ในขณะเดียวกัน ภายในมิติพิเศษของสุสานเทพเจ้าแห่งสมุนไพร หานหมิงและต้วนหลิงเฉินยืนประจันหน้ากันอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของพลังวิญญาณสมุนไพรที่แผ่ออกไปทั่ว
เมื่อหานหมิงสะบัดมือเบาๆ ทันใดนั้นกระแสความทรงจำก็พุ่งออกมาจากร่างของเย่หลินทันที
ภาพแห่งอดีตฉายซ้อนทับกลางอากาศ ราวกับม่านเงาที่เปิดเผยชีวิตของเย่หลินตั้งแต่ต้นจนถึงวินาทีที่เขาถูกบิดเบือนจิตใจ
ในตอนนั้น เย่หลินยังเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่ง เด็กที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องเหลียวมอง เส้นทางของเขาควรจะสว่างไสว เต็มไปด้วยเสียงแห่งการสรรเสริญ
แต่แล้วโชคชะตาก็เปลี่ยนเส้นทาง...
หลังจากการบ่มเพาะของเขาสลายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เย่หลินผู้เคยเป็นแสงสว่างของตระกูลกลับถูกผลักไสเป็นเพียงขยะ ที่ไม่มีใครเหลียวแล ถูกสายตาดูถูกถาโถมใส่ทุกวันจากผู้คนที่เคยพูดสรรเสริญเขาในอดีต
ยกเว้นเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น... เช่น ย่าของเขา และพ่อของเขาที่ในตอนนั้นเป็นหัวหน้าตระกูล และยังคงเชื่อในศักยภาพของเย่หลิน และพยายามฟื้นคืนพลังให้กับเขาด้วยทุกวิธี ไม่ว่าต้องแลกด้วยชื่อเสียงหรือตำแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถหาทางออกของปัญหาได้อยู่ดี
หลายปีผ่านไป ในช่วงที่เย่หลินสิ้นหวังที่สุด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากแหวนของเย่หลิน ภายในนั้นมีวิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น มันคือ ฮัวจินหรู หญิงสาวผู้ที่เคยเป็นคนที่มีการบ่มเพาะที่ทรงพลังในอดีต ได้หลับใหลอยู่ในแหวนวงนั้นพร้อมดูดกลืนการบ่มเพาะของเย่หลินตลอดเวลาที่ผ่านมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการหวนกลับสู่เส้นทางของอัจฉริยะอีกครั้งของเย่หลิน
เขาเติบโต เขาแข็งแกร่ง เขาช่วยเหลือผู้คนด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน เย่หลินเป็นนักบ่มเพาะที่ถ่อมตัว ให้เกียรติผู้อื่น และไม่เคยมีเรื่องชู้สาว เขาเปรียบเสมือนกระจกใสที่สะท้อนความบริสุทธิ์ของผู้ฝึกตนโดยแท้
แต่เส้นทางของเขานั้นก็กลับมาพังทลายอีกครั้ง... เมื่อเขาได้พบกับอู๋จ้าวภายในอาณาจักรลับ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ชายคนนั้นเหมือนมีความแค้นฝังลึกต่อเย่หลินอย่างไร้เหตุผล เขาใช้อำนาจ เขาใช้อิทธิพลของตระกูลอู๋บดขยี้ชื่อเสียงของเย่หลินทีละน้อย ใส่ร้าย ป้ายสี สร้างภาพให้เย่หลินกลายเป็นปีศาจในสายตาผู้อื่น
เย่หลินในตอนนั้นแม้จะเข้มแข็งเพียงใด แต่เมื่อถูกบีบจากทุกด้าน จากทั้งภายนอกและภายใน ก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย หัวใจที่เคยเชื่อใจผู้คนค่อยๆ แข็งกระด้าง เย็นชา จนทุกคนค่อยๆ ถอยห่างออกจากตัวเขาแม้กระทั่ง ฮัวจินหรูเองก็หันหลังให้เขาเช่นกัน
ในภาพความทรงจำ... หานหมิงและต้วนหลิงเฉินก็สังเกตเห็นมัน เส้นด้ายบางเฉียบจนแทบจะมองไม่เห็น โดยมันเชื่อมต่อระหว่างจิตใจของเย่หลินกับตัวของอู๋จ้าว
“เป็นทั้งสายที่ดูดโชคชะตาและเป็นโซ่ที่ควบคุมงั้นเหรอ?” หานหมิงพูดเบาๆ พร้อมยิ้มออกมาเล็กน้อย
