ขันทียกเตาเครื่องหอมมาวางเบื้องหน้า หยิบเมล็ดธูปจากกล่องขึ้นมาจุด ปิดฝาเหล็กลง ควันธูปลอยขึ้นช้าๆ กลิ่นหอมของส้มแห้งโชยมาเป็นอันดับแรก ติดตามด้วยกลิ่นเย็นๆ ที่ปลายจมูก
บางคนที่แอบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำมูกเผลอสูดหายเข้าแรงๆ น่าแปลกนักที่กลิ่นเย็นๆ ท่ามกลางอากาศหนาวจะทำให้รู้สึกโล่งที่ปลายจมูกชอบกล คนที่ขยี้จมูกกดอาการจามไว้ตลอดลดมือลงค่อยๆ หายใจเข้า
องค์รัชทายาทสูดหายใจยาวแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย
ฮ่องเต้หลับพระเนตร หายใจเข้าออกช้าๆ ยาวๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าหน้าหนาว ที่พระองค์สามารถหายใจลึกได้โดยไม่ติดขัด
ธูปค่อยๆ เผาไหม้ในเตา ขุนนางทั้งหลายลอบมองปฏิกิริยาฮ่องเต้ภายใต้ความเงียบ
พระเนตรของฮ่องเต้ลืมขึ้นอีกครั้ง เสียงกังวานดังขึ้น
“ดี! สมกับเป็นธูปวิญญูชน เราชอบ ตกรางวัลให้ฮั่นเฟย”
จูเกาเซวียนคุกเข่าลงประคองมือทูล “ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ลูบเครายิ้ม “ของที่ทำด้วยใจ ย่อมรู้ว่าผู้รับต้องการสิ่งใด... เจ้ารอง เจ้าได้หวางเฟยเช่นนี้ จงดูแลนางให้ดี”
ไม่รู้ว่าพระดำรัสนี้คือคำชม หรือคำเตือนกันแน่ ทว่าฮั่นอ๋องกลับคุกเข่าลงด้วยสีหน้ายินดีปรีดา
“ต้องขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ที่ทำให้ลูกได้แต่งกับนาง”
คำกราบทูลนี้กลับทำให้ฮ่องเต้เบิกบานใจ หัวเราะออกไปอย่างไม่ปิดบัง
องค์รัชทายาทอมยิ้ม หากปลายนิ้วใต้แขนเสื้อกลับบีบแน่น
หลังจากพิธีช่วงเช้าทั้งฝ่ายในและฝ่ายนอก ก็คือช่วงเวลาที่ทุกคนสามารถเดินชมการแสดงมหรสพ ที่จัดตามจุดต่างๆ ของลานหลวงได้
จูเกาเซวียนเดินออกมาจากท้องพระโรง เคียงข้างกันมาคือจ้าวอ๋อง เหล่าขุนศึกที่เคยร่วมรบ แวะเข้ามากล่าวความยินดีสองสามประโยคแล้วจากไป
“พี่รอง...” จ้าวอ๋องอดใจไม่ไหว เอ่ยถามขึ้น “ท่านรู้หรือไม่ ยามนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับท่าน”
ฮั่นอ๋องลูบหยกพกเบาๆ พยักหน้า “รู้แล้ว... แต่ข่าวลือก็ยังเป็นได้แค่คือข่าวลือ”
หากสกุลหวังไม่รู้จักตักเตือนบุตรสาว เขาก็จะตักเตือนนางเอง!
เรือนชั้นใน จวนฮั่นอ๋อง
หลังจากจูเกาเซวียนจากไปได้พักใหญ่ ซูอันหนิงก็ลุกขึ้นนั่ง มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบข้างขมับเบาๆ แววตาล่องลอย สาวใช้ได้ยินเสียงขยับ จึงเปิดม่านเข้ามาดู เห็นพระชายานั่งเหม่อจึงเอ่ยถามเบาๆ
“หวางเฟยจะให้ยกน้ำร้อนเลยหรือไม่เพคะ”
“เอ่อ... อืม”
สายตาของนางเลื่อนผ่านผ้าห่มที่กองอยู่ปลายเท้า ก่อนจะเคลื่อนกลับมามองให้แน่ใจ...เป็นผ้าห่มจริงๆ ยังพับเรียบร้อยไม่ได้ถูกคลี่ใช้
ซูอันหนิงยกมือขึ้นกุมศีรษะ ขยุ้มผมตัวเองแรงๆ “เขาจงใจ!”
