ในตรอกผีนี้ ทุกพื้นที่ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ที่แน่นขนัดที่สุด ก็คือบ่อนพนัน
ที่จ้าวฉือพาเซี่ยตันเดินเข้าไปตอนนี้ เป็บ่อนพนันที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดในย่านนี้ ้ามีป้ายยี่ห้อทาสีทองโอ่อ่า สะท้อนแสงของโคมไฟเป็ประกายสว่างตา ประดับอักษรคำว่า ‘ปลาเงิน’ (อิ๋นหยู)
ภายในห้องโถง มีโต๊ะวางอยู่หลายตัว แต่ละตัวล้วนมีผู้คนห้อมล้อมเนืองแน่น ทั้งเสียงสบถด่าทอ กลิ่นยาสูบ กลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นสุรา กลิ่นอาหาร ลอยอบอวลอยู่ในอากาศจนเกิดเป็กลิ่นอันจำเพาะอันเข้มข้น
เซี่ยตันเมื่อเดินเข้ามา ก็อดมิได้ต้องย่นจมูก พึมพำขึ้น “ที่นี่เหม็นจริงๆ”
จ้าวฉือจึงหันไปหามันแล้วถาม “้ากลับหรือไม่”
“ข้าพเ้าไหนเลย้ากลับ เพียงแค่ตำหนิเื่กลิ่นเท่านั้น” เซี่ยตันกล่าว พลางยกแขนเสื้อขึ้นโบก แล้วส่งเสียงดังกว่าเดิม “ตอนนี้มีสุกรอ้วนพีเดินมาให้เชือดถึงหน้าประตูแล้ว พวกท่านไฉนไม่รีบเสนอหน้าออกมารับเทพเ้าโชคลาภ”
วาจาของมันประโยคนี้ นับว่าผู้คนทั้งห้องโถงนั้นสามารถได้ยินถ้วนทั่วโดยมิต้องออกแรงตะเบ็งจริงๆ จากนั้นั์ตาทุกคู่ก็หันมามองมันเป็จุดเดียว ผู้รับใช้ที่สวมเสื้อผ้ามอซอสีเทา มีเหงื่อไคลไหลอาบเต็มใบหน้า เร่งรีบเดินแหวกฝูงชนเข้ามาทันที
“กงจื่อ้าเล่นพนัน?”
เซี่ยตันเชิดหน้าเหลือบตามองมัน ส่งเสียงย้อนถาม “ที่นี่มิใช่บ่อนพนัน?”
“ย่อมเป็บ่อนพนัน”
“ในเมื่อเป็บ่อนพนัน ไฉนยังต้องสอบถามว่ามาเล่นพนันหรือไม่ ไป รีบไปเปิดห้องด้านหลังให้แก่เรา ตามต้าเอี๋ยของเ้ามาด้วย”
คนรับใช้ผู้นั้นเห็นเซี่ยตันอายุเยาว์แต่แต่งตัวอู้ฟู่หรูหราอย่างยิ่ง ก็เข้าใจว่าเป็บุตรผู้มีอันจะกินที่ใช้เงินมือเติบหลบหนีออกมาหาความบันเทิงใน่หัวค่ำ จึงผงกศีรษะถี่ๆ แล้วเดินนำไปที่ด้านหลังทันที
จ้าวฉืออดมิได้ต้องกระซิบถาม “เ้าเมื่อครู่ยังประพฤติตัวเรียบๆ ร้อยๆ อยู่ชัดๆ ไฉนก้าวเท้าเข้ามาในบ่อนก็กลายร่างเป็ยโสโอหังไป”
เซี่ยตันหันไปหัวร่อเสียงใส แล้วจึงตอบ “ท่านดูสารรูปของข้าพเ้า มาเดินเรียบๆ ร้อยๆ อยู่ในบ่อน ต้องมิมีผู้ใดมาพนันขันต่อด้วย เพราะคิดว่าบางทีอาจถูกลักตัวมาเป็สินพนัน”
“ผู้ใดจะลักตัวเ้ามาได้”
“ตัวท่าน”
“....”
ด้านหลังบ่อนก็มีห้องห้องหนึ่งจริงๆ ยังสะอาดสะอ้าน จุดโคมสว่างไสว เซี่ยตันเมื่อเข้ามาแล้วก็ลากเก้าอี้ลงนั่งวางท่าเขื่องโขทันที จ้าวฉือจึงลากเก้าอี้นั่งข้าง แล้วถามต่อ
“หรือเ้าก็เคยเข้าบ่อนมา จึงทราบว่ามีห้องด้านหลังเช่นนี้?”