ภาพต่อมาแสดงถึงเย่หลินที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอู๋จ้าวอย่างสมบูรณ์แบบโดยที่ไม่สามารถขัดขืนคำสั่งได้ เขาถูกสั่งให้ฆ่าทุกคนในตระกูล ไม่เว้นแม้แต่พ่อและย่าของตนเอง ดาบในมือที่เคยปกป้องคนเหล่านั้นกลับกลายเป็นเครื่องมือสังหารคนเหล่านั้นแทน
เมื่อเขาฟันลงบนคอของคนที่รักเขาสุดหัวใจ... ดวงตาของเขาก็ยังคงว่างเปล่า ไร้ความรู้สึกใดๆ
ภาพเหล่านั้นตอกย้ำกลับมาอีกครั้งเมื่อเขาหลุดพ้นจากการควบคุม ด้วยคำพูดจากหานหมิง เส้นด้ายแห่งการสะกดก็ขาดออก
เย่หลินที่หลุดออกจากการควบคุมทรุดตัวนานลงกับพื้น เลือดในอกร้อนวูบ ความรู้สึกผิด ความแค้น และคำสาปแห่งอดีตที่เขาไม่อาจให้อภัยตัวเองไหลบ่าเข้ามาราวกับคลื่นทะเลอันบ้าคลั่ง หลังจากนั้นเขาก็ถูกช่วยเหลือโดยผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะที่เป็นปู่ของเขาเอง และตอนนี้ได้กลายเป็นสายลับที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลอู๋
เย่หลินที่ได้รับการช่วยเหลือก็เก็บความแค้นและแฝงตัวรอโอกาสที่เหมาะสมในการแกแค้นอู๋จ้าวอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่ารอบกายของอู๋จ้าวนั้นเต็มไปด้วยคนของราชวงศ์อีกาทองคำมากมาย จนเขาไม่มีโอกาสแม้แต่ที่จะเข้าใกล้อู๋จ้าวด้วยซ้ำ
ภาพต่อมาแสดงถึง อู๋เวินที่ได้สั่งให้เย่หลินมาหาสมุนไพรสำหรับทำการรักษาอู๋จ้าว และภาพสุดท้ายคือเย่หลินที่กำลังไล่ฆ่าคนจากตระกูลอู๋ภายในสุสานลับแห่งนี้ ก่อนจะถูกพาตัวมาที่นี่โดยหานหมิง
…..
…..
ผ่านไปสักพัก เย่หลินก็ตื่นจากความฝันเหล่านั้นทันที ก่อนที่เขาจะหันไปมองหานหมิงและต้วนหลิงเฉินที่ยืนมองเขาอยู่
ทันใดนั้นเขาทรุดตัวลงกับพื้น เอาหน้าผากกระแทกพื้นอย่างแรง
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสหาน... และขอบคุณท่านบรรพบุรุษสำหรับโอกาส” เย่หลินกล่าวเสียงแผ่ว ปนสะอื้น แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่น
“หากข้าได้มีชีวิตรอดกลับมาได้ ข้าสาบานต่อสวรรค์ ข้าจะรับใช้ท่านไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจข้า”
หานหมิงยิ้มบาง ก่อนจะหันไปมองเย่หลินด้วยแววตาแน่วแน่
“เอาละ อย่าพึ่งพูดอะไรรีบทำความเข้าใจความรู้ที่เจ้าได้รับไปต่อเถอะ”
เย่หลินที่อยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเขาก้มหัวลงอีกครั้งพร้อมพูดขึ้น
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสหาน”
ต้วนหลิงเฉินคิดบางอย่างในใจ
“ข้าหรือเขา ใครกันแน่ที่เป็นคนมอบมรดกให้เจ้า ข้าเริ่มจะสงสัยแล้ว”
ขณะเย่หลินยังคงจมอยู่ในห้วงแห่งการตรัสรู้ ต้วนหลิงเฉินหันกลับมาอีกครั้ง
“ข้าขอมอบสมุนไพรทั้งหมดในอาณาจักรลับแห่งนี้ให้เจ้าและเศษความทรงจำที่รวบรวมองค์ความรู้ตลอดชีวิตของข้า รวมถึงสิทธิ์ในการควบคุมทุกสิ่งในสุสานนี้ให้เจ้า ขอบคุณเจ้ามากสำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่ข้ามีคำขอที่อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย”
หานหมิงฟังต้วนหลิงเฉินพูดด้วยความสงบ
“เจ้าช่วยดูแลเย่หลินให้ข้าหน่อยได้ไหมหรือถ้าไม่ลำบากเกินไปเจ้าช่วยรับเขาเป็นศิษย์ได้ไหม”
หานหมิงยิ้มจางๆ แต่เขากลับไม่ได้ตอบรับคำขอของต้วนหลิงเฉินแต่เขากลับถามบางอย่างแทน
“เขายังขาดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ว่าท่านไม่คิดจะแก้แค้นเลยงั้นเหรอ?”