หัวใจของนางเต้นระรัว มือเรียวบางยกขึ้นทาบอก แรงสะท้อนของหัวใจรุนแรงจนรู้สึกถึงจังหวะของมันได้ สัมผัสที่ขมับร้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง
นางสั่นสะท้านเบาๆ ราวกับว่าเสียงกระซิบเจือแหบยังดังชิดใกล้ ใจนางอ่อนยวบลงจนกระดูกทั้งร่างยังแทบละลาย
“ไม่ได้!” นางรีบปรามตัวเองอย่างแข็งขืน
“เจ้าคือซูอันหนิง ไม่ใช่พระชายาซูจริงๆ เสียหน่อย” นึกถึงหยกพกที่นางจดจำเรื่องราวของมันไม่ได้แม้แต่น้อย ทว่าอีกฝ่ายกลับให้ความสำคัญ รักษามันไว้อย่างดี
นึกถึงความรู้สึก ที่แทรกซอนเข้ามาในใจเป็นบางครั้งบางคราว...ความเจ็บปวดอันไร้ที่มาที่ไป ทำให้นางสงสัยเหลือเกินว่าอดีตระหว่างพวกเขาเป็นเช่นไรกันแน่
หากฮั่นอ๋องจะมีใจ นางจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาชอบใคร ระหว่างเจ้าขอร่างเดิมหรือว่านางในยามนี้
หากเผลอตัวเผลอใจ แล้ววันใดวันหนึ่งเจ้าของร่างกลับมาทวงทุกอย่างคืน มันจะไม่กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหม่หรือ
สามี...ไม่เหมือนพ่อแม่
ซูอันหนิง! เจ้ายึดเขามาเป็นของตนเองตามใจชอบไม่ได้
เขาจะแต่งชายารองไม่ช้าก็เร็ว สู้ไม่รักตั้งแต่ต้นยังดีเสียกว่า
ความคิดของนางวกวน ในที่สุดก็หาเหตุผลมากล่อมตนเองจนเชื่อ ว่าวาสนานี้ไม่อาจรับเอาไว้
หลังจากชำระร่างกายเสร็จแล้ว ซูอันหนิงก็มานั่งให้สาวใช้เกล้าผมให้ หม่าหมัวมัวยกกล่องแบนๆ ใบหนึ่งเข้ามา “ก่อนหวางเย่ออกจากจวน ได้ให้จางเจี้ยนนำของขวัญมามอบให้หวางเฟย วันนี้ปักปิ่นที่หวางเย่มอบให้นะเพคะ”
ซูอันหนิงมองกล่องไม้จันทน์แกะสลักที่ถูกวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วเรียวยื่นออกแตะ หัวใจคล้ายถูกบางอย่างข่วนเบาๆ ลี่หนานเลื่อนฝาเปิดออก เผยให้เห็นเครื่องประดับครบชุด
ปิ่นทองประดับหินปะการังสีแดงห้าชิ้น พร้อมด้วยสร้อยคอ และต่างหูเข้าชุด ล้วนเป็นงานฝีมือประณีตอย่างยิ่ง
นางชักนิ้วกลับกำมือไว้แน่น “วันนี้ไม่เกล้าเต็มยศ ข้ายังปวดศีรษะอยู่ เกล้าหลวมๆ ปักด้วยปิ่นหยกธรรมดาก็พอ”
หม่าหมัวมัวชะงัก แต่พอคิดว่าวันนี้นอกจากทำความสะอาดเรือน เตรียมอาหารมงคลแล้วก็คงไม่ได้รับรองแขกจากภายนอก จึงไม่ได้ทักท้วง ลี่หนานทำหน้าที่เลือกปิ่น เลือกไปพลางเหลือบมองพระชายา เห็นผู้เป็นนายใจลอย นางจึงได้หยิบปิ่นปะการังแดงของขวัญจากฮั่นอ๋องยื่นส่งให้หม่าหมัวมัว