“ข้าพเ้าไหนเลยไม่เคยเข้าบ่อน ในบรรดาวิธีค้าขายร้อยแปดประการ บ่อนเป็หนึ่งในนั้น ถ้ามิใช่บ่อนที่ตั้งอยู่ที่ริมถนน อย่างไรต้องมีห้องพิเศษห้องหนึ่ง เพราะมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ด้วยฐานะอันสูงส่ง มิควรปรากฏตัวว่ามาเกลือกกลั้วอยู่ในสถานที่อโคจร ห้องพิเศษนี้จึงมีไว้เพื่อต้อนรับอาคันตุกะหน้าบางเ่าั้เอง”
“อ้อ”
ผู้รับใช้นั้นหายออกไปได้ไม่นาน ประตูก็ถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง ครานี้ผู้ที่เข้ามาเป็บุรุษฉกรรจ์ รูปกายกำยำสูงใหญ่ สวมเสื้อสีครามแบะคอจนเห็นแผ่นอกที่มีขนรุงรัง ใบหน้าแดงปลั่ง เกล้ามวยผมไว้หลวมๆ ดวงตาโปนคล้ายกระดิ่ง หนวดเคราชี้ชันคล้ายดั่งเตียวหุยกลับชาติมาเกิด
“มิทราบเป็กงจื่อกระเป๋าหนักท่านใดถามหาผู้แซ่ลู่”
กล่าวพลางเดินมาลากเก้าอี้นั่งประจันหน้ากับเซี่ยตันและจ้าวฉือ ก่อนเลิกคิ้วแล้วส่งเสียงขึ้นต่อ “ไฮ้ ต้าฉือตี้ เป็เ้าเอง? ไฉนแต่งตัววิปริตพิสดารเช่นนี้ มิน่าเล่า เ้าลูกเต่าแซ่ิผู้นั้นจึงว่าเป็กงจื่อผู้หนึ่ง”
จ้าวฉือหัวร่อคำหนึ่งแล้วประสานมือกล่าว “คารวะลู่ต้าเกอ ิเกอผู้นั้นน่ากลัวมองไม่เห็นข้าพเ้าด้วยซ้ำ ที่ดึงดูดสายตามันไปหมดสิ้นจึงเป็คนที่นั่งอยู่ข้างข้าพเ้าดอก”
คนแซ่ลู่ผู้นั้นจึงหันไปมองเซี่ยตัน แล้วหัวร่อออกมา “ฮ่าๆ นับว่าฉือตี้เ้าสามารถหาของมาพนันได้น่าสนใจอย่างยิ่ง ถึงกับเป็กงจื่อน้อยน่ารักเยี่ยงนี้ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์รวมถึงหยกเม็ดที่อยู่บนผ้ารัดผมชิ้นนั้นก็ยิ่งน่ารักเป็ที่สุด ลำพังเพียงแค่ตัวมันก็ต้องได้ราคางามทีเดียว”
พูดพลางใช้ดวงตากลมโปนพิจารณาเซี่ยตันขึ้นๆ ลงๆ เซี่ยตันเห็นดังนั้นจึงสะกิดจ้าวฉือแล้วกล่าว “ฉือเกอ ข้าพเ้าบอกท่านแล้ว ให้ข้าพเ้ามานั่งเรียบๆ ร้อยๆ อยู่ในบ่อน ข้าพเ้าก็จะกลายเป็สมบัติเดินได้ของท่านไป”
คนผู้นั้นแย้มยิ้มพลางกล่าว “กงจื่อน้อยท่านยังสามารถกล่าววาจาได้น่ารักนุ่มนวลกับมันได้ถึงเพียงนี้ มิทราบเป็ฉือตี้ของเราวางยาเสน่ห์ใดใส่ท่าน”
จ้าวฉือขยับริมฝีปากคล้าย้ากล่าวสักประการหนึ่ง แต่กลับถูกเซี่ยตัน่ชิงจังหวะไปเสียก่อน
“ข้าพเ้ามีนามเซี่ยตัน ท่านเล่า?”
“เรามีนามลู่ถง เป็ผู้ดูแลควบคุมกิจการของที่นี่ เซี่ยกงจื่อ บุคคลน่ารักนุ่มนวลเช่นท่าน ไฉนมาปรากฏตัวในสถานที่เช่นนี้ได้เล่า? หรือเป็ท่านนอนหลับอยู่ ก็ถูกเ้าอุบาทว์ใหญ่นี้ไปลักตัวมา ฉือตี้ของเราเรี่ยวแรงปานโคถึก บุรุษน้อยๆ หน้าตาจิ้มลิ้มดั่งเช่นท่าน ไหนเลยจะต้านทานมันได้”
“ลู่ต้าเกอ!” จ้าวฉือทนมิไหวต้องส่งเสียงแทรกขึ้น “ท่านเป็ตัวอุบาทว์ลามกก็เป็ของท่านไป มิต้องเหมารวมข้าพเ้าเข้าไปด้วย”
ลู่ถงมิมีโทสะ กลับหัวร่อแล้วกล่าวสืบต่อ “ต้าฉือตี้ไยต้องมีโทสะ หากต้าเกอสามารถหล่อเหลาได้สักครึ่งหนึ่งของเ้า ต้องมิปล่อยให้กงจื่อน้อยผู้นี้ว้าเหว่อยู่บนเตียงอย่างเด็ดขาด”
ใบหน้าของจ้าวฉือตอนนี้กลายเป็สีแดงฉานปานชาด มิทราบเป็เพราะโทสะหรือประการอื่น ตวาดออกมา “ท่าน!”
