั้งสองคน.. ได้เป็นสหายกัน..

            ก็นับว่าไม่เสียแรงเปล่าแล้วจริง ๆ”

             

            “แน่นอนว่าความอุตสาหะของเอ็งต้องไม่เสียเปล่า

            เอ็งอย่าลืม..

            ต่อหน้าของเอ็งตอนนี้คือพ่อเมืองน้อยแห่งเมืองนพบุรี แถมพี่ ๆ พวกนี้ก็เป็นถึงเจ็ดมงกุฎแห่งสกุลพญาวานร..!

            เรื่องนี้เอ็งต้องได้ประโยชน์”

            โหวหวังพูดจบก็หันไปมองเหล่าเจ็ดมงกุฎที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยแววตาของคนที่สั่งงานคนจนชิน

            ผมนั่งดูเงียบ ๆ แล้วก็อดขำในใจไม่ได้

            หรือจะบอกว่ารู้สึกแปลกก็ไม่ผิดนัก

            เพราะปกติมันดูเป็นคนเรื่อย ๆ ไม่ค่อยใส่ใจกับอะไร.. อ้อ.. ยกเว้นเรื่องผู้หญิงน่ะนะ

            แต่พอมันกำลังจะใช้อำนาจที่มันมี..

            มันก็ดูโตขึ้นและเท่ไม่หยอก

            “พี่หง..พี่หลัน..!

            พวกพี่ประสานกับสกุลปีกมังกรถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทำอย่างไรก็ได้ให้พวกเขาเขียนจดหมายขอโทษไปยังแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น..

            กำชับด้วยว่าต้องเขียนด้วยมือและต้องลงตราประทับอัตลักษณ์ปราณของระดับอาวุโสของสกุลขึ้นไปเท่านั้น!!

            พี่ลู่..พี่เฉิง..!

            พี่ทั้งสองประกาศออกไปถึงความดีที่เกลอของฉันได้กระทำ จักใช้คนของเราหรือจะล่อนจดหมายเปิดผนึกก็แล้วแต่พวกพี่

            พี่สือ..!

            พี่ประสานไปยังเจ้าคุณพ่อเรื่องการจัดเตรียมสินไหมทดแทน หากเสร็จทันก่อนพวกฉันกลับไปที่เมืองจะดีมาก

            พี่หวง..พี่เตี้ยน..!

            พี่สองคนตามส่งพ่อหงชุนกับแม่หงเซียกลับแคว้น!

            เรื่องทั้งหมดที่ข้าสั่งค่อยจัดการหลังจากทานข้าวเสร็จ”

             

            “ทราบ*7”

            ผมนั่งมองภาพพวกเจ็ดมงกุฎขานรับพร้อมเพรียงเหมือนนักเรียนท่องสูตรคูณ

            เสร็จแล้วพวกเขาก็พากันเร่งตักอาหารยัดใส่ปากแบบไม่มีใครเหลียวมองใคร เหมือนรีบกินรีบไปทำงานตามคำสั่งของโหวหวังกันหมด

             

            “เท่านี้เอ็งคงได้คุณูปการมากหลายแล้ว.. เกลอ

            แถมเสด็จตาของเอ็งยังได้หน้าด้วยหากสกุลปีกมังกรส่งจดหมายขอโทษให้”

            โหวหวังพูดกับหงชุน..

            ผมนั่งดูอยู่เงียบ ๆ ในใจนี่แอบคิด..

            สองคนนี้ ถ้าไม่บอกว่ามาจากดินแดนที่แยกเขี้ยวใส่กัน ผมก็คงนึกว่าโตมาด้วยกันจนสนิทใจถึงขนาดนี้แล้วล่ะ

             

            แต่ก็นะ..

            เรื่องอื่นที่โหวหวังมันสั่งผมก็รู้แหละว่ามันสามารถทำได้ทั้งหมด

            แต่เรื่องที่จะให้ตระกูลปีกมังกรเขียนจดหมายขอโทษ แถมยังต้องให้คนระดับผู้อาวุโสของตระกูลลงตราประทับปราณให้ด้วยเนี่ย..

            ผมมองว่าเป็นเรื่องยาก

            ก็อยากที่พวกนายรู้..

            ว่าราชวงศ์หนานกับตระกูลตงนั้นมีความชังต่อกันมาหลายพันปี การที่โหวหวังร้องขอให้ฝ่ายนั้นเขียนจดหมายขอโทษก็ไม่ต่างกับบอกให้คนในตระกูลปีกมังกรเดินเรียงแถวไปตบหน้าตัวเองที่พระตำหนักของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์

             

            “พี่ซุน... ข้า..ข้า..ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณท่านได้เช่นไร ได้โปรดรับการคารวะจากข้าอีกครั้ง”

            ผมเห็นหงชุนค่อย ๆ รินเหล้าลงจอก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างตั้งใจ

            ดูจากสีหน้าและท่าทางแล้ว..

            มันคงอยากจะทำอะไรให้สมเกียรติและจริงจังกับทุกคำพูดของตัวเองจริง ๆ

             

            “ช้าก่อนเกลอ..”

            โหวหวังรีบยกมือขึ้นห้ามไว้ทันที

            “ฉันไม่ได้อยากได้การคารวะจากเอ็ง..

            ขอเพียงหลังจากกลับไปถึงแคว้น เอ็งรีบแย่งชิงบัลลังก์มานั่งให้มั่นคงก็พอ

            รอวันที่เอ็งได้เป็นกษัตริย์และสยบความบาดหมางของพวกเราสองดินแดนได้เร็ว ๆ

            เขตแดนในการปกครองตระกูลของฉันจักได้สงบร่มเย็นขึ้น

            แบบนี้ก็เท่ากับว่าทั้งฉันและเอ็งได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

            เพราะฉะนั้น..

            จงอย่าได้คิดเป็นบุญคุณต่อกันเลย..

            อ้ายหงชุน”

             

            “ได้..ได้! ข้ารับปากท่าน..พี่ซุน แต่อย่างไรเหล้าจอกนี้ข้าก็ต้องดื่มให้ท่าน!!”

            เจ้าหงชุนซดเหล้าหมดจอกในรวดเดียวจนผมเองยังรู้สึกแสบคอแทน

             

            ผมหันไปเห็นโหวหวังส่งสายตาไปทางหงเซีย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับยัยนั่นอย่างอ่อนโยน

            เป็นภาพที่ถ้าใครได้เห็นก็รู้เลยว่า..

            สองคนนี้..

            สายสัมพันธ์มันเหนียวแน่นเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยคำพูดธรรมดา

            “มีพี่อยู่..

            น้องไม่ต้องกลัวว่า..ว่าที่พี่เขยของฉันจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

            ส่วนของที่จักส่งไปให้..

            ก็คิดเสียว่าเป็นสินสอดล่วงหน้าก็แล้วกัน..

            รอวันที่ความบาดหมางของพวกเราสองดินแดนสงบลง

            พี่จะแห่ขันหมากไปสู่ขอน้องแน่..”

             

            ผมเห็นแก้มหงเซียขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่รอบนี้เธอไม่ได้หลบตาคนที่พูดด้วยเลย

            กลับกัน..

            เธอเลือกที่จะสบตาและตอบกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนเดิม

            “ข้าจะรอท่าน..ท่านพี่..”