ต้วนหลิงเฉินเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แก้แค้น? วิญญาณของข้าใกล้สลายไปเต็มทีเนื่องจากร่างหลักของข้านั้นสิ้นอายุขัยไปแล้ว และสมุนไพรที่มีอยู่ที่นี้ก็ไม่เพียงพอที่จะรักษาวิญญาณของข้าแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ ที่สำคัญเจ้าลืมไปแล้วงั้นเหรอว่าที่ข้ายังอยู่ได้ก็เพราะเจ้าให้ข้ายืมพลังเท่านั้น ถ้าหากเจ้าไม่ปลุกข้าเมื่อ 2 วันก่อนข้าก็ยังคงหลับต่อแล้วก็สลายไปแล้วด้วยซ้ำ”
หานหมิงยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“แต่ท่านยังมีสุสานลับแห่งนี้อยู่ไม่ใช่หรือ? แล้วท่านก็ยังเป็นผู้ที่เปล่งเสียงเรียกอัจฉริยะจากทั่วโลกเบื้องบนให้มาที่นี่ด้วยตัวเองอีกด้วย”
ต้วนหลิงเฉินตอบกลับ “เจ้าเป็นคนบอกให้ข้าทำไม่ใช่หรือไง? ช่างเถอะเป้าหมายจริงๆ ของเจ้าคืออะไรกันแน่”
หานหมิงยิ้มก่อนจะพูดขึ้น
“ท่านก็แค่ดูดกลืนการบ่มเพาะของพวกมันที่นี่ เพื่อฟื้นฟูตนเองและหลังจากการตรวจสอบแล้วเลือดของทุกคนที่อยู่ที่นี่เพียงพอให้ท่านใช้ชีวิตแบบสบายได้อีก 1 ปี และถึงแม้ว่าวิญญาณของพวกมันจะหลบหนีไปเกิดใหม่ได้ แต่ข้ามีวิธีที่จะทำให้พวกมันเกิดใหม่ได้เร็วที่สุดก็อีก 1 เดือนนั้นก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มากเกินพอแล้วสำหรับพวกเราที่จะหนีแล้ว”
ต้วนหลิงเฉินนิ่งเงียบ แต่ในดวงตาที่มืดมนของเขา เริ่มมีประกายเล็กๆ สว่างวาบขึ้นมา
เขาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศความรู้สึกบางอย่างตีกันในใจจนไม่มีคำใดหลุดออกมาได้ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“ไม่ละ... ข้าทำแบบนั้นไม่ได้”
ดวงตาของชายชราเหม่อมองออกไปไกล
“บางคนที่เข้ามาที่นี่ อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำลายตระกูลของข้า ข้าไม่อยากข้ามเส้นนั้น ข้าไม่อยากฆ่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยไม่เลือกหน้า…”
หานหมิงฟังจบก็พ่นลมหายใจออกเบาๆ สายตาของเขานิ่งสนิท น้ำเสียงที่ตามมาเต็มไปด้วยความเย็นชา
“แต่ว่าในบรรดาคนพวกนั้น... มีบางคนที่เคยร่วมกันกับการกวาดล้างตระกูลของท่านอยู่ละอย่างพวกคนจากพันธมิตรหมื่นสวรรค์”
ต้วนหลิงเฉินเงียบไป “………”
หานหมิงพูดต่อ “ท่านไม่คิดเลยหรือว่าในวันที่ตระกูลของท่านถูกทำลายล้าง พวกคนเหล่านั้นที่ท่านบอกว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหายหัวไปไหนกันหมด? และพอมาถึงวันนี้ วันที่ท่านต้องการมอบมรดกให้กับลูกหลานของท่าน พวกมันกลับแบกหน้าเข้ามายังที่แห่งนี้หน้าตาเฉย ในวันที่ท่านไม่มีประโยชน์และลูกหลานท่านต้องการความช่วยเหลือ กลับไม่เห็นหัวใครสักตัว แต่พอท่านมีผลประโยชน์พวกมันกลับเสนอหน้ามาขอส่วนแบ่งแบบนี้งั้นเหรอ??”