“เอาน่าๆ ฉือเกอ” เซี่ยตันรีบส่งเสียงกล่าวขึ้น “ลู่ต้าเอี๋ยชมท่านหล่อเหลา แม้ท่านรู้สึกขัดเขินก็มิควรกลบเกลื่อนด้วยท่าทางก้าวร้าวเช่นนี้”
“เราไหนเลยจะรู้สึกขัดเขินกับวาจาของมันได้” จ้าวฉือเชิดหน้าส่งเสียงแล้วเขม่นมองเซี่ยตันแน่วนิ่ง “เป็เ้า ไฉนถูกผู้อื่นใส่ไคล้เป็เด็กหน้าขาว (เด็กผู้ชายที่ขายบริการ) ก็ยังสามารถนั่งหน้าระรื่นอยู่ได้”
เซี่ยตันเบิ่งตากลมโต แล้วกล่าวขึ้น “เป็ท่านมีโทสะแทนข้าพเ้า? ข้าพเ้าตอนนี้ก็รู้สึกตื้นตันขึ้นมาจริงๆ แต่ข้าพเ้าไหนเลยจะเป็เด็กหน้าขาวที่เพียงผู้อื่นมายื่นอัฐก็ติดตามไปได้ ข้าพเ้าติดตามท่านเพียงผู้เดียว กระทั่งอัฐก็สามารถหยิบยื่นให้ท่านได้”
ลู่ถงพลับปรบมือฉาด ส่งเสียงกล่าวขึ้น “ต้าฉือตี้นับว่าร้ายกาจจริงๆ กงจื่อน้อยผู้นี้ก็ถูกเ้ามอมเมาจนงมงายแล้ว”
“ท่านกลายเป็เชื่อถือวาจาผู้อื่นโดยง่ายดายแต่เมื่อใด” จ้าวฉือส่งเสียง “ข้าพเ้ากับเสี่ยวหูลี่ผู้นี้มิเคยกระทำการอุบาทว์ลามกใดๆ ด้วยกันทั้งสิ้น ข้าพเ้าเพียงพามันมาหาเื่สนุกสนานที่นี่ดอก”
เซี่ยตันหัวร่อฮิฮะแล้วกล่าว “ตอนนี้ข้าพเ้าก็นับว่าสนุกสนานอย่างยิ่งแล้วจริงๆ”
ลู่ถงกวาดตามองเซี่ยตันแล้วแย้มยิ้มกล่าว “ดูท่าทางท่านก็มิใช่ตัวดีใดเช่นกัน ว่าแต่... บุคคลประเภทท่าน ไฉนพานไปรู้จักกับตัวอุบาทว์ใหญ่อย่างมันได้ เท่าที่เราทราบมา ตัวอุบาทว์ใหญ่นี้แต่ไหนแต่ไรชิงชังพวกกงจื่อสำอางเช่นท่านมาโดยตลอด”
เซี่ยตันแย้มยิ้มพลางตอบ “เพราะมันลงมือปล้นข้าพเ้า แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นข้าพเ้าจึงลงโทษมันโดยการบีบบังคับให้มันปวารณาตัวเป็สหาย”
ลู่ถงขมวดคิ้ว จ้องมองเซี่ยตันแน่วนิ่ง “คนผู้หนึ่งลงมือปล้นท่าน ท่านกลับไปบังคับมันเป็สหาย? บิดามารดาท่านหากทราบเื่เข้า มิร่ำไห้ไปสามวันเจ็ดวัน?”
“บิดามารดาข้าพเ้าไยต้องร่ำไห้สามวันเจ็ดวัน? มันมิได้ฆ่าข้าพเ้า ซ้ำก็ยังมิได้ได้ทรัพย์ใดๆ ไป”
ลู่ถงกะพริบดวงตา แล้วส่งเสียงต่อ “มิทราบตอนนี้มีผู้ลงมือปล้นท่านไปแล้วกี่มากน้อย”
“อืม... ประการนี้ก็ยากจะนับอยู่ น่ากลัวตลอดทางที่ผ่านมา มีเป็สิบกระมัง”
“อ้อ... แล้วพวกประดานั้น ล้วนแต่กลายเป็สหายของท่านทั้งสิ้น?”
เซี่ยตันหัวร่อ “ยามท่านถูกผู้คนดักปล้น ยังมีอารมณ์สนใจไปคบค้าพวกมันเป็สหายได้?”
“เราต้องไม่มี ไม่ว่าผู้ใดต้องไม่มีเด็ดขาด มีเพียงท่าน... เมื่อครู่ท่านก็บอกออกมาเอง”
เซี่ยตันหัวร่ออีก แล้วกล่าว “ข้าพเ้าบอกท่านเมื่อใดว่าข้าพเ้านิยมคบหาโจรปล้นชิงเป็สหาย ท่านเพียงถามข้าพเ้า ว่าพบกับมันได้อย่างไร ข้าพเ้าก็ตอบไปตามความจริงเท่านั้น”
“แต่มันเป็ฝ่ายไปปล้นชิงท่านอยู่ชัดๆ?”
“แล้วอย่างไร ข้าพเ้าหากเกิดความชื่นชมนับถือในตัวคนผู้หนึ่ง มาตรแม้นมันเป็โจรปล้นชิง ข้าพเ้าก็ยังตะเกียกตะกายดั้นด้นไปขอให้มันนับเป็สหายจนได้”
“อ้อ... ที่แท้ท่านก็บังเกิดความชื่นชมในตัวมัน”
“ถูกต้อง”
“ท่านบังเกิดความชื่นชมใดในตัวมัน มิใช่หน้าตาของมันกระมัง?”
เซี่ยตันหัวร่ออีกแล้วกล่าว “ท่านเล่า ไฉนจึงเป็สหายกับมันได้? คงมิใช่เพราะหน้าตาของมันกระมัง”
ลู่ถงปรบมือฉาดแล้วหัวร่อเสียงดัง “ความสามารถในการยอกย้อนผู้อื่นของท่านมิได้ด้อยไปว่าเ้าตัวอุบาทว์ใหญ่นี้เลย ได้! เราบอกต่อท่าน เราพบมันครั้งแรกก็เป็ที่นี่เอง”
“อ้อ... มันเดินมาเล่นพนันที่บ่อนของท่าน?”
“ผิดแล้ว มันมาเพื่อลากคอผีพนันผู้หนึ่งกลับไป”
เซี่ยตันเบิ่งตากว้าง “คนผู้นั้นเป็สหายของมัน?”
ลู่ถงสั่นศีรษะ “มิใช่สหาย และมิเกี่ยวข้องใดๆ กันทั้งสิ้น เพียงแต่มันพบเจอนางเฒ่าชราผู้หนึ่ง สลบไสลอยู่ที่ริมทาง จึงช่วยเอาไว้ สอบถามได้ความว่าบุตรชายของนางติดพนันจนนำเอาทรัพย์สินในบ้านออกไปเล่นพนันหมดสิ้น มันสอบถามจนทราบว่าคนผู้นั้นมาเล่นที่บ่อนของเรา”
“จากนั้นเล่า?”