ทั้งคู่สบตาอย่างรู้ใจ จากนั้นปักปิ่นให้พระชายาเงียบๆ
หลังรับอาหารเช้า ซูอันหนิงก็เดินไปที่ตั่งกุ้ยเฟย หยิบตะกร้าใส่เสื้อที่เย็บค้างไว้ขึ้นมา กลับพบว่าเสื้อหายไปแล้ว หญิงสาวพลิกหาในตะกร้า พลิกอย่างไรก็ไม่พบเสื้อสักตัว
“เสื้อที่ข้าเย็บหายไปไหน พวกเจ้าเห็นหรือไม่”
หม่าหมัวมัวแย้มยิ้ม รายงาน “หวางเย่หยิบไปสวมแล้วเพคะ ใส่ไว้ใต้ชุดหมางผาว[1]ด้วยนะเพคะ”
ปลายนิ้วของซูอันหนิงกระตุกเบาๆ นางนิ่งค้างอยู่ท่านั้นครู่ใหญ่ บางอย่างคล้ายถูกเติมเต็มอย่างช้าๆ ในใจกลับบอกให้ตนเองไม่ต้องรู้สึก รีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน
“เตรียมวัตถุดิบ วันนี้เราจะทำเกี๊ยวกินข้ามปี”
ชางอิงตาโตขึ้นทันที สองสาวใช้สบตากันยิ้มระรื่น เฉินชิงชิงรับคำเสียงดัง แล้วเดินออกไปสั่งงานครัวเล็กทันที
ซูอันหนิงเดินไปบนทางเดินหินของเรือนหลัง แม้นางจะไม่ได้พักที่นี่นานแล้ว แต่บ่าวก็ยังดูแลสวนผัก ให้อาหารไก่ตามหน้าที่ดังเดิม นางมองสระบัว เห็นปลาตะเพียนแหวกว่ายเลือนราง รายการอาหารที่จะกินในคืนข้ามปีก็วิ่งอยู่ในหัว
ตุ๋นปลาบำรุงก็ดี หรือจะนึ่งซีอิ๊วก็อร่อย ได้ความหมายมงคล เหลือกินเหลือใช้
“ให้บ่าวมาจับปลาจากสระมาสักหลายตัวหน่อย เก็บต้นหอมไปมากด้วยๆ มื้อดึกเราจะกินบะหมี่อายุยืนกัน”
ใช่แล้ว...นางเคยใช้ชีวิตเช่นไรในภพก่อน ก็จงใช้ชีวิตเช่นนั้นที่นี่ มีความสุขให้ได้ในแต่ละวัน!
บ่ายวันสิ้นปี นายบ่าวในจวนฮั่นอ๋องห่อเกี๊ยวอย่างกลมเกลียว ตกค่ำก็กินอาหารในห้องร่วมกัน โดยแยกเป็นโต๊ะนายบ่าว จากนั้นก็กินเกี๊ยวมงคล
เสียงกัดเกี๊ยวดังแกร๊ก ซูอันหนิงดึงเกี๊ยวออกมาดู เหรียญเงินสอดไส้อยู่ภายใน นางรีบดึงออกมาอวดบ่าวราวกับเด็กน้อยคนผู้หนึ่ง บรรยากาศในห้องโถงใหญ่จวนอ๋องครื้นเครง แต่ในโถงจัดเลี้ยงภายในวังหลวงกลับเคร่งครัดด้วยพิธีการ
อาหารพระราชทานเย็นชืดเพราะอากาศหนาว แต่เหล่าขุนนางก็ต้องแสร้งทำเป็นว่ากินอย่างเอร็ดอร่อย
จูเกาเซวียนคีบอาหารใส่ปาก ขณะเคี้ยวก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่จวนคงมีเกี๊ยวร้อนๆ ให้กินกระมัง
เขาถอนใจเบาๆ มือลูบของในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง หลุบตาลง มองไปทางองค์รัชทายาทแวบหนึ่ง
เมื่ออาหารยกออกไปแล้ว จึงเป็นการเฝ้าปี ทุกคนต่างออกไปยืนมองแสงจันทร์ รับลมเย็นและเฝ้ารอพลุปีใหม่ จูเกาเซวียนเดินมายืนข้างรัชทายาท ชายแขนเสื้อกว้างของทั้งสองคนเสียดสีกันท่ามกลางความมืด