ต้วนหลิงเฉินนิ่งเงียบ ราวกับถูกบีบคอด้วยความจริงที่เขาไม่อยากรับรู้ ในหัวใจของเขามันเต็มไปด้วยความแค้นที่พยายามจะระงับเอาไว้ไม่ให้ไหลลงไปตามคำพูดของหานหมิง
“บางที...” เขาเอ่ยช้าๆ “บางทีพวกเขาอาจไม่รู้ หรือ... พวกเขาอาจไม่แข็งแกร่งพอจะทำอะไรได้”
หานหมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาส่องประกายอย่างเย็นยะเยือก
“ท่านลืมไปแล้วเหรอ?”
“เมื่อท่านทั้งสิบคน ยอมเสียสละตัวเองเพื่อผนึกเผ่ามารโลหิต ใช้ชีวิตตัวเองแลกเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์มากมายเอาไว้”
“แล้วใครกันที่เป็นมีดเล่มแรกที่ปักเข้ากลางหลังของท่าน?”
“เผ่ามารโลหิต?”
“เผ่าสามตา?”
“เผ่ามังกร?”
“ก็เผ่ามนุษย์นั่นแหละ แถมยังเป็นคนรู้จักดีของท่านด้วยซ้ำ คนที่ท่านเคยปกป้อง คนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กลับเป็นคนที่กวาดล้างตระกูลของท่านและตระกูลของลูกศิษย์ข้า แล้วแต่งเรื่องสกปรกใส่ร้ายว่าพวกท่านร่วมมือกับเผ่ามารโลหิตเพื่อให้โลกทั้งใบเกลียดชังท่านอย่างไร้สติ”
“มันไม่ใช่แค่การหักหลัง แต่มันคือการเหยียบซ้ำศพของพวกท่านด้วยเท้าจนมันติดเท้าของพวกมันไปด้วยซ้ำ”
“ท่านปกป้องผู้คนมากมายที่ตอนนี้จำแม้แต่ชื่อของท่านไม่ได้ด้วยซ้ำในตอนนี้!”
“พวกมันเรียกท่านว่าคนทรยศของเผ่าพันธุ์มนุษย์... พวกมันเรียกลูกหลานของท่านว่า คนที่มีเลือดสกปรก แล้วก็ทำการออกค่าหัวเพื่อให้โลกทั้งใบไล่ล่าคนเหล่านั้นที่เหลือรอดอยู่”
“ท่านลืมไปแล้วหรือเปล่า ว่านี่คือโลกแห่งการบ่มเพาะ พลังคือกฎหมาย ความเมตตาคือก็คือการยื่นมีดให้คนอื่นที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะแทงเราหรือไม่”
“ท่านควรเลิกฝืนตัวเองที่จะเป็นในสิ่งที่โลกใบนี้มันไม่เคยต้องการจากท่านเลยแม้แต่นิดเดียว”
ต้วนหลิงเฉินยังคงลอยนิ่ง ไม่มีคำพูดใดหลุดจากริมฝีปาก ดวงตาของเขาค่อยๆ สั่นไหวเล็กน้อย
หานหมิงยังไม่หยุดพูด
“พวกมันตอบแทนความเมตตาด้วยความทรยศ”
“ในวันที่ลูกหลานของตระกูลเย่ร้องไห้ขอความช่วยเหลือ... มีใครบ้างที่หันกลับมา?”
“ไม่มี แม้แต่คนเดียว”
“แม้กระทั่งคนที่เคยถูกชีวิตจากมือของลูกศิษย์ข้าเอง ก็ยังเลือกที่จะนิ่งเงียบยืนดูหรือแม้กระทั่งเข้าร่วมกับการทำลายล้างตระกูลเย่ด้วยซ้ำ”
ต้วนหลิงเฉินไม่เอ่ยอะไรอีก... แต่ในแววตาของเขา ไฟที่มอดดับไปแล้วกลับส่องประกายจางๆ ขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ชายชราจะหัวเราะออกมาเบาๆ สายตาของเขาเปล่งแสงบางอย่างขึ้นเล็กน้อย
“เฮ่อ… ช่างเถอะข้าไม่สนแล้วว่าเจ้าจะหลอกใช้ข้ายังไง ไหนลองบอกข้าสิ เจ้ามีแผนอะไรอยู่?”