“จากนั้นมันก็มาที่บ่อนของเรา ถามหาคน แต่ที่นี่ทำการค้ามีขื่อแบ ไหนเลยจะปล่อยตัวลูกค้าที่มิได้ชำระหนี้ครบถ้วนกลับไปได้ ดังนั้นมันจึงเตรียมอาละวาดพังบ่อนของเราให้พินาศวอดวายไป”
เซี่ยตันถอนหายใจแล้วกล่าว “นับว่ามันก่อกวนการค้าของผู้อื่นโดยไร้เหตุผลแท้ๆ”
“เซี่ยกงจื่อกล่าวถูกแล้ว นับว่าไร้เหตุผลจริงๆ”
“ดังนั้น ท่านจึงได้ลงมือต่อยตีกับมัน?”
“ผิดแล้ว หลังจากมันพังโต๊ะเล่นพนันไปโต๊ะหนึ่ง ก็หยุดมือมิได้ทำลายข้าวของใดอีก”
“ไฮ้ หรือมันเกิดสำนึกได้ว่าก่อกวนการค้าของผู้อื่น? แต่นั่นมิใช่เร็วเกินไปหน่อย?”
ลู่ถงหัวร่อเสียงดังสนั่น ขณะที่จ้าวฉือเขม้นมองเซี่ยตันแน่วนิ่ง แล้วส่งเสียงสอดขึ้น
“เนื่องเพราะพอเราพังโต๊ะพนันที่มันเล่นอยู่ เ้าผีพนันผู้นั้นก็ถึงกับร่ำร้องคล้ายคนเสียสติ บอกว่าหากมันมิได้เล่นพนันสืบไป ไหนเลยจะสามารถหาเงินที่เสียไปคืนให้มารดามันได้ ที่มันลงทุนลงแรงไปล้วนแต่ต้องจบสิ้นไม่เหลือสิ่งใด”
“ท่านจึงหยุดมือ?”
“อืม”
“จากนั้นเล่า?”
“จากนั้นลู่ต้าเกอก็เข้ามาสอบถามเื่ราว”
ลู่ถงผงกศีรษะ “เราเห็นมันมิได้อาละวาดต่อ จึงเข้าไปเจรจา ยื่นข้อเสนอว่า เพียงเ้าลูกเต่านั้นชำระเงินที่ติดค้างไว้ทั้งหมด เราก็ย่อมจะปล่อยตัวมันกลับไปได้โดยง่าย”
“อ้อ... ฉือเกอจึงใช้หนี้แทนมันไป”
“ถูกต้อง แต่ต้าฉือตี้ตอนนั้นไหนเลยจะมีเงินพอชำระหนี้ของผีพนันผู้นั้นได้ ดังนั้นเราจึงเสนอให้มันทำงานชำระหนี้แทน”
“มันก็ยินยอม”
“อืม”
เซี่ยตันหันไปมองจ้าวฉือ ส่งเสียงต่อ “ฉือเกอ กับผู้ที่ไม่รู้จักกัน มันมิได้ทำดีใดๆ กับท่านสักนิด ท่านสามารถทำงานใช้หนี้ให้มันได้ ข้าพเ้าดีต่อท่านปานนี้ ท่านไฉนกลับปฏิเสธน้ำใจของข้าพเ้าอยู่ร่ำไป”
จ้าวฉือเหลือบตามองมันแล้วกล่าว “ขนมที่เรากินเข้าไป จะให้สำรอกออกมาตอนนี้เลยหรือไม่ คำกล่าวนี้ของเ้าจะได้เป็ความจริงขึ้นมาสักเล็กน้อย”
“ฮาๆ ฉือเกอตอนนี้ท่านก็เริ่มมีอารมณ์ขันแล้ว ข้าพเ้าไหนเลย้าให้ท่านสำรอกออกมา ข้าพเ้าก็แสร้งกล่าวไปอย่างนั้นเอง”
หยุดไปครู่หนึ่งก็หันมาทางลู่ถง กล่าวขึ้นต่อ “แล้วท่าน... ใช้ให้มันทำประการใดชำระหนี้ คงมิใช่ขึ้นเตียงกับท่านกระมัง?”
“เพ้ย!” ทั้งจ้าวฉือและลู่ถงส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน “เรามิใช่สุนัขกินอาจม...”
ทั้งคู่ถึงกับกล่าววาจาแบบเดียวกัน ซ้ำยังชี้มือใส่หน้ากัน จ้องกันอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายต่างฝ่ายต่างก็ส่งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว
“น่าตาย น่าตายอย่างยิ่ง ฮ่าๆ ทั้งเ้าทั้งเราตอนนี้กลายเป็อาจมของผู้อื่นไปแล้ว”
“ท่านจึงเป็กองอาจมที่แท้จริง”
“เ้าไหนเลยจะหลีกเลี่ยงเป็อื่นไปได้ ย่อมเป็กองอาจมเช่นกัน”
เซี่ยตันหัวร่อจนตัวงอ ส่งเสียงออกมาอย่างยากเย็น “พวกท่าน... ไฉนต้องแก่งแย่งกันเป็กองอาจมของผู้อื่น... ข้าพเ้า... ข้าพเ้าจะตายแล้ว”
ทั้งสามหัวร่อกันอยู่เป็นาน จึงพอจะหยุดลงได้ เซี่ยตันยกมือขึ้นปาดน้ำตา กล่าวสืบต่อ “นับว่าสนุกสาหัสจริงๆ ให้ข้าพเ้าเดาแล้วกัน เป็ฉือเกอทำงานบางอย่างให้ท่าน ดังนั้นมันจึงพลอยเป็ที่รู้จักในตรอกนี้ไป”
ลู่ถงผงกศีรษะ “ถูกต้องแล้ว ยามนั้นเราขาดคนดูแลอยู่พอดี เห็นมันถือดาบ ท่าทางฝีมือไม่เลว จึงใช้มันเป็ผู้ดูแลตรอกเป็เวลาสามเดือน”
“อ้อ...”