เสียงทอดถอนใจของฮั่นอ๋องดังขึ้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ “หม่อมฉันเคยไม่พอใจเสด็จพ่อในบางเรื่อง แต่ยามนี้กลับรู้สึกขอบพระทัยอย่างหาที่สุดมิได้”
จูเกาซีเลิกคิ้ว เบนสายตามามองน้องชาย “น้องรองได้ของดี ก็ดีแล้ว รักษาไว้ให้ดี อย่าเพิ่งมีใหม่ล่ะ คนเขาลือกันไปทั้งเป่ยจิง ว่าเจ้าทิ้งชายาเอก แอบลักลอบพบสตรีที่ยังไม่ออกเรือน น่าผิดหวังยิ่งนัก”
แววตาใต้เงามืดของฮั่นอ๋องวาววับ “ก็แค่บุตรคนที่สี่ของรองแม่ทัพ แม้แต่บุตรสาวของรองเสนาบดีคลัง หม่อมฉันยังตัดใจได้ มิเช่นนั้นเสด็จพี่จะมีโอกาสรับเช่อเฟยหรือ”
ฝ่ามือภายใต้แขนเสื้อกว้างขององค์รัชทายาทกำแน่น เขายิ้มเหี้ยมเกรียม พูดลอดไรฟัน “ต้องขอบใจเจ้าสินะ... แต่ข้าคิดว่าเป็นเพราะเสด็จพ่อไม่อนุญาตเจ้ามากกว่า”
เสียงหัวเราะเย็นดังขึ้นเบาๆ ราวกับทั้งคู่กำลังสนทนากันอย่างถูกคอ “ข้าถึงได้กราบทูลเสด็จพ่อว่าเป็นมหากรุณาธิคุณอย่างไรเล่า...แต่ท่าน...”
จูเกาเซวียนยกมือขึ้นแตะต้นแขนองค์รัชทายาทครู่หนึ่งก่อนจะรีบปล่อย “กลับต้องมารับเคราะห์แทน... เรือนหลังสงบครอบครัวมั่นคง แต่ถ้าสตรีเรือนหลังมีใจทะเยอทะยานเกินไปก็พูดยากแล้ว”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งขยับเข้าไปใกล้ราวกับต้องการกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน ใกล้มากจนชายแขนเสื้อของทั้งคู่ซ้อนทับกันจนแยกแยะไม่ออก
“เสด็จพี่รัชทายาท ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้เลย แต่เพราะท่านควบคุมเรือนหลังของตัวเองได้ไม่ดีพอ...หม่อมฉันก็แค่หวังดีต่อเสด็จพี่ เนื้อหาในเทียบนี้ เป็นสตรีนางหนึ่งเขียนถึงข้า ท่านทอดพระเนตรแล้ว ก็ตัดสินใจเองเถิด”
พูดจบจูเกาเซวียนก็ประสานมือคำนับ แล้วเดินออกไป
จูเกาซีขมวดคิ้ว ยกเทียบเล่มหนึ่งที่ฮั่นอ๋องแอบยัดใส่มือเขาเมื่อครู่ขึ้นมองแวบหนึ่ง ก่อนจะยัดใส่ไว้ในแขนเสื้อ ราวกับไม่อะไรเกิดขึ้น
ยามที่พลุดอกแรกถูกจุดขึ้นฟ้าฮั่นอ๋องก็ออกจากวัง ขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนรถม้าแล้ว
“ย่ะ!”
ลมหายใจร้อนพ่นออกมาเป็นไอขาว ท่ามกลางสายลมหนาว และแสงสีเหนือท้องฟ้าเมืองเป่ยจิง
บุรุษผู้หนึ่งกลับมุ่งหน้าต่อไปไม่หยุด
คืนเฝ้าปี...
เขาควรอยู่กับครอบครัวจึงจะถูก
[1] หมางผาว คือ เสื้อพิธีการลายงูหลาม