“แต่เพียงสามวันให้หลัง เ้าลูกเต่าตัวนั้นก็กลับมาเล่นพนันอีก”
คราวนี้เซี่ยตันหัวร่อออกมา “ข้าพเ้าก็คาดแล้วไม่ผิด ผีพนันเมื่อเป็แล้ว ทางเดียวที่จะหายได้คือเสียพนันจนมิเหลือสิ่งใดติดตัวกระทั่งเสื้อผ้า เมื่อหมดสิ้นทรัพย์สินจะเอามาพนัน จึงค่อยเลิกแล้วต่อกันได้ มีเมื่อใดผีก็ย่อมกลับมาอีก”
กล่าวจนก็หันไปหาจ้าวฉือ “ครั้งนี้ท่านอยู่ที่นี่ก็จึงได้ถีบส่งมันไป?”
“เราไหนเลยถีบส่งมันไป” จ้าวฉือว่า “ลู่ต้าเกอก็ได้บอกเราั้แ่วันแรก ที่เรากระทำล้วนแต่ไร้ประโยชน์ เพียงไม่กี่วันคนผู้นั้นจะต้องกลับมาอีก เพื่อพิสูจน์เราจึงรับทำงานให้มันสามเดือน”
“อ้อ... ที่แท้ลู่ต้าเกอก็คาดเอาไว้แต่แรกแล้วเช่นกัน”
ลู่ถงมองเซี่ยตัน “เซี่ยกงจื่อก็คล้ายรู้จักผีพนันปรุโปร่ง หรือท่านเองก็เคยมีประสบการณ์กับผีพนันมา?”
เซี่ยตันเพียงแย้มยิ้ม มิได้ตอบคำแต่ถามขึ้นต่อ “ในเมื่อท่านมิได้ถีบส่งมันไป ท่านทำประการใด?”
“เราย่อมเชื้อเชิญมันไปเล่นพนัน เพียงแต่พนันครั้งนี้เราเป็เ้ามือเอง”
“ฮ่าๆ ฉือเกอก็เป็เ้ามือพนันได้แล้ว หรือท่านทำงานที่นี่เพียงสามวัน ก็เกิดความเข้าใจในวิถีของการพนัน มิสงสารผีพนันผู้นั้นอีก”
“ถูกต้อง ครั้งนี้นับว่าเราซาบซึ้งถึงคำว่าผีพนันแล้วจริงๆ ดังนั้นเราจึงเชิญมันมาเล่นพนัน”
“ท่านมิคิดช่วยเหลือมารดาของมันแล้ว?”
“ย่อมคิดอยู่ หากมิคิดช่วย เราก็ต้องฟาดมันตายไปั้แ่แลเห็นมันกลับมาแล้ว”
เซี่ยตันขยับตัว เพ่งสายตามองมันอย่างสนใจ “แล้วท่านช่วยมันอย่างไร”
“เราให้มันพนันลูกเต๋า หากมันพนันได้ถูกต้อง เราก็จ่ายให้มันเท่าจำนวนที่มัน้า”
“ท่านก็เป็เ้ามือที่ใจกว้างอย่างที่ข้าพเ้าคิดไว้ แล้วหากมันเสียเล่า?”
“ตัดนิ้วแลกมานิ้วหนึ่ง”
เซี่ยตันนิ่งไปอึดใจก็กล่าวออกมา “นับว่าวิธีพนันของท่านขู่ขวัญผู้คนจริงๆ เป็ข้าพเ้าจะไม่ตกลงพนันกับท่านเด็ดขาด”
จ้าวฉือส่งเสียงหัวร่อขึ้นจมูกคำหนึ่ง “มันจะมิพนันก็มิได้แล้ว เพราะเป็เราบังคับ มิว่าอย่างไรต้องพนันให้ได้ หากคิดออกไปโดยมิพนัน เราก็จะตัดนิ้วมัน”
“อ้อ... แล้วมัน... พนันชนะท่านหรือไม่?”
“ที่จริงเราตั้งใจให้โอกาสมันพนันถึงยี่สิบครั้ง เท่ากับจำนวนนิ้วมือนิ้วเท้าของมันพอดี เพียงแต่... พนันครั้งแรกมันเสีย เราจึงตัดนิ้วก้อยเท้ามันออกมานิ้วหนึ่ง มันก็มิยอมพนันต่ออีกแล้ว วิงวอนให้เราปล่อยมันไป สาบทสาบานต่อฟ้าดินต่อแต่นี้จะไม่เล่นการพนันอีก เราเห็นมันสำนึกตัวเลยทำแผลให้แล้วพามันไปส่งที่บ้าน”
“มารดาชราของมันน่ากลัวต้องซาบซึ้งพระคุณของท่านเป็อันมาก”
ลู่ถงหัวร่อออกมา “เซี่ยกงจื่อผิดอีกแล้ว นางเฒ่าผู้นั้น พอทราบว่าฉือตี้เป็ผู้ตัดนิ้วเท้าของลูกชายนาง ก็ไล่ตะเพิดมันออกมาอย่างไม่ไยดี”
เซี่ยตันมองมันอย่างสะทกสะท้อน “นับว่าท่านช่วยผู้คนกลับได้ก้อนหินเป็การตอบแทน นี่จึงเป็เื่น่าคับแค้นใจที่สุด”
จ้าวฉือถอนหายใจ แล้วกล่าว “นี่นับเป็เื่ปรกติของโลก มารดาย่อมรักถนอมบุตรเป็ดวงใจ เราไปตัดนิ้วเท้าบุตรของนาง นางไหนเลยจะขอบอกขอบใจเราได้”
“แต่... ที่ท่านกระทำเช่นนี้ก็เพราะ้าช่วยเหลือพวกนาง ท่านมิรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลย?”
“เราไหนเลยต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเยี่ยงนั้น มิใช่นางวิงวอนเรา เป็เราแส่หาเื่มาเองทั้งสิ้น เราเมื่อลงมือสะสางเื่ราวให้ผู้ใด ก็ไม่เคยคิดให้คนผู้นั้นทำสิ่งใดตอบแทนเรามาก่อน เราเพียงแต่้าทำให้สำเร็จเท่านั้น”
เซี่ยตันผงกศีรษะ แล้วกล่าว “นับว่าข้าพเ้าดูคนมิผิดไป”
ลู่ถงแย้มยิ้มออกมา “ท่านก็มีสายตาไม่เลว ต้าฉือตี้ของเราผู้นี้มีบุคลิกห้าวหาญเปี่ยมด้วยคุณธรรมจริงๆ แต่พฤติการณ์ของมันกลับประหลาดพิสดารอยู่บ้าง หากได้บุคคลเช่นเซี่ยกงจื่อช่วยส่งเสริมให้มันอยู่กับร่องกับรอย มิแน่ไม่นานอาจกลายเป็ผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพได้มิยาก”
จ้าวฉือส่งเสียงสวนคำ “ชื่อเสียงข้าพเ้าสามารถหามาเองได้ มิต้องให้ผู้ใดยื่นมือส่งเสริมดอก”
เซี่ยตันแย้มยิ้มตอบ “ข้าพเ้าก็ทราบ ฉือเกอมิใช่้าความช่วยเหลือ ข้าพเ้าไหนเลยจะช่วยเหลือท่าน ข้าพเ้าที่จริง้าให้ท่านช่วยเหลือต่างหาก”
จ้าวฉือเหลือบมองมัน “เ้ายัง้าให้เราช่วยเหลือเื่ใดอีก?”
“พรุ่งนี้ข้าพเ้าจึงค่อยบอกท่าน” เซี่ยตันตอบ แล้วกล่าวสืบต่อ “วันนี้ได้มาเยือนบ่อนปลาเงินของลู่ต้าเกอทั้งที ข้าพเ้าไม่เล่นพนันเลยก็เป็การมิให้เกียรติ”
ลู่ถงส่งเสียงหัวร่ออย่างยินดี “เราก็กำลังรอเซี่ยกงจื่อให้กล่าววาจานี้ออกมาอยู่ทีเดียว มิทราบเซี่ยกงจื่อ้าเล่นพนันแบบใด?”
“ข้าพเ้าความจริงคิดจะมาก่อกวนบ่อนพนันของท่านให้ครึกครื้นสักเล็กน้อย แต่ตอนนี้ข้าพเ้าเริ่มมีความประทับใจในตัวท่านขึ้นมาบ้าง ดังนั้น ข้าพเ้าจะเพียงพนันเทสุรากับพวกท่าน ผู้ใดเทสุราล้นออกมา ผู้นั้นต้องดื่มสุรา”
“นี่สามารถถือเป็การพนันใดได้” ลู่ถงส่งเสียงออกมา “นี่นับว่าเป็การกรอกสุราต่างหาก”
“หรือท่าน้าพนันให้ได้จริงๆ?”
“เรา้าพนันให้ได้จริงๆ อย่างน้อยๆ เซี่ยกงจื่อท่านสมควรแบ่งรายได้ให้บ่อนเราบ้าง”
เซี่ยตันหัวร่อแล้วกล่าว “ย่อมได้ๆ อย่างนั้นข้าพเ้าพนันกับพวกท่าน พวกเราผลัดกันกรอกสุราให้กันและกัน ผู้ใดสามารถยืนหยัดเป็คนสุดท้าย ผู้นั้นถือว่าชนะพนันไป”
“นี่มิเรียกว่าเล่นพนัน” จ้าวฉือว่า “เรียกเป็การประลองสุรา”
“นี่ย่อมเรียกเป็การพนัน” เซี่ยตันว่า “เพราะข้าพเ้าจะพนันว่าตัวเองชนะ หากข้าพเ้าพ่ายแพ้ พวกท่านสามารถเรียกร้องสิ่งที่อยู่บนตัวข้าพเ้าได้หนึ่งประการ”
ลู่ถงเบิ่งตากว้าง “นี่รวมถึงร่างกายของท่านด้วยหรือไม่?”
เซี่ยตันเลิกคิ้วพลางกล่าว “หรือลู่ต้าเกออยากได้ตัวข้าพเ้าจริงๆ?”
ลู่ถงหัวร่อออกมา “ในเมื่อท่านเป็สหายของฉือตี้ เราไหนเลยจะกล้าล่วงเกินท่านได้ ที่เราถาม ก็เพื่อยืนยันให้ตี้ตี้ของเราดอก”
“ท่านจะยืนยันอุบาทว์ใดให้ข้าพเ้า” จ้าวฉือส่งเสียงด่า “เสี่ยวหูลี่ผู้นี้ มาตรแม้นมันเอาตัวใส่จานมาประเคนให้ ข้าพเ้าก็มิยอมรับประทานลงไปเด็ดขาด”
“ถูกต้องแล้ว ฉือเกอรับประทานข้าพเ้าลงไป ก็มีแต่จะปวดท้องปวดศีรษะปานจะะเิ แต่หากลู่ต้าเกอท่านอยากทดลอง ข้าพเ้าก็มิขัด การพนันนี้ก็รวมเอาตัวข้าพเ้าเข้าไปด้วยแล้วกัน”
“เพ้ย!” จ้าวฉือส่งเสียง “เล่นพนันเช่นนี้เรามิรับพนันด้วยเด็ดขาด”
“เป็ไร หรือท่านกลัวพ่ายแพ้แล้วข้าพเ้าเรียกร้องร่างกายของท่าน? ท่านมิต้องกังวลถึงเพียงนั้น ข้าพเ้าใช้ลาโม่แป้ง มิใช้ท่านไปโม่แป้งเด็ดขาด”
กล่าวพลางชม้ายมองไปยังลู่ถง “ส่วนลู่ต้าเกอ หากข้าพเ้าชนะก็จะมิใช้ท่านไปโม่แป้งเช่นกัน เพียงแต่ข้าพเ้าใช้ท่านทำธุรกิจที่นี่แทนข้าพเ้า ท่านว่ายุติธรรมดีหรือไม่”
ลู่ถงกลืนน้ำลาย หัวร่ออีกครั้งแล้วกล่าว “นี่ไยมิใช่พนันกันหนักเกินไป”
“ย่อมมิหนักเกินไป ราคาของตัวข้าพเ้าที่จริงต้องสูงกว่านี้มาก นี่ข้าพเ้าก็ใจกว้างอย่างยิ่งแล้ว”
ลู่ถงถอนหายใจแล้วส่งเสียงตอบ “ที่ถามไปก็ถือว่าเราผายลมแล้วกัน”
“ท่านสามารถผายลมได้ถูกเวลาจริงๆ” จ้าวฉือว่า “หากท่านทราบแต่แรก ก็ไม่สมควรจะผายออกมา”
เซี่ยตันแย้มยิ้มสดใสแล้วกล่าว “พวกท่านมิต้องทะเลาะกัน ข้าพเ้าก็มิได้ตั้งใจจะหักหาญพวกท่านถึงเพียงนั้น หากพวกท่านพ่ายแพ้ ก็แค่ไปทำธุระให้ข้าพเ้าคนละประการ ค่าสุราอาหารยังคงเป็ข้าพเ้าเป็ผู้ออก เช่นนี้เป็อย่างไร?”
“เรากลับคิดว่า ควรวางพนันอย่างเสมอภาค ผู้ใดชนะก็ให้ผู้อื่นไปกระทำเื่ราวแทนหนึ่งประการ เช่นนี้เป็อย่างไร?” จ้าวฉือกล่าว ลู่ถงส่งเสียงสนับสนุนทันที
“เราก็ว่าประการนี้ยุติธรรมที่สุด ในเมื่อเซี่ยกงจื่อออกปากเป็เ้าภาพค่าสุราอาหารแล้ว พวกเราไหนเลยควรจะเอาเปรียบท่านอีก เป็ตามที่ฉือตี้กำหนดแล้วกัน?”
“ในเมื่อพวกท่านเห็นตรงกัน ข้าพเ้าก็ไม่ค้านแล้ว รีบให้คนนำสุราอาหารมาเถิด”
...................................
สุราอาหารถูกยกมาแล้ว อาหารแม้มิใช่ชั้นเลิศอย่างภัตตาคารใหญ่ แต่มิได้เลวทราม ส่วนสุรานั้นก็ใสราวกับตาตั๊กแตน ยังส่งกลิ่นฉุนเฉียวรุนแรง เซี่ยตันอดมิได้ต้องแย้มยิ้มออกมา
“ประเสริฐมาก ท่านถึงกับเสาะหาสุราเช่นนี้มาได้ มิทราบมีชื่อเรียกหรือไม่?”
“นี่คือสุราอู่เหลียงเย่อันขึ้นชื่อของทางใต้ เซี่ยกงจื่อเป็เ้ามือทั้งที เราไหนเลยจะกล้าทำให้ท่านผิดหวังไปได้”
จ้าวฉือส่งเสียงหัวร่อขึ้นจมูกคำหนึ่ง แต่มิได้พูดกระไร เซี่ยตันเห็นดังนั้นจึงหันไปสอบถาม “ฉือเกอ ท่านหัวร่อสิ่งใด?”
“เราย่อมหัวร่อมัน สุราที่ปรกติมันมิได้จำหน่าย ตอนนี้ก็สามารถไปเสาะหามาได้ หากมิได้หวังมอมเ้าจนตายไป น่ากลัวต้องหวังมอมตัวเองแล้ว”
ลู่ถงหัวร่อแล้วกล่าว “สุราเช่นนี้หากเราลงทุนเอง ไหนเลยจะกล้าสั่งมามอมตัวเองได้ มาๆ เซี่ยกงจื่อ ให้เรารินให้ท่าน”
ลู่ถงรินสุราแจกจ่ายจนทั่วแล้วจึงยกจอก “ดื่มให้เซี่ยกงจื่อ”
ทั้งสามก็กรอกสุราในจอกจนเหือดไป สุรารสหอมหวานกลิ่นรุนแรง เซี่ยตันหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับแล้วกล่าว “สมกับเป็สุราของทางใต้ นับว่ารสชาติแปลกใหม่สมใจข้าพเ้าจริงๆ มาๆ รินสุราอีก พวกเราต้องดื่มให้เท่ากัน มิเช่นนั้นไหนเลยจะเรียกพนันได้”
พวกมันต่างพากันกรอกสุราใส่ตัวเองจอกแล้วจอกเล่า ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วของลู่ถงยิ่งแดงเข้าไปอีก ส่วนเซี่ยตันสองแก้มก็กลายเป็สีชมพูเรื่อไปนานแล้ว เหลือเพียงจ้าวฉือที่ใบหน้าแทบมิแปรเปลี่ยนไปเลย
“ฉือเกอ เืลมท่านต้องมีปัญหาแน่นอน” เซี่ยตันยกตะเกียบขึ้นชี้หน้ามันพลางกล่าว “ให้ข้าพเ้าทะลวงจุดให้ท่านเป็ไร?”
จ้าวฉือยกมือปัดตะเกียบออกแล้วกล่าว “เ้าเมาแล้ว”
“ข้าพเ้าก็เมาแล้ว” เซี่ยตันผงกศีรษะ แล้วรินสุราแจกจ่ายอีก “แต่ข้าพเ้ายังสามารถดื่มได้ เป็ท่าน... หากยังเืลมไหลเวียนไม่ดีเช่นนี้ พรุ่งนี้ต้องปวดศีรษะตาย”
“นี่เป็เื่ศีรษะของเรา มิต้องไปรบกวนเ้ามาก้าวก่าย” จ้าวฉือว่า แล้วยกสุรามากรอกเหือดไป ลู่ถงชี้หน้าจ้าวฉือแล้วส่งเสียง
“นับว่าตัวอุบาทว์นี้เป็ปิศาจสุราแท้เทียว ดื่มไปเท่านี้แล้ว สีหน้ายังมิแปรเปลี่ยนไปอีก” กล่าวไปก็สะอึกไป จ้าวฉือส่งเสียงต่อ
“ลู่ต้าเกอ ท่านก็เมาแล้ว...”
“ฮ่าๆ เราไหนเลยจะเมาได้ มาๆ เซี่ยกงจื่อ ดื่มกันอีก”
เซี่ยตันหัวร่อฮาๆ แล้วจึงรินสุราอีก รินสุราส่งกันไปมาเช่นนั้นอีกครู่ใหญ่ ลู่ถงก็ส่งเสียงมิออกอีกแล้ว ถึงกับฟุบศีรษะลงไปบนโต๊ะ จึงเหลือเซี่ยตันกับจ้าวฉือนั่งดื่มกันต่อไป
“ฉือเกอ ข้าพเ้าเตือนท่านอีกที ยังคงทำให้เืลมไหลเวียนจึงจะมิปวดศีรษะ หากท่านยังฝืนเช่นนี้ อีกมิเกินสิบจอกก็จะเป็ข้าพเ้าต้องหามท่านออกไป”
จ้าวฉือมิส่งเสียงตอบก็กรอกสุราเหือดไปอีก เซี่ยตันตอนนี้สองแก้มแดงปลั่ง ดวงตาเป็ประกายหยาดเยิ้มแวววาว เมื่อกรอกสุราหมดจอกก็รินต่อ
“ท่านดื้อดึงมิเชื่อฟังจริงๆ เอาเถิดๆ คอสุราท่านก็นับว่าไม่เลว นอกจากเจียงเล่าเอี๋ย ก็มีท่านเป็บุคคลที่สองที่ดื่มสุรากับข้าพเ้าได้นานเช่นนี้”
จ้าวฉือยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “เ้าก็นับว่าเมาอยู่ไม่น้อยแล้ว ยังมิคิดยอมแพ้อีก”
“ข้าพเ้าไหนเลยแพ้ได้ ฮ่าๆ ข้าพเ้ายังสามารถดื่มได้อีก ดื่มจนท่านล้มฟุบไป”
กล่าวจบก็รินสุรากรอกเข้าไปอีก “มาๆ ข้าพเ้าจะรำกระบี่ให้ท่านดู”
ยังมิทันที่จ้าวฉือจะได้กล่าววาจา เซี่ยตันก็ลุกจากเก้าอี้ ชักกระบี่ออกมา ก้าวซ้ายๆ ขวาๆ พลางกรีดกระบี่ออกเป็วง ท่วงท่าของมันก็คล้ายกับคนเมาจริงๆ แต่มิใช่สะเปะสะปะเด็ดขาด ยังสามารถร่ายรำท่วงท่าอันอ่อนช้อยออกมาคล้ายกับกิ่งหลิวที่ถูกลมพัดเอนไหว จ้าวฉือก็ชมดูจนตะลึงลานไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เซี่ยตันถลามานั่งลงบนตักของมัน
“ฉือเกอ พวกเราดื่มกันอีก”
“เ้ายอมแพ้เถิด เมาจนแทบทรงตัวมิอยู่อีกแล้ว จะฝืนไปไย”
เซี่ยตันหัวร่อพลางชม้ายตากล่าว “ข้าพเ้ายืนมิอยู่ก็มิเป็ไร ยังมิล้มฟุบไปง่ายๆ ดอก แต่ท่าน หากดื่มอีกจอกหนึ่ง เพียงผุดลุกขึ้นก็ต้องล้มฟุบไป”
“เฮอะ เ้ามีความมั่นใจปานนั้น”
“หากท่านมิเชื่อ ทดลองดูเป็อย่างไร” กล่าวจบก็รินสุราใส่จอก ยื่นให้ “มา ข้าพเ้าป้อนท่าน”
จ้าวฉือฉวยจอกจากมือของมัน “มิเป็ไร เราสามารถดื่มเองได้”
เซี่ยตันหัวร่อฮิฮะ รินสุราให้ตัวเองอีกจอกหนึ่ง แล้วกรอกเหือดไป “ท่านคิดจะลุกเมื่อไร?”
“ต้องถามเ้าว่าคิดจะลุกออกไปเมื่อไรก่อน”
ผู้ถูกย้อนถามหัวร่อจนั์ตาหยี ส่งเสียงตอบ “ข้าพเ้าก็แทบคิดว่าท่านเป็เก้าอี้ไป”
กล่าวจบมันก็ผุดลุกขึ้น เดินเซซ้ายเซขวาไปจนชนกับผนังห้องที่ด้านหลัง ส่งเสียงหัวร่อ “ฉือเกอ ท่านไฉนยังมิลุกอีก”
“เรากำลังรอดูเ้าล้มลงไปอยู่”
เซี่ยตันหัวร่อจนตัวงอ ส่งเสียงกล่าว “ข้าพเ้าไหนเลยจะล้มก่อนท่านได้ ฮ่าๆ มา รับข้าพเ้าหนึ่งกระบี่”
สิ้นคำก็แทงกระบี่ปราดเข้ามา กระบี่นี้ถึงกับรวดเร็วและแม่นยำอย่างยิ่ง มิคล้ายการแทงของคนเมาแม้แต่น้อย จ้าวฉือยามนี้ดาบมิได้อยู่ใกล้มือ มันจึงต้องลุกขึ้นเพื่อถลันหลบ
“เ้า!”
กล่าววาจาได้เพียงนั้น ภาพตรงหน้าก็พลันดับวูบไป
.